เอ็กซ์สปริง มองบวก ลุ้นจีดีพี ปีนี้โต 3% หลังกนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ1%
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากระดับ 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยการตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการดำเนินนโยบายแบบ “Front-loaded” หรือการเร่งผ่อนคลายนโยบายล่วงหน้า เพื่อให้ผลของมาตรการส่งผ่านสู่เศรษฐกิจได้เร็วขึ้น
นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยในรอบนี้ และอาจปรับลดในการประชุมเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจมีความเปราะบางและต้องการแรงสนับสนุนทันที โดยเฉพาะในช่วงที่แรงส่งจากมาตรการภาครัฐทยอยหมดลง
แม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% แต่ กนง.ประเมินว่าเป็นผลจากการเร่งใช้จ่ายและการลงทุนล่วงหน้า ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่งผลให้โมเมนตัมทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลง โดยเฉพาะหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐสิ้นสุดลง
คณะกรรมการจึงเห็นว่า หากมีแนวโน้มต้องลดดอกเบี้ยอยู่แล้ว การปรับลดล่วงหน้าจะช่วยให้เศรษฐกิจได้รับแรงกระตุ้นเร็วขึ้นราว 2-3 เดือน ช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ย ปรับปรุงงบดุลของภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมทั้งช่วยพยุงการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมากเกินไป
“มองว่าหากจะลดอยู่แล้ว การลดในครั้งนี้ จึงถือเป็นการ “Font-loaded” หรือการปรับลดล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นอีก 2-3 เดือน เพื่อช่วยซ่อมแซมงบดุลของภาคธุรกิจและครัวเรือน และสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย ซึ่งมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงมาเหลือ 1% อยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า”
สำหรับสาเหตุที่ใช้นโยบายในครั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในลักษณะ K-shaped กล่าวคือ ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และการท่องเที่ยว ฟื้นตัวได้ดีและใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากยังอยู่ใน “ขาล่างของ K” ฟื้นตัวได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของระดับก่อนเกิดวิกฤต และยังเผชิญภาวะสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง
อีกปัจจัยที่ซ้ำเติมคือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและสภาพคล่องของผู้ส่งออก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงคาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทในระดับหนึ่ง และช่วยประคับประคองภาคส่งออก
ด้านอัตราเงินเฟ้อ กนง.คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยมีแนวโน้มเข้าสู่กรอบในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 แม้จะประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดลงในวงกว้าง แต่การดำเนินนโยบายผ่อนคลายมีเป้าหมายสำคัญในการยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมาย
ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.00% ทำให้พื้นที่ดำเนินนโยบาย (Policy Space) ของไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก เมื่อเทียบกับกว่า 50 ประเทศ โดยคณะกรรมการยอมรับว่าเหลือช่องว่างในการปรับลดได้อีกประมาณ 0.50% เท่านั้น เพื่อเก็บไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตในอนาคต
ขณะเดียวกัน กนง.ยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายภาษีศุลกากรโดนัลด์ ทรัมป์ และความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ สูง หรือ “Dirty 15” ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น และส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก
ด้านนายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการส่งออกและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เติบโตแข็งแกร่งในช่วงต้นปี ส่งผลให้หลายหน่วยงานเตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจขึ้น จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 0-1%
“ความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างรัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการผ่อนคลายทั้งนโยบายการคลังและการเงิน จะช่วยเสริมสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสที่จีดีพีไทยจะขยายตัวได้ถึง 3% ในปี 2569”
อย่างไรก็ตาม นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน เนื่องจากปัญหาหลายด้านเป็นเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน และข้อจำกัดทางกฎหมายการลงทุน
“ภาครัฐจึงควรเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อดึงดูดเงินทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งกลไกค้ำประกันสินเชื่อและมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ยังเปราะบาง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว”
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,179 วันที่ 1 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2569