โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KCE ลุ้นกำไร Q3 โต 60% แตะ 498 ล้าน รับขึ้นราคา PCB หนุนมาร์จิ้น โบรกชูเป้า 60.25 บาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 20 ต.ค. เวลา 05.53 น. • เผยแพร่ 20 ต.ค. เวลา 05.53 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ประเมินแนวโน้มผลประกอบการของ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีทิศทางฟื้นตัวแข็งแกร่ง จากการปรับขึ้นราคาขายแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น โดยคาดว่ากำไรปกติไตรมาส 3/2569 จะอยู่ที่ 498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 106% จากไตรมาสก่อน นับเป็นกำไรปกติรายไตรมาสสูงสุดตั้งแต่ไตรมาส 2/2567

ทั้งนี้ การฟื้นตัวของกำไรได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับขึ้นราคาขายสินค้ารอบแรกประมาณ 9-10% ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 และเริ่มสะท้อนเข้าสู่ผลประกอบการเต็มไตรมาส โดยการปรับราคาดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถส่งผ่านภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้า และสนับสนุนอัตรากำไรขั้นต้นให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับรายได้ไตรมาส 3/2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 13.9% จากไตรมาสก่อน ถือเป็นระดับรายได้สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2566 โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นและปริมาณคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ โดยฝ่ายบริหารคาดว่าปริมาณการขาย PCB จะเพิ่มขึ้นประมาณ 8-9% ควบคู่กับการปรับขึ้นราคาขาย 9-10% ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่าปัจจัยจำกัดสำคัญมาจากการจัดสรรวัตถุดิบใยแก้ว (Glass Fiber) ที่ยังมีข้อจำกัดด้านอุปทาน ส่งผลต่อความสามารถในการเพิ่มปริมาณการผลิต

ขณะเดียวกัน บริษัทมีปริมาณสินค้าคงคลังรองรับการผลิตเพียงประมาณ 0.5-1 เดือน ทำให้การบริหารจัดหาวัตถุดิบยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทมีแผนเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่สูงขึ้น

ด้านความสามารถในการทำกำไร บล.ทิสโก้คาดว่า KCE จะมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในไตรมาส 3/2569 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 25% จาก 21.4% ในไตรมาส 3/2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับขึ้นราคาขายที่ส่งผ่านเข้าสู่ผลประกอบการได้เร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต

นอกจากนี้ คาดว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) จะอยู่ที่ประมาณ 465 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11.4% ของยอดขาย ลดลงจากระดับ 12.6% ในไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin: OPM) เพิ่มขึ้นเป็น 13.6% เทียบกับ 8.5% ในไตรมาส 3/2568 และ 6.3% ในไตรมาส 2/2569

ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin: NPM) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 12.4% จากระดับ 8.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 7.7% ในไตรมาสก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการปรับโครงสร้างราคาขายที่ดีขึ้น

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 ฝ่ายวิจัยประเมินว่ากำไรของ KCE จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน หลังบริษัทเตรียมปรับขึ้นราคาขายสินค้ารอบที่สองอีกประมาณ 9-10% ในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4/2569 ซึ่งจะช่วยรักษาโมเมนตัมการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นในช่วงที่เหลือของปี

ฝ่ายบริหารระบุว่า การปรับขึ้นราคาครั้งที่สองจะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิ เนื่องจากต้นทุนประมาณ 50-60% ที่บริษัทต้องการชดเชยผ่านการปรับราคาขาย ได้ทยอยรับรู้เป็นต้นทุนไปแล้วในไตรมาส 3/2569 ส่งผลให้การปรับขึ้นราคาขายในไตรมาสถัดไปมีโอกาสช่วยเพิ่มส่วนต่างกำไรได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตในไตรมาส 4/2569 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับมากกว่า 80% จากประมาณ 70-75% ในไตรมาส 3/2569 สะท้อนแนวโน้มการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามคำสั่งซื้อและการฟื้นตัวของประสิทธิภาพการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่า การเติบโตของผลประกอบการจากการปรับขึ้นราคาขายอาจยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนมูลค่าหุ้นในระดับปัจจุบัน หากบริษัทไม่สามารถขยายธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่า โดยเฉพาะแผ่นวงจรพิมพ์ความหนาแน่นสูง (High Density Interconnect: HDI) รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากลูกค้าในสหรัฐอเมริกา

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ได้แก่ ความคืบหน้าของกระบวนการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์จากลูกค้าใหม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มคำสั่งซื้อในอนาคต ตลอดจนความชัดเจนของกำหนดการเริ่มดำเนินงานกำลังการผลิตใหม่ที่โรงงานโรจนะ (ROJNA)

นอกจากนี้ บล.ทิสโก้ยังประเมินว่า อัตรากำไรขั้นต้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อประมาณการกำไรของ KCE โดยฝ่ายวิจัยใช้อัตรากำไรขั้นต้นเป้าหมายที่ 25% ตามแนวทางของฝ่ายบริหาร และประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตรากำไรขั้นต้นทุก 1 จุดเปอร์เซ็นต์ จะส่งผลต่อประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2570 ประมาณ 6.5%

แม้แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ฝ่ายวิจัยประเมินว่าราคาหุ้น KCE ได้สะท้อนปัจจัยบวกจากการปรับขึ้นราคาขายไปแล้วในระดับหนึ่ง โดยปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ประมาณ 55 เท่า ขณะที่ผลบวกจากการปรับขึ้นราคาขายรอบที่สองได้ถูกรวมอยู่ในประมาณการกำไรปี 2570 แล้ว

ทั้งนี้ การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นในระยะถัดไปจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะการขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่า เนื่องจากอุปสงค์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ ซึ่งอาจจำกัดโอกาสการเติบโตของธุรกิจ PCB สำหรับยานยนต์ในระยะกลาง

ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความสำเร็จในการเจรจาปรับขึ้นราคาขายสินค้า ความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบของธุรกิจ TLM ตลอดจนการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกและอัตรากำไรของบริษัท

บล.ทิสโก้ ยังคงคำแนะนำ “ถือ” หุ้น KCE พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 60.25 บาทต่อหุ้น อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิล่วงหน้า (Forward P/E) ที่ 28.8 เท่า โดยประเมินว่าการฟื้นตัวของกำไรจากการปรับขึ้นราคาขายส่วนใหญ่ได้สะท้อนในราคาหุ้นแล้ว ขณะที่โอกาสปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการขยายฐานลูกค้าใหม่ การเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ HDI และการเริ่มดำเนินงานของกำลังการผลิตใหม่ที่โรงงานโรจนะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...