โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ศิริกัญญา ช็อก ไทยโดนภาษีชุดแรก 36% ชี้บีบให้จนมุมต้องคายข้อเสนอเสี่ยงสูง จี้ขุนคลัง ปรับงบ'69ใหม่รับสถานการณ์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 08.24 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 04.57 น.

ศิริกัญญา ช็อก ไทยโดนภาษีทรัมป์ชุดแรก 36% ชี้บีบให้จนมุมต้องคายข้อเสนอเสี่ยงสูง จี้ขุนคลัง ปรับงบ’69ใหม่

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 กรกฎาคม ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งจดหมายถึงไทยจะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 36% โดยจะมีผลวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ว่า เป็นเรื่องที่ค่อนข้างช็อก ซึ่งตอนแรกที่มีการประกาศว่าจะส่งจดหมายถึงประเทศต่างๆ ในรอบแรก เรายังไม่ได้คิดว่าประเทศไทยจะอยู่ในรอบแรก เพราะเพิ่งเข้าสู่การเจรจาไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เมื่ออยู่ในหนึ่งประเทศในรอบแรกนั้น ก็ย้ำว่าถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ ขณะเดียวกันมีหลายประเทศในภูมิภาคนี้ที่ได้รับจดหมายพร้อมเรา ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ลาว เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งการจบลงที่ 36% นั้น ตนคิดว่าเป็นการบีบต้อนให้เราจนมุมจนด้วยเดดไลน์ และจำเป็นต้องคลายข้อเสนอที่ตกลงกันไม่ได้ให้มากกว่าเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนภาษี 36% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงสุดที่เราจะได้รับและไม่คิดว่าจะได้มากกว่านี้แล้ว อีกทั้งมีหลายประเทศที่ถูกปรับขึ้นภาษีจากเดือนเมษายนด้วยซ้ำ เช่น ประเทศญี่ปุ่น จากเดิม 24% เป็น 25% ซึ่งถือว่ายังมีช่วงเวลาที่เราได้หายใจและปรับปรุงข้อเสนออีกครั้ง เข้าใจว่าข้อเสนอใหม่ถูกเสนอไปที่สหรัฐเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูท่าทีของสหรัฐว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่า ข้อเสนอลดสินค้าเกษตรของไทยจะทำให้ผลการเจรจาดีขึ้นหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการเปิดเผยว่าสินค้าเกษตรดังกล่าวมีอะไรบ้าง รวมถึงข้อเสนอที่จะเก็บภาษี 0% ใน 90%ของสินค้าสหรัฐที่นำเข้ามาในไทย เมื่อเทียบกับเวียดนามที่ประกาศไปแล้วว่าจะลดเหลือ 0% ทุกรายการของสินค้าสหรัฐ ทำให้ได้ลดอัตราภาษีอยู่ที่ 20% อาจจะทำให้ข้อเสนอของไทยไม่ได้น่าดึงดูดนัก ขณะเดียวกันเราคงต้องขอดูทั้ง 90% ของรายการสินค้าสหรัฐ ที่ไทยจะลดภาษีให้ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ ดังนั้น โอกาสที่จะกระทบต่อเกษตรกรไทยก็ค่อนข้างสูง

เมื่อถามว่า จำเป็นต้องเทหมดหน้าตักเหมือนเวียดนามหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนัก เพราะหากเทหมดหน้าตักก็คงไม่ได้ลดไปต่ำกว่า 20% และต้องดูด้วยว่าถ้าได้เท่ากับประเทศคู่แข่ง ก็ไม่ใช่ว่าเราจะได้เปรียบ เพราะขึ้นอยู่กับการทำกำไรของผู้ประกอบการ เช่น เวียดนาม หากเขาทำกำไรได้ ราว 20% เขาก็สามารถลดราคาผู้นำเข้าได้ 20% ทำให้เรื่องภาษีไม่มีผลกระทบต่อเขาเลย ซึ่งขณะที่ไทยเสียเปรียบในต้นทุนการผลิตสินค้าที่มีราคาสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น ค่าไฟฟ้าและวัตถุดิบอื่นๆ ทำให้เราไม่สามารถตัดราคาแข่งกับคู่แข่งได้ จึงต้องมาดูในรายละเอียดสินค้าอีกครั้งหนึ่ง

น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ส่วนเรื่องของการย้ายฐานการผลิต ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ไทยต้องกังวลขึ้น ตอนนี้ฝุ่นยังตลบค่อนข้างมาก ยังไม่รู้ว่าภาษีสุดท้ายจะอยู่ที่เท่าไหร่ และความสามารถในการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนก็ไม่เท่ากัน และไม่คงที่ ซึ่งสินค้าที่สามารถย้ายฐานการผลิตได้ง่ายก็อาจจะตัดสินใจย้าย แต่สุดท้ายก็ต้องรอการเจรจาให้เสร็จสิ้นลงก่อนทุกประเทศ ซึ่งคู่แข่งอาจจะไม่ใช่ในภูมิภาคเดียวกันด้วยซ้ำไป เพราะอินเดีย ขณะนี้ก็เป็นหนึ่งในจุดหมายของนักลงทุน เช่น สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ตอนนี้เรายังพอมีหวังที่จะได้ลดอัตราภาษี การขยับเดดไลน์ครั้งนี้เป็นการขยับเดดไลน์การจัดเก็บภาษี จากที่จะเริ่มวันที่ 9 กรกฎาคม ขยับไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคม ถึงแม้เราจะได้เจรจาไปแค่ครั้งเดียว แต่ก็ได้ส่งข้อเสนอใหม่ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น โอกาสที่เราจะได้ลดอัตราภาษีน้อยลงกว่า 36% ยังมีอยู่ แต่ต้องลุ้นว่าข้อเสนอที่ส่งไปใหม่ สหรัฐจะยอมรับหรือไม่ และก็ต้องคำนึงด้วยว่าสิ่งที่เราเสียสละไปเพื่อที่จะแลกกับอยู่บนโต๊ะเจรจา มีสินค้าตัวไหนที่ได้รับผลกระทบ

“การบีบการขู่ ด้วยจดหมายแบบนี้ เอาเดดไลน์มาบีบ ให้เราจนมุมขนาดนี้ ก็ทำให้การเจรจามีแรงกดดันสูงมากๆ จึงไม่แน่ใจว่าเราได้ให้อะไรที่ไม่สมควรที่จะให้หรือไม่ เพราะไม่ได้มีการเปิดเผยเป็นทางการต่อสาธารณะ ซึ่งถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ก็คงต้องเตรียมแผนรองรับผลกระทบที่จะเกิน 20%เพราะเราไม่ได้ให้ข้อเสนอที่ดีแบบเวียดนามก็ต้องยิ่งเตรียมตัวรับผลกระทบหนัก” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

น.ส.ศิริกัญญากล่าวด้วยว่า หลังการเจรจาเดือนเมษายนที่ผ่านมา เรายังไม่ค่อยเห็นรัฐบาลเตรียมการเยียวยาผลกระทบให้กับผู้ส่งออกและเกษตรกร ที่ผ่านมามีการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณหมื่นล้านเศษให้กับผู้ที่รับผลกระทบกับสงครามการค้า แต่มันน้อยนิดเหลือเกิน ซึ่งโครงการที่ใหญ่ที่สุด คือ ให้ประกันสังคมปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเพื่อพยุงการจ้างงาน ไม่แน่ใจว่าจะพยุงได้กี่ตำแหน่งงาน ถือมีความเสี่ยงมาก เนื่องจากหน้าตักทางการคลังก็ลดน้อยลงไปทุกที

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า การจ้างล็อบบี้ยิสต์เพื่อเจรจากับสหรัฐว่า ตนเป็นคนแรกๆ ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ ไม่แน่ใจว่าได้ทำสัญญากันไปครบถ้วนหรือไม่ ทั้งทางฝั่งของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่คาดว่าน่าจะยังทำสัญญาได้ไม่เสร็จสิ้น เพราะถ้าจะทำสัญญาแล้ว จ่ายเงินไปกว่า 2 ร้อยล้านบาท น่าจะได้ผลการเจรจาที่ดีกว่านี้ ได้พบคนสำคัญมากกว่านี้ จึงขอภาวนาว่ายังใช้เงินไม่หมด และใช้เงินน้อยกว่า 2 ร้อยล้านบาท เพราะผลที่ได้ไม่ค่อยน่าพึงพอใจเท่าไหร่ ซึ่งยังพูดได้ยากว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่ เพราะยังไม่เซ็นสัญญาว่าจ้าง ถ้าทำสัญญาเรียบร้อยแล้วทั้ง 2 หน่วย ก็จะเสียเงินเดือนละ 4 แสนยูเอสดอลลาร์ หรือเป็นอัตราที่สูงมาก ก็คงต้องถือว่าเป็นการตำน้ำพริกมาละลายแม่น้ำจริงๆ

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งพรรค ปชน.เสนอจัดทำงบประมาณใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์เรื่องการขึ้นกำแพงภาษีสหรัฐ แต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับการตอบรับ จึงจะมีการเสนอใหม่อีกครั้ง แต่ต้องให้นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กมธ.มา มาแถลงใน กมธ.ก่อน

เมื่อถามว่า มีการเปรียบเทียบว่าประเทศกัมพูชาได้ลดจาก 49% เหลือ 36% เท่าไทย น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ตามที่ประกาศใหม่ไม่มีประเทศไหนได้เกิน 40% กัมพูชาบอกว่าเจรจาเรียบร้อยแล้วและกำลังจะแถลง แต่ก็โดนจดหมายนี้ด้วย แต่เมื่อดูปริมาณการค้ากับทางสหรัฐอเมริกา กัมพูชา ถือว่าเบาบางมาก และไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ได้เปรียบเสียเปรียบอะไร แต่ที่สำคัญคือกัมพูชาได้เจรจาก่อนหน้าไทย ไปที่สหรัฐอเมริกาเหมือนกัน ไม่แน่ใจมีความคืบหน้าไปกว่าประเทศไทยหรือไม่

เมื่อถามว่า เป็นเพราะเราเริ่มช้าหรือไม่ทำให้ผลการเจรจาออกมาแบบนี้ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า มีผลมาก เพราะตอนนี้หลายประเทศ เหลือรายละเอียดอีกไม่กี่อย่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ และการที่พูดคุยกันหลายรอบก็มีการปรับเปลี่ยนข้อเสนอกันตามเดดไลน์ที่กำหนด เหลือเพียงเล็กน้อยก็บรรลุข้อตกลง แต่สำหรับประเทศไทยกลายเป็นว่าพูดคุยไปเพียงแค่ครั้งเดียว และโดนบีบให้จนมุมด้วยเดดไลน์ที่กระชั้นชิด ทำให้เราต้องยื่นข้อเสนออะไรบางอย่าง ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูง อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้รัฐบาลออกมาเปิดเผยอย่างจริงจังในข้อเสนอล่าสุดที่ส่งให้สหรัฐไป รวมไปถึงจะต้องได้รับผลกระทบอะไรบ้าง และจะมีการเยียวยาอย่างไร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศิริกัญญา ช็อก ไทยโดนภาษีชุดแรก 36% ชี้บีบให้จนมุมต้องคายข้อเสนอเสี่ยงสูง จี้ขุนคลัง ปรับงบ’69ใหม่รับสถานการณ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...