โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สนค.” เตือน “อุตฯยานยนต์” เร่งปรับตัวสู่ EV-ตลาดใหม่ รักษาฐานผลิตส่งออกโลก

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 23 พ.ค. 2568 เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2568 เวลา 09.44 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมรถยนต์และส่วนประกอบของไทย ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มีมูลค่าการส่งออกสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดต่อเนื่องมาเป็นเวลานานนับ 10 ปี โดยในปี 2567 การส่งออกสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องมีมูลค่า 35,353.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.76 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าจากไทยไปตลาดโลก

แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งในระดับประเทศและระดับโลก โดยเฉพาะในยุคที่ความต้องการของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้นำตลาด (Product Champion) สู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับประเทศไทย และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นทั่วโลก

ทั้งนี้ เพื่อให้ไทยยังคงรักษาความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ต่อไปได้ จึงควรต้องมีการวางกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น ขณะที่รักษารากฐานให้มั่นคง โดยเร่งสนับสนุนจุดเด่นของไทย อาทิ การรักษาความสามารถในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายในที่สำคัญของโลก การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตและปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ

โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มประเทศ GCC และออสเตรเลีย การปรับตัวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ประเทศไทยได้ออกมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ เช่น มาตรการ EV 3.5 ที่ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ผ่านการอุดหนุน การลดอัตราภาษีขาเข้า และการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนแบบครบวงจร อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยสามารถปรับตัวไปสู่การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า อาทิ แบตเตอรี่พลังงานไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการส่งกำลัง และมอเตอร์ไฟฟ้า ที่มีความต้องการสูงในตลาดโลก

นายพูนพงษ์กล่าวอีกว่า ไทยยังควรต้องมองหาโอกาสในการปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เป็นแนวโน้มของอนาคต เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society)” ทำให้ความต้องการเครื่องมือแพทย์ในตลาดมีแนวโน้มเติบโตสูง

ขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนสามารถขยายตลาดไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์ที่มีความแม่นยำในการผลิต เช่นเดียวกับชิ้นส่วนรถยนต์ รวมไปถึงอุตสาหกรรมอากาศยาน ที่เป็น New S-Curve ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเครื่องบินทั่วโลก และคาดว่าจำนวนผู้โดยสารทางอากาศจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต โดยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์สามารถปรับใช้ความชำนาญในการผลิตชิ้นส่วนที่มีความละเอียดและคุณภาพสูง เช่น ชิ้นส่วนเครื่องยนต์และระบบต่าง ๆ ของเครื่องบินได้

ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนมีความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์และส่วนประกอบ มั่นใจได้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะสามารถปรับตัวและเติบโตได้ต่อไป โดยการขยายโอกาสไปยังตลาดใหม่ ๆ และอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...