โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

[บทความ] สงครามราคา กลยุทธ์การตลาดช่วงชิงลูกค้าจากคู่แข่ง ที่อาจทำตลาดพัง ?

BT Beartai

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 10.09 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 08.24 น.
[บทความ] สงครามราคา กลยุทธ์การตลาดช่วงชิงลูกค้าจากคู่แข่ง ที่อาจทำตลาดพัง ?

ใครที่ได้ดู ‘สงคราม ส่งด่วน’ แล้ว คงจะคุ้นเคยกับคำว่า “สงครามราคา” หรือ Price War อย่างแน่นอนค่ะ เพราะในซีรีส์มีการเล่าไว้อย่างเฉียบคม แต่ทว่าสงครามราคาจริง ๆ ก็เพิ่งมีไปสด ๆ ร้อน ๆ อย่างสุกี้ตี๋น้อย กับ MK ที่ห้ำหั่นราคากันสุด ๆ แบบปล่อยหมัดต่อหมัด วันนี้แอดจะพาไปเจาะลึกเรื่องนี้กันค่ะ เพราะกลยุทธ์นี้มีแทบจะทุกวงการ ตั้งแต่รายคน รวมไปถึงองค์กร

“สงครามราคา” คืออะไร ?

“สงครามราคา” (Price War) เป็นสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการในตลาดแข่งขันกันลดราคาสินค้าหรือบริการของตนเองลงอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริงหรือราคากลางในตลาด เพื่อดึงดูดลูกค้าและแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งนั่นเองค่ะ

สาเหตุของการเกิดสงครามราคา

  • เมื่อตลาดมีคู่แข่งจำนวนมาก หรือสินค้า/บริการมีความแตกต่างกันไม่มากนัก ผู้ประกอบการมักจะใช้ราคาเป็นเครื่องมือหลักในการแข่งขัน
  • หากอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตที่สูงกว่าความต้องการของตลาด ผู้ประกอบการอาจลดราคาเพื่อระบายสินค้าคงคลัง
  • ผู้เล่นใหม่ที่ต้องการเข้ามาในตลาดอย่างรวดเร็วอาจใช้วิธีลดราคาเพื่อสร้างฐานลูกค้า
  • ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง ผู้ประกอบการอาจลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย
  • บางครั้งผู้ประกอบการอาจจงใจลดราคาอย่างมาก เพื่อบีบให้คู่แข่งที่อ่อนแอกว่าออกจากตลาด

ผลกระทบของสงครามราคาทั้งตลาดและผู้ประกอบการ เมื่อใช้คำว่าสงครามมันก็คือสงครามจริง ๆ ค่ะ เพราะหากมีการลดราคาโดยไม่สนใจราคากลางและต้นทุน ผลกระทบที่ตามมามักจะร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อทั้งตลาด

ทำลายโครงสร้างราคาของตลาด (Market Undercutting) เมื่อผู้ประกอบการรายหนึ่งลดราคาอย่างรุนแรง คู่แข่งรายอื่น ๆ ก็จำเป็นต้องลดราคาตามเพื่อรักษาฐานลูกค้า ทำให้ราคาสินค้าในตลาดลดลงอย่างต่อเนื่องจนต่ำกว่าจุดที่ควรจะเป็น ราคากลางที่เคยเป็นมาตรฐานจะหายไป

คุณภาพสินค้าและบริการลดลง เมื่อราคาถูกกดดัน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้ยังพอมีกำไร วิธีที่ง่ายที่สุดคือการลดคุณภาพวัตถุดิบ ลดการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา หรือลดมาตรฐานบริการ ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่ด้อยคุณภาพลง

ความสามารถในการทำกำไรลดลง (Erosion of Profit Margins) การแข่งขันด้านราคาทำให้กำไรของผู้ประกอบการลดลงอย่างมาก บางครั้งอาจถึงขั้นขาดทุน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

ผู้ประกอบการรายย่อยออกจากตลาด (Shakeout of Weaker Players) ผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือรายใหม่ที่มีเงินทุนจำกัดและต้นทุนสูงกว่า จะไม่สามารถทนการแข่งขันด้านราคาได้และต้องออกจากตลาดไปในที่สุด ทำให้เกิดการผูกขาดในระยะยาวโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เหลือรอด

นวัตกรรมและ R&D หยุดชะงัก

เมื่อกำไรหดหาย ผู้ประกอบการจะมีงบประมาณไม่เพียงพอในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมหยุดชะงักลง ตลาดขาดความหลากหลายและนวัตกรรมใหม่ ๆ แม้ในระยะสั้น ๆ ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง แต่เมื่อคุณภาพลดลงและการบริการแย่ลง ผู้บริโภคก็จะเริ่มไม่ไว้วางใจในสินค้าและบริการของอุตสาหกรรมนั้น ๆ สุดท้ายเมื่อราคาตกลงไปแล้ว การจะปรับราคาขึ้นมาในระดับที่เหมาะสมนั้นทำได้ยากมาก เพราะผู้บริโภคจะเคยชินกับราคาที่ถูก และอาจมองว่าสินค้าแพงขึ้นเมื่อมีการปรับราคา

จะหลีกเลี่ยงสงครามราคาได้อย่างไร ?

  • สร้างความแตกต่าง (Differentiation) เน้นการสร้างคุณค่าที่ไม่ใช่ราคา เช่น คุณภาพที่ดีกว่า บริการที่เป็นเลิศ นวัตกรรม หรือแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
  • มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (Niche Market) เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะและเต็มใจจ่ายในราคาที่สูงกว่า
  • สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า สร้างความภักดีของลูกค้าผ่านโปรแกรมสะสมคะแนน หรือการบริการที่เป็นเลิศ
  • รวมกลุ่มกับคู่แข่ง (Collusion/Cartel – แต่ต้องระวังเรื่องกฎหมายการแข่งขัน) ในบางกรณี อาจมีการรวมกลุ่มเพื่อกำหนดราคา แต่ต้องระมัดระวังเรื่องกฎหมายต่อต้านการผูกขาด (Antitrust Law) ซึ่งอาจผิดกฎหมายในหลายประเทศ
  • เน้นลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิตโดยไม่กระทบต่อคุณภาพ เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ในระดับหนึ่งโดยไม่ทำลายกำไร

ราคาถูกอาจไม่ตอบโจทย์ลูกค้าเสมอไป

ทุกวงการมีราคากลางของสายงาน ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้, งานโปรดักชัน, อาหารการกิน ก็มีราคากลาง หรือยกตัวอย่างที่เราอาจจะได้เจอบ่อย ๆ คือรับจ้างตัดต่อ ที่แอดเจอล่าสุดคือตัดคลิปทำทุกอย่างได้ในราคา 50 บาท ทุกอย่างในที่นี้หมายถึง ลงเสียง, ใส่ซับ, คัดฟุตเทจ ทำให้มีผู้คนสนใจกันอย่างมากมาย และแน่นอนว่าราคาก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของงานด้วย บางทีผู้ที่ไปจ้างอาจจะไม่ได้ต้องการคุณภาพเว่อร์วังมาก แต่อยากได้การตัดนิด ๆ หน่อย ๆ ก็อาจจะทำให้โอเคกับราคาและคุณภาพประมาณนี้ก็ได้ค่ะ

หรือถ้าเป็นอย่างเรื่อง MK กับตี๋น้อย แอดว่าคู่นี้ก็ใส่กันนัว แต่ถ้าพูดถึงคนที่ไปกินทั้ง 2 ร้านจริง ๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต่างกันมาก ทั้ง 2 ร้านมีเอกลักษณ์และคุณภาพแต่ละร้านที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ มันก็จะไปขึ้นกับลูกค้าอยู่ดีว่า ชอบแบบไหน ก็อาจจะเลือกเข้าร้านนั้นนั่นเอง เผลอ ๆ ก็ขึ้นอยู่กับความอยากอีก เช่น ตี๋น้อยถูกกว่านะ แต่อยากกินเป็ดย่างและหมูกรอบของ MK หรืออยากกินเนื้อออสไม่อั้นมีของทอดกรุบกริบ ก็อาจจะตี๋น้อยดีกว่า ประมาณนี้ค่ะ

โดยสรุปแล้ว การลดราคาโดยไม่สนใจราคากลางและต้นทุนนั้นเป็นกลยุทธ์ที่อันตรายมากนะคะ เพราะนอกจากจะทำลายโครงสร้างราคาของตลาดแล้ว ยังส่งผลเสียต่อคุณภาพสินค้า กำไรของผู้ประกอบการ และนวัตกรรมในอุตสาหกรรมในระยะยาว ทำให้ตลาดพังทลายลงได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นผู้จับจ่ายใช้สอยการเลือกสิ่งที่ถูกและดีเป็นเรื่องส่วนบุคคลอยู่แล้วค่ะ ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะบางทีราคาที่ถูกอาจจะไม่ตอบโจทย์เสมอไปก็มีค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...