KCE ลุ้นกำไร Q3 โต 60% แตะ 498 ล้าน รับขึ้นราคา PCB หนุนมาร์จิ้น โบรกชูเป้า 60.25 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ประเมินแนวโน้มผลประกอบการของ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีทิศทางฟื้นตัวแข็งแกร่ง จากการปรับขึ้นราคาขายแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น โดยคาดว่ากำไรปกติไตรมาส 3/2569 จะอยู่ที่ 498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 106% จากไตรมาสก่อน นับเป็นกำไรปกติรายไตรมาสสูงสุดตั้งแต่ไตรมาส 2/2567
ทั้งนี้ การฟื้นตัวของกำไรได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับขึ้นราคาขายสินค้ารอบแรกประมาณ 9-10% ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 และเริ่มสะท้อนเข้าสู่ผลประกอบการเต็มไตรมาส โดยการปรับราคาดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถส่งผ่านภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้า และสนับสนุนอัตรากำไรขั้นต้นให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับรายได้ไตรมาส 3/2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 13.9% จากไตรมาสก่อน ถือเป็นระดับรายได้สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2566 โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นและปริมาณคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ โดยฝ่ายบริหารคาดว่าปริมาณการขาย PCB จะเพิ่มขึ้นประมาณ 8-9% ควบคู่กับการปรับขึ้นราคาขาย 9-10% ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่าปัจจัยจำกัดสำคัญมาจากการจัดสรรวัตถุดิบใยแก้ว (Glass Fiber) ที่ยังมีข้อจำกัดด้านอุปทาน ส่งผลต่อความสามารถในการเพิ่มปริมาณการผลิต
ขณะเดียวกัน บริษัทมีปริมาณสินค้าคงคลังรองรับการผลิตเพียงประมาณ 0.5-1 เดือน ทำให้การบริหารจัดหาวัตถุดิบยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทมีแผนเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่สูงขึ้น
ด้านความสามารถในการทำกำไร บล.ทิสโก้คาดว่า KCE จะมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในไตรมาส 3/2569 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 25% จาก 21.4% ในไตรมาส 3/2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับขึ้นราคาขายที่ส่งผ่านเข้าสู่ผลประกอบการได้เร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต
นอกจากนี้ คาดว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) จะอยู่ที่ประมาณ 465 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11.4% ของยอดขาย ลดลงจากระดับ 12.6% ในไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin: OPM) เพิ่มขึ้นเป็น 13.6% เทียบกับ 8.5% ในไตรมาส 3/2568 และ 6.3% ในไตรมาส 2/2569
ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin: NPM) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 12.4% จากระดับ 8.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 7.7% ในไตรมาสก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการปรับโครงสร้างราคาขายที่ดีขึ้น
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 ฝ่ายวิจัยประเมินว่ากำไรของ KCE จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน หลังบริษัทเตรียมปรับขึ้นราคาขายสินค้ารอบที่สองอีกประมาณ 9-10% ในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4/2569 ซึ่งจะช่วยรักษาโมเมนตัมการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นในช่วงที่เหลือของปี
ฝ่ายบริหารระบุว่า การปรับขึ้นราคาครั้งที่สองจะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิ เนื่องจากต้นทุนประมาณ 50-60% ที่บริษัทต้องการชดเชยผ่านการปรับราคาขาย ได้ทยอยรับรู้เป็นต้นทุนไปแล้วในไตรมาส 3/2569 ส่งผลให้การปรับขึ้นราคาขายในไตรมาสถัดไปมีโอกาสช่วยเพิ่มส่วนต่างกำไรได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตในไตรมาส 4/2569 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับมากกว่า 80% จากประมาณ 70-75% ในไตรมาส 3/2569 สะท้อนแนวโน้มการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามคำสั่งซื้อและการฟื้นตัวของประสิทธิภาพการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่า การเติบโตของผลประกอบการจากการปรับขึ้นราคาขายอาจยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนมูลค่าหุ้นในระดับปัจจุบัน หากบริษัทไม่สามารถขยายธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่า โดยเฉพาะแผ่นวงจรพิมพ์ความหนาแน่นสูง (High Density Interconnect: HDI) รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากลูกค้าในสหรัฐอเมริกา
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ได้แก่ ความคืบหน้าของกระบวนการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์จากลูกค้าใหม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มคำสั่งซื้อในอนาคต ตลอดจนความชัดเจนของกำหนดการเริ่มดำเนินงานกำลังการผลิตใหม่ที่โรงงานโรจนะ (ROJNA)
นอกจากนี้ บล.ทิสโก้ยังประเมินว่า อัตรากำไรขั้นต้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อประมาณการกำไรของ KCE โดยฝ่ายวิจัยใช้อัตรากำไรขั้นต้นเป้าหมายที่ 25% ตามแนวทางของฝ่ายบริหาร และประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตรากำไรขั้นต้นทุก 1 จุดเปอร์เซ็นต์ จะส่งผลต่อประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2570 ประมาณ 6.5%
แม้แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ฝ่ายวิจัยประเมินว่าราคาหุ้น KCE ได้สะท้อนปัจจัยบวกจากการปรับขึ้นราคาขายไปแล้วในระดับหนึ่ง โดยปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ประมาณ 55 เท่า ขณะที่ผลบวกจากการปรับขึ้นราคาขายรอบที่สองได้ถูกรวมอยู่ในประมาณการกำไรปี 2570 แล้ว
ทั้งนี้ การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นในระยะถัดไปจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะการขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่า เนื่องจากอุปสงค์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ ซึ่งอาจจำกัดโอกาสการเติบโตของธุรกิจ PCB สำหรับยานยนต์ในระยะกลาง
ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความสำเร็จในการเจรจาปรับขึ้นราคาขายสินค้า ความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบของธุรกิจ TLM ตลอดจนการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกและอัตรากำไรของบริษัท
บล.ทิสโก้ ยังคงคำแนะนำ “ถือ” หุ้น KCE พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 60.25 บาทต่อหุ้น อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิล่วงหน้า (Forward P/E) ที่ 28.8 เท่า โดยประเมินว่าการฟื้นตัวของกำไรจากการปรับขึ้นราคาขายส่วนใหญ่ได้สะท้อนในราคาหุ้นแล้ว ขณะที่โอกาสปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการขยายฐานลูกค้าใหม่ การเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ HDI และการเริ่มดำเนินงานของกำลังการผลิตใหม่ที่โรงงานโรจนะ