“ฮุน มาเนต” ลั่นไทย! “อย่าล้ำเส้น” ปิดทางเข้าพื้นที่พิพาท ขู่ผลร้ายแรงหากไม่หยุด
เมื่อวันที่ 2 ก.ค. สำนักข่าว Khmer Times ได้รายงาน ว่า สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกแถลงการณ์อย่างเข้มข้นระหว่างพิธีวันประมงแห่งชาติ ณ จังหวัดตาแกว กล่าวเตือนไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวในการปิดกั้นไม่ให้ชาวกัมพูชาเข้าถึงเขตโบราณสถานที่อยู่ในพื้นที่พิพาทอย่าง “ตาเมือนธม, ตาเมือนโต๊จ, ตาเครไบ และบริเวณมอมเปย” จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ “ร้ายแรง”
ฮุน มาเนต ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จึงไม่มีฝ่ายใดมีสิทธิตัดสินใจฝ่ายเดียวหรือกระทำการใด ๆ อันถือเป็นการล้ำเส้น “ผมขอพูดให้ชัดเจน พื้นที่ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊จ ตาเครไบ และมอมเปย ยังไม่ได้ข้อยุติ พวกเรานำข้อพิพาทนี้เข้าสู่กระบวนการกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ไม่มีใครมีสิทธิอ้างความเป็นเจ้าของฝ่ายเดียว หรือปิดกั้นไม่ให้ชาวกัมพูชาเข้าไปในพื้นที่” นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าว
เขาเน้นย้ำด้วยว่า สถานการณ์ควรถูกย้อนไปยัง “สถานะเดิมก่อนวันที่ 7 มิถุนายน” ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดเหตุความตึงเครียดล่าสุด “หากใครกล้าปิดทางหรือห้ามชาวกัมพูชาเข้าไปในพื้นที่พิพาท นั่นถือเป็นการละเมิดที่ชัดเจน เป็นการข้ามเส้นแดง ซึ่งจะสร้างสถานการณ์รุนแรงทันที” ฮุน มาเนตเตือน
นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังย้ำว่า การอ้างกรรมสิทธิ์โดยอิงแผนที่ 1:50,000 ของฝ่ายไทย ถือเป็นสิ่งที่กัมพูชาไม่ยอมรับ พร้อมแสดงจุดยืนว่า การแบ่งเขตแดนต้องอิงจากสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม ปี 1904 และ 1907 บวกกับบันทึกข้อตกลง (MOU) ปี 2000 และแผนที่ต้นฉบับจากข้อตกลงเหล่านั้น
เขาโจมตีการพยายามเปลี่ยนแผนที่ฝ่ายเดียวว่าไม่อาจยอมรับได้ พร้อมตั้งคำถามว่า “ตามแนวชายแดนยาว 800 กิโลเมตร จะมีอีกกี่พื้นที่ที่พวกเขาจะอ้างว่าเป็นของตัวเอง? สิ่งที่กัมพูชาต้องการคือความเป็นธรรม และความถูกต้องทางกฎหมาย สิ่งใดที่ได้เซ็นไว้ ก็ต้องเคารพ อย่าเซ็นด้วยมือ แล้วลบด้วยเท้า”
อย่างไรก็ตาม ฮุน มาแนต ยืนยันว่ากัมพูชาต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างสันติ ผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการทูต แต่จะไม่ยอมจำนนต่อการรุกรานแบบฝ่ายเดียว “กองทัพกัมพูชาพร้อมปกป้องแผ่นดินทุกตารางนิ้ว ไม่มีทางสูญเสียแม้แต่มิลลิเมตรเดียว… เราเลือกใช้ ICJ แทนการทำสงคราม”
ทั้งนี้ เหตุปะทะระหว่างทหารไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ในพื้นที่มอมเปย ซึ่งส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย เป็นชนวนให้กัมพูชาเดินหน้านำคดีขึ้นศาลโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งสภาแห่งชาติและวุฒิสภา
รัฐบาลกัมพูชาได้จัดตั้ง “คณะกรรมการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” เพื่อดำเนินการในนามของประเทศ และเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อ ICJ
ฮุน มาเนต ยังเปิดเผยว่า ทนายความระดับนานาชาติได้เดินทางถึงกัมพูชาเมื่อค่ำวันเดียวกัน เพื่อเตรียมยื่นเรื่องฟ้องร้องอย่างเป็นระบบ
“ทีมกฎหมายของเรานำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขณะที่ทีมการทูตนำโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ เราเตรียมพร้อมเต็มที่ ทั้งนักกฎหมายในประเทศและต่างชาติ”
ฮุนมาเนต ยังตอบโต้เสียงวิจารณ์ที่กล่าวหาว่ารัฐบาลดำเนินการล่าช้าในการยื่นเรื่องว่า “ต่อให้เราดำเนินการเสร็จใน 1 สัปดาห์ ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าไม่ดีพอ ไม่ว่าอย่างไร เราจะไม่ถอยหลัง เราจะไปต่อที่ศาลโลก”
ประธานาธิบดีฝรั่งเศส “เอ็มมานูเอล มาครง” ได้ให้คำมั่นสนับสนุนการอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารแก่ทั้งกัมพูชาและไทยในกระบวนการพิพาทชายแดนนี้ด้วย
ขณะที่นายกิน พีอา ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา ระบุว่า การที่ไทยสั่งปิดทางเข้าในพื้นที่พิพาทถือเป็น “พฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้”
“หากไทยปิดทางเข้าในพื้นที่พิพาท นั่นคือการประกาศว่าพื้นที่นั้นเป็นของตนเอง ซึ่งไม่มีประเทศใดสามารถยอมรับได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ”
กิน พีอาเตือนว่า ความพยายามแบบฝ่ายเดียวเช่นนี้อาจนำไปสู่ความตึงเครียดซ้ำรอยเหตุการณ์ปะทะปี 2551–2554 ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อชีวิต และโบราณสถานอย่าง “ปราสาทพระวิหาร”
“กัมพูชาจะใช้กำลังเพื่อปกป้องอธิปไตย หากเกิดการปะทะก็อาจมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และผมกังวลว่าจะเกิดความเสียหายกับโบราณสถาน เหมือนกรณีที่ทหารไทยเคยยิงปืนใหญ่ใส่ปราสาทพระวิหาร”