โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เลือกตั้ง 2569 จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพ ตอนที่ 2 จุดมุ่งเป้าของนโยบาย 4 พรรค

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เลือกตั้ง 2569 ระบบสุขภาพไทยเผชิญ “วิกฤติเชิงซ้อน” จากคนป่วยล้น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs ) และ สังคมสูงวัย ทำให้อัตราค่ารักษาพยาบาลพุ่งโตกว่าจีดีพี แต่รพ.รัฐกลับเผชิญกับการขาดสภาพคล่องทางการเงิน และบุคลากรภาระงานล้น จนเกิดภาวะหมดไฟและ สมองไหล รัฐจึงจำเป็นต้องมีนโยบายแก้ไขที่มุ่งเป้าเพื่อความยั่งยืนของระบบในระยะยาวภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่

การเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ. 2569 พรรคที่อยู่ในความสนใจและติดโพลล์ใน 4 อันดับแรกของสำนักต่างๆ คือ พรรคเพื่อไทย(พท.) พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) พรรคภูมิใจไทย(ภท.) และพรรคประชาชน(ปชน.) “มุ่งเป้า” แก้ปัญหา 3 วิกฤติระบบสุขภาพหรือไม่

พท.ใช้ AI แก้ปัญหา

พรรคเพื่อไทย นำเสนอสิ่งที่ต่อยอดจากรากฐานเดิม แต่ปรับโฉมใหม่ภายใต้แนวคิด "30 บาทรักษาทุกที่ ด้วย AI" มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้ทุกที่ และบุคลากร หน่วยบริกาเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างไร้รอยต่อ ลดความซ้ำซ้อนในการตรวจ ไม่เพียงเท่านี้ ยังใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล บริหารจัดการและช่วยแพทย์วินิจฉัย วางแผนการรักษาด้วย ลดเอกสาร ลดเวลารอคอย เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

รวมถึง ช่วยให้การพยากรณ์โรคมีความแม่นยำ ร่วมกับฐานข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่จะนำไปเป็นสารตั้งต้นในการของบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านระบบการจ่ายเงินจากแบบเหมาจ่ายรายหัวหรือจ่ายตามรายการ (Fee-for-service) ไปสู่การจ่ายค่ารักษาตามคุณค่าและผลลัพธ์ของการรักษา(Value-Based Care) ซึ่งจะช่วยคุมงบประมาณและเพิ่มคุณภาพบริการไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยไม่ได้มองสาธารณสุขเป็นเพียงภาระรายจ่าย แต่ตั้งเป้าให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ผ่านนโยบายศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพระดับโลก( Medical Hub) เพื่อสร้างเม็ดเงินเพิ่มขึ้น นับเป็นการวางระบบเพื่อ “ดูแลรักษาคนป่วย” “ลดภาระงานของบุคลากร” และปรับระบบการจ่ายเงิน

ภท.เน้นสูงวัย- รักษามะเร็ง-ไต

พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบายภายใต้แคมเปญ "พูดแล้วทำ พลัส" มุ่งเน้นไปที่การรับมือวิกฤติประชากรผู้สูงอายุผ่านโครงการ "สูงวัยพลัส" เสนอมาตรการจัดตั้งกองทุนประกันชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งรัฐจะมอบกรมธรรม์ให้ฟรี ,ผลักดันศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ

อีกหนึ่งนโยบายหลัก คือ "1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา" ที่ตั้งเป้าจ้างงานบุคลากรด้านสุขภาพ 100,000 อัตรา เพื่อลงพื้นที่ดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ถึงบ้าน ส่วนด้านบริการรักษาโรค ประกาศนโยบายจัดหาเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งฟรีให้มีครบทุกจังหวัด และศูนย์ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นในพื้นที่ห่างไกล

ปชป.กองทุนสุขภาพที่ 4 สมัครใจสมทบ

พรรคประชาธิปัตย์ ข้อเสนอที่โดดเด่นและเป็นนวัตกรรมที่สุดของพรรคคือการจัดตั้ง "กองทุนสุขภาพที่ 4" เพื่อลดช่องว่างในการให้บริการ เพิ่มความรวดเร็ว และลดคิว ซึ่งเป็นระบบสมัครใจในประชาชนอายุ 10-50 ปีที่ต้องการทางเลือกและความรวดเร็ว ด้วยการร่วมจ่ายอัตราที่กำหนดต่อปี

พร้อมกับที่กองทุนท้องถิ่นสมทบและภาคเอกชนอาจสมทบเงินเข้ามาด้วย โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการรักษาตามที่กำหนด หรือการรักษาในวงเงินที่กำหนด จะช่วยลดความแออัดและระยะเวลารอคอย ขณะเดียวกันก็ช่วยในแง่ของการเงินการคลังของระบบด้วย

นอกจากนี้ มอบงบประมาณซ่อมแซมปรับปรุงบ้านให้ปลอดภัยแก่ผู้สูงอายุรายละ 50,000 บาท ส่วนหนึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุ พลัดตกหกล้มที่อาจนำมาสู่การกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง รวมถึง การผลักดันสวัสดิการฟันด้วยนโยบาย “สูงวัยทำฟัน Fast Track” เพื่อสำรองคิวนัดหมายสำหรับผู้สูงอายุวัย 70 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ พร้อมเชื่อมโยงแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อสุขภาพ เช่น อากาศสะอาด เป็นต้น

ปชน. “หมอ-คนไข้รอดไปด้วยกัน”

ด้าน พรรคประชาชน นำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นสร้างระบบสุขภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หมอ-คนไข้รอดไปด้วยกัน และไม่ทิ้งภาระให้คนรุ่นหลัง" เสนอให้มีการจัดทำ “ชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐาน” ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกคนทั้ง 3 กองทุน (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ)

การแก้ปัญหาเรื่องกำลังคน จะมีการวางยุทธศาสตร์ใหม่และแผนการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่เหมาะสมจะสร้างความมั่นคงผ่านการปรับโครงสร้างค่าตอบแทน สอดคล้องกับภาระงาน ค่าครองชีพ ความเสี่ยง และความก้าวหน้าทางอาชีพ รวมถึง การลดภาระงานที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด และเพิ่มอัตรากำลังคนด้านสุขภาพให้เพียงพอ

แง่การเงินการคลัง จะเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณ จากตาม “ปริมาณการให้บริการ” เป็นตาม “ผลลัพธ์ทางสุขภาพ”ของประชาชน โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง และ “ระบบจ่ายเงินใหม่” เป็นแบบมัดร่วมตลอดเส้นทางการดูแลรักษาโรค(Bundled Payment) และการจ่ายตามผลลัพธ์(Outcome-Based Payment) มาใช้ เพื่อมอบรางวัล (Incentive) ให้แก่ผู้ให้บริการสุขภาพที่มีคุณภาพในการควบคุมโรคและลดภาวะแทรกซ้อน ที่สำคัญตั้ง “หน่วยงานเบิกจ่ายกลาง(National Clearing House หรือ NCH)”

จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองมีการนำเสนอ “นโยบายสุขภาพ” เพื่อมุ่งเป้าแก้ปัญหาเชิงระบบ มากกว่าเน้น “แจกฟรี”เหมือนในอดีต ส่วนหนึ่งอาจเพราะฐานะการคลังของไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูงถึง 65 %ต่อจีดีพี ทำให้ “งบประมาณ”ที่จะมาจัดสรรสวัสดิการใหม่ๆ ลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมี “นโยบายสำคัญที่ตกหล่น” ที่แต่ละพรรคไม่มีการกล่าวถึง ติดตามซีรีย์จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพ ตอนที่ 3

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...