โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม้วระทึก9ก.ย.ปิดฉากชั้น14

ไทยโพสต์

อัพเดต 31 ก.ค. 2568 เวลา 00.15 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 17.01 น.

ระทึก! คดีชั้น 14 ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่ง 9 กันยายน ออกหมายเรียก "ทักษิณ" ให้ไปศาลด้วย "วิษณุ" ขึ้นเบิกความ ยันไม่มีการเตรียมการย้ายไปโรงพยาบาลนอกเรือนจำ รู้แค่ว่าจะไป รพ.ย่านพระราม 9 แนะให้บวชเข้าสู่ทางธรรม แต่เจ้าตัวไม่พร้อม ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติต่อลมหายใจให้ "อุ๊งอิ๊ง" ยื่นหลักฐานถึง 4 ส.ค.

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนราชดำเนิน ใน ศาลนัดไต่สวน คดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 อัยการสูงสุดและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นโจทก์ กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงการบังคับโทษคดีถึงที่สุด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

การพิจารณาวันนี้ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยปาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม โดยศาลอนุญาตให้โจทก์ (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ซักถามพยานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร คดีเสร็จการไต่สวน ทั้งนี้ ดร.วิษณุได้ส่งเอกสารประกอบการเบิกความล่วงหน้าต่อศาล 1 ฉบับ ทำให้วันนี้เป็นการที่ศาลซักถามเพิ่มเติมตามแต่ละข้อสงสัย

โดยนายวิษณุเบิกความในฐานะพยานสรุปว่า ก่อนที่นายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยก่อนวันที่ 22 ส.ค.2566 ว่าได้รับข้อมูลการเดินทางกลับของนายทักษิณจากสื่อมวลชน ซึ่งทำให้มีการเตรียมพร้อมเก้อหลายครั้ง จนกระทั่งได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงและสถานทูต จากนั้นจึงได้มีการประชุมกับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อเตรียมพร้อมในการรับตัวนักโทษ มีการเตรียมพร้อม

เพราะจำเลยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีถือเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองของประเทศไทย มีทั้งคนรักคนเกลียด และน่าจะมีการเจ็บป่วย เนื่องจากสูงอายุ เเละที่ผ่านมาก็มีนักโทษหลายรายก็มีการเเยกการคุมขังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการประทุษร้าย เเละไม่ใช่เป็นการให้สิทธิพิเศษ

ทั้งนี้ นายวิษณุได้เดินทางไปพิจารณาสถานที่กักขังของนักโทษรายสำคัญหลายรายเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ไม่ได้มีการเตรียมการสำหรับการย้ายตัวไปรักษาพยาบาลนอกทัณฑสถาน แต่ทั้งนี้มีการหารือว่าหากมีการเจ็บป่วยจะต้องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลใด ซึ่งเบื้องต้นตั้งหลักให้เป็นโรงพยาบาลของรัฐบาล แต่หากมีอาการป่วยจำเพาะที่ต้องการหมอเฉพาะทางให้พิจารณาตามโรงพยาบาลที่มีข้อตกลงร่วม (MOU)

อย่างไรก็ตาม นายวิษณุได้พบนายทักษิณที่สถานพยาบาลในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งได้เข้าไปพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ได้พูดคุยกับทักษิณเป็นระยะเวลา 20 นาที ณ ขณะนั้นยืนยันว่าไม่ได้มีการพูดถึงการพักโทษหรือการย้ายตัวคุมขัง

แต่ทางจำเลยสอบถามตนเองเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งต่อมานายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เรื่องไม่ผ่านมาที่ตนในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

นอกจากนี้ยังได้พูดถึงปัญหาสุขภาพของทักษิณ และการออกกำลังกายในครั้งที่อยู่ต่างประเทศ โดยตนเองได้ให้คำแนะนำว่าหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการต่างๆ ตามกฎหมาย อยากให้นายทักษิณได้บวชเข้าสู่ทางธรรม ซึ่งนายทักษิณแจ้งว่ามีปัญหาส่วนตัวเล็กน้อยจึงไม่สะดวก

ในช่วงกลางดึกของวันที่ 22 ส.ค. ที่มีการย้ายตัวนายทักษิณเข้ารักษาตัวด่วนที่โรงพยาบาลตำรวจ ตนเองได้ทราบข้อมูลภายหลังจากการส่งตัวแล้วจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตนได้สอบถามว่าย้ายตัวไปโรงพยาบาลใด ทางปลัดจึงระบุว่าเป็นโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งก่อนหน้านายทักษิณระบุว่าต้องการไปโรงพยาบาลย่านพระราม 9 ซึ่งตามระเบียบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ทั้งนี้ ศาลนัดฟังคำสั่งการบังคับโทษเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ในวันที่ 9 ก.ย.2568 เวลา 10.00 น. เหตุที่นัดนาน เนื่องจากมีพยานหลักฐานเอกสารจำนวนมาก และให้ออกหมายเรียกผู้บัญชาการเรือนจำคนปัจจุบันมา เเละให้ออกหมายเรียกนายทักษิณจำเลยมาฟังคำสั่ง

ต่อมานายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า ในตอนแรกตนและทีมทนายความได้เตรียมพยานไว้ทั้งหมดหลายปาก แต่ก็คัดจนเหลือ 3 ปาก ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นพยานที่ศาลต้องออกหมายเรียกแล้ว คืออดีตแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจคนปัจจุบัน จึงเหลือพยานแค่ 1 ปากคือ ดร.วิษณุที่เข้ามาเบิกความในวันนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกหมายเรียกผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้ามาฟังคำสั่งวันที่ 9 ก.ย. มีนัยอะไรสำคัญหรือไม่ นายวิญญัติกล่าวว่า ไม่มีนัยสำคัญอะไรแน่นอน เพราะเป็นเรื่องกระบวนการไต่สวนบังคับโทษอยู่แล้วคือกรมราชทัณฑ์ ซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ ศาลจึงออกหมายเรียกเพื่อให้เข้ามาฟังคำสั่งศาล

เมื่อถามว่า คดีนี้จะมีปรากฏการณ์อะไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง นายวิญญัติกล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า การไต่สวนการบังคับโทษแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาก่อน ถือว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนในสังคมจะต้องจับตามองการฟังคำสั่ง และตนมองว่าต้องมาดูกันอีกครั้ง และตนและทีมทนายความก็ได้ยื่นหลักฐานความจริงไปต่อศาลทั้งหมดแล้ว

ด้าน นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่า นายทักษิณเป็นจำเลยในคดีทุจริต แต่กลับดูแลแบบนักโทษพิเศษเหมือนเป็นบุคคลสำคัญได้อย่างไร ที่ผ่านมาศาลได้ให้โอกาสทุกฝ่ายชี้แจงข้อเท็จจริง คดีนี้จะเป็นคดีตัวอย่างคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งนายวิษณุเบิกความเสร็จแล้ว ทั้งหมดจะเป็นดุลยพินิจของศาล ซึ่งนัดฟังคำสั่ง 9.ก.ย.นี้ หลังจากนั้นตนจะตรวจสอบประเด็นที่ได้ร้องต่อศาลไว้ 1.ป่วยจริงหรือไม่ 2.มีใครเกี่ยวข้องบ้าง 3.คำให้การทั้งหมดมีข้อเท็จจริงอย่างไร

วันเดียวกันนี้ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคำร้องในคดีคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา โดยศาลพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ครั้งที่ 2 ของผู้ถูกร้อง ฉบับลงวันที่ 29 ก.ค.2568 ซึ่งขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 15 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดเดิม เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้เรียบเรียงทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4) มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปจนถึงวันที่ 4 ส.ค.2568 เป็นครั้งสุดท้ายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 31 ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย ได้แก่ นายปัญญา อุดชาชน นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

อนึ่ง กรณีผู้ถูกร้องไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ถูกร้องไม่ติดใจที่จะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 54 วรรคสาม

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาปรึกษาหารือในคดีที่นายภัณฑิล น่วมเจิม และ สส.รวม 121 คน ยื่นคำร้องเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม กรณีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 (ผู้ถูกร้อง) เป็นผู้ให้ความเห็นชอบการจัดทำโครงการ และให้มีการเสนองบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 โครงการ ที่นายพิเชษฐ์ผู้ถูกร้องมีส่วนโดยทางตรงและทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และในกรณีที่สำนักงานเลขาธิการสภามีคำขอเสนอโครงการทั้ง 3 โครงการดังกล่าวอีกครั้ง ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 เป็นการเสนอของบประมาณด้วยโครงการที่มีรูปแบบเดียวกันและต่อเนื่องกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ที่นายพิเชษฐ์ผู้ถูกร้องมีส่วนในการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำใดๆ ที่มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง

ซึ่งนายพิเชษฐ์ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 9 ปากแล้ว โดยมีคำสั่งรับคำแถลงการณ์ปิดคดีของคู่กรณีรวมไว้ในสำนวน และเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และลงมติในวันศุกร์ที่ 1 ส.ค.2568 เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 15.00 น.

ขณะที่ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้งได้มีคำสั่งรับพิจารณาคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นคดีหมายเลขดำ ลต.สว.11/2568 ให้ดำเนินคดีอาญาเเละวินิจฉัยสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กรณีใช้วุฒิการศึกษา กระทำการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถหรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ตามมาตรา 77 (4) ซึ่งเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงในการลงสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น สว. พร้อมกันนี้ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้งรับคำร้อง เเล้วยังมีคำสั่งให้ พญ.เกศกมลหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมให้ส่งเรื่องเเจ้งให้ประธานวุฒิสภาทราบเรื่อง โดยศาลฎีกาได้นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 10 ก.ย.2568 เวลา 14.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 อาคารศาลฎีกา.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...