NC coconut แตกไลน์โพรดักซ์อินทรีย์เปลี่ยน “by-product” เป็นเงินหนุนทั้งปีโตไม่ต่ำกว่า 20%
NC coconut ชี้ไทยปลูกมะพร้าวพีคสุด 3-4 ล้านลูกต่อวัน เกินกำลังบริโภค ตลาดใหญ่คือ “ส่งออก” รั้งอันดับ 2 ผลไม้เศรษฐกิจรองจากทุเรียน เตรียมเปิดตลาดต่างประเทศใหม่ หนี เวียดนาม-จีน ดั๊มพ์ราคาแข่ง แตกไลน์ธุรกิจ “อินทรีย์” เปลี่ยนขยะเป็นเงิน หนุนรายได้ปี 68 เติบโตไม่น้อยกว่า 20% เมนเทนรายได้หลัก “ร้อยล้าน”
นายณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นซี โคโคนัท จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมแท้จากดำเนินสะดวก ราชบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการบริโภคมะพร้าวน้ำหอมในประเทศเพียง 5-10% ของผลผลิตทั้งหมด และกระจุกตัวในแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก
โดยตลาดใหญ่ยังคงเป็นการส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปี 2567 ไทยส่งออกมะพร้าวอ่อนกว่า 257,428 ตัน มูลค่า 217.4 ล้านดอลลาร์ ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 82.7% ,สหรัฐฯ 7.1% ,ฮ่องกง 2.1%, สิงคโปร์ 1.6% และ เนเธอร์แลนด์ 1.5%
“บ้านเราจะขายได้ในแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก เพราะส่วนใหญ่ปลูกกินกันเองในบ้าน ช่วงที่มะพร้าวออกผลเยอะที่สุดเฉลี่ย 3-4 ล้านลูกต่อวัน ซึ่งคนไทยไม่สามารถบริโภคได้หมด ส่วนใหญ่จึงเป็นตลาดส่งออกในรูปแบบรับจ้างผลิตเป็นหลัก ขณะที่แบรนด์ของไทยเองยังไม่ค่อยมีผู้ลงทุนทำแบรนด์มากนัก”
ในส่วนของ NC coconut เกิดและเติบโตจากการรับจ้างผลิตให้แบรนด์อเมริกาและฮ่องกงเป็นหลัก ก่อนที่ปี 2552 บริษัทหันมาสร้างแบรนด์และส่งออกด้วยตัวเอง พร้อมกับพัฒนาโพรดักซ์จากจาก ผลสดตัดแต่ง เป็น น้ำมะพร้าวน้ำหอมบรรจุขวด น้ำมะพร้าวน้ำหอมพาสเจอร์ไรส์ วุ้นมะพร้าวน้ำหอมแบบลูก วุ้นมะพร้าวน้ำหอมแบบถ้วย พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม เพื่อสร้างความน่าสนใจและเพิ่มความหลากหลายให้สินค้ามากขึ้น
“เราเริ่มเปิดตลาดต่างประเทศผ่านการ “โรดโชว์” ไปทั่วโลก ควบคู่ไปกับการใช้โซเชียลต่าง ๆ สื่อสารให้คนรู้จัก ทำให้เราโตขึ้นและแข็งแรงขึ้น จนสามารถพัฒนาจากเกษตรกรเป็นผู้ส่งออก ตลาดหลักของเราอยู่ที่อเมริกา จีน ฮ่องกง ตะวันออกกลาง และสิงคโปร์”
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทยังคงมาจาก OEM มากกว่า 50% ขณะที่ Own Brand ยังมีช่องทางการจำหน่ายในประเทศเป็นหลักเช่น ใน TOPS, Gourmet Market มีกำลังการผลิตกว่าปีละ 10 กว่าล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นการรับซื้อจากชาวไร่ทั้งในจังหวัดราชบุรีและใกล้เคียง ขณะที่บริษัทมีการเพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอมเพียงร้อยกว่าไร่
ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทมีแผนเพิ่มแพลนท์การผลิตมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีที่ดินมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งออกสู่ตลาดโลก ทำมูลค่ามากกว่าหลักหมื่นล้านบาท และเป็นผลไม้ฮีโร่อันดับ 2 รองจากทุเรียน แต่ละปีมะพร้าวน้ำหอมสามารถให้ผลผลิตถึง 24 ครั้ง เฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง โดยกว่า 80% ของผลผลิตทั้งหมดปลูกที่จังหวัดราชบุรีใน 7 อำเภอ สร้างรายได้ภาคเกษตรราว ๆ 3.8 หมื่นล้านบาท
“ราคามะพร้าวน้ำหอมขึ้น-ลงตามกลไกตลาด ดีมานด์น้อยราคาถูก ดีมานด์มากราคาแพง บวกฤดูกาลกาลช่วงหน้าร้อนของน้อยราคาแพง ส่วนหน้าฝนและหนาวของเยอะราคาถูก เมื่อปลายปี 2566-2567 ไทยเกิดภัยแล้งทำให้ผลผลิตเกษตรลดลงส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นมาก แต่ในปี 2568 ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากปรากฎการณ์ “ลานิญญ่า” ซึ่งแนวโน้มผลผลิตปีนี้ดีตามไปด้วยและราคาถือว่าอยู่ในระดับที่ดีราวๆ 14-18บาทหน้าสวน เป็นตัวเลขที่เกษตรกรพอใจ”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า แม้ตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไทยจะขึ้นแท่นผลไม้ฮีโร่เบอร์ 2 แต่ปัจจุบันมีคู่แข่งที่ตีตื้นขึ้นมาอย่าง “เวียดนาม” ที่มุ่งเน่นตลาดส่งออกเดียวกัน และ “จีน” ที่เข้ามาลงทุนโรงงานมะพร้าวทั้งซัพพลายเชน
“ประเด็นที่น่าห่วงมากเกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอมคือ “พันธุ์มะพร้าวน้ำหอมไทยห้ามนำออก” แต่มีการลักลอบนำพันธ์ุไปเวียดนามจนเกษตกรเวียดนามสามารถปลูกและส่งออกแข่งกับเราได้ รวมทั้ง “จีน” ที่มะพร้าวน้ำหอมบูมมากในจีน ทุนจีนบางส่วนพยายามเปลี่ยนตัวเองจากผู้ซื้อปลายทาง ขยับมาเป็นผู้ซื้อในไทยและขยับขึ้นมาเป็นเช่าสวนปลูกมะพร้าว ตั้งโรงงานผลิต ทำแพ็กเกจจิ้ง สร้างระบบขนส่งกลับไปขายและส่งออกไปประเทศอื่น
สิ่งที่น่าห่วงคือเขาสามารถผลิตได้ถูกและใช้เกมราคากดดันทำให้การค้าในไทยเหนื่อย เรากระจายความเสี่ยงโดยขายให้จีนน้อยลงและหันไปขยายตลาดอื่นที่ไม่ต้องแข่งด้านราคาเพราะเราไม่อยากอยู่ในสถานะการที่ถูกบีบด้วยราคา”
นอกจากการขยายตลาดใหม่ ๆ แล้ว NC coconut ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและขยะในโรงงาน เช่นเปลือกมะพร้าวมาทำเชื้อเพลิงพลังงาน วัสดุปลูก ปุ๋ยอินทรีย์ ไบโอชา เปลี่ยนของเสียกลับมาเป็นรายได้
“ในอดีตเราต้องเสียค่าจัดการขยะปีละหลายล้านบาท ซึ่ง SME bank เข้ามาสนับสนุนเงินทุนในขยายงานส่วนนี้ เบื้องต้นเน้นตลาดในประเทศและอยู่ระหว่างการเจรจาส่งออกไปยังต่างประเทศโดยมี ซาอุดิอาระเบีย เป็นตลาดนำร่อง คาดว่าในช่วงแรกจะสามารถทำรายได้ราวๆ 5-10% แต่ในอนาคตสามารถเติบโตถึง40-50% ของพอร์ต
เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามะพร้าวน้ำหอมให้ผลผลิตน้อยจากภาวะอากาศทำให้ฉุดรายได้บริษัทให้เติบโตลดลง แต่คาดว่าปี2568 เราจะกลับมาโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% จากการที่ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมกลับมาให้ผลผลิตตามปกติ บวกกับการเพิ่มสัดส่วนการค้ากับพาร์ทเนอร์มากขึ้นซึ่งจะทำให้เราได้ทั้งตลาด โนว์ฮาวและเงินลงทุน ทำให้ปีนี้เรายังคงรักษาฐานรายได้ในหลักร้อยล้านบาทได้จากการที่มีผลผลิตป้อนสายการผลิตและมีโพรดักซ์ใหม่ขาย
ส่วนประเด็นสงครามการค้าตอนนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและคาดว่ารัฐบาลน่าจะมีการเจรจากันได้และไม่ส่งผลกระทบในอนาคตอันใกล้”