โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมอาเซียนไม่ควรรีบเลือกข้างในศึก AI ระหว่างสหรัฐกับจีน?

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 01.56 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 08.10 น.

ขณะที่สงครามชิงอำนาจด้านเทคโนโลยีระหว่าง ‘สหรัฐ-จีน’ ทวีความเข้มข้น กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) อาจไม่ต้องเลือกรีบเลือกว่าจะอยู่ฝั่งใด หากแต่สามารถเรียนรู้จากทั้งสองขั้ว พร้อมกับพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองให้มีอธิปไตยมากขึ้น

นี่คือข้อเสนอที่เกิดขึ้นบนเวที East Tech West 2025 ซึ่งจัดโดยสำนักข่าว CNBC ณ กรุงเทพ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยนักวิเคราะห์หลายรายต่างเห็นพ้องว่า อาเซียนไม่ควรถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกข้างท่ามกลางแรงกดดันจากสองมหาอำนาจ

“ภูมิภาคนี้พึ่งพาเศรษฐกิจของทั้งจีนและสหรัฐอย่างมาก การเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะไม่เป็นผลดี” จูเลียน กอร์แมน (Julian Gorman) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจากสมาคมโทรคมนาคม GSMA กล่าว

เขาเสนอว่าควรหลีกเลี่ยงการแยกขั้วของเทคโนโลยี และพยายามรักษาความเป็นสากลของมาตรฐาน เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถรับใช้ผู้คนโดยไม่ผูกติดกับการเมืองระหว่างประเทศ

จีนรุกด้วยโอเพนซอร์ส สหรัฐครองฮาร์ดแวร์

จอร์จ เฉิน (George Chen) ผู้บริหารจาก The Asia Group อธิบายว่า ในช่วงแรกของกระแสเอไอ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มใช้โมเดลจากฝั่งสหรัฐ เช่น Google หรือ Microsoft เป็นหลัก แต่ล่าสุด DeepSeek ของจีนได้กลายเป็นตัวเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยม เพราะเปิดให้ใช้ในรูปแบบโอเพนซอร์ส และมีต้นทุนต่ำ เหมาะกับการต่อยอดเพื่อสร้างโมเดลที่ตอบโจทย์ท้องถิ่น

“โอเพนซอร์สไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่มันคือการเปิดอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถดัดแปลง พัฒนา และใช้เทคโนโลยีตามความต้องการของตัวเอง” นักวิชาการด้านเทคโนโลยีอิสระให้ความเห็นเสริม

ขณะที่ในด้านฮาร์ดแวร์ Nvidia จากสหรัฐ ยังคงเป็นผู้นำในตลาดชิปเอไอ และแม้รัฐบาลสหรัฐจะจำกัดการส่งออกชิปไปจีน แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อยู่ ซึ่งเป็นโอกาสที่ควรใช้ให้คุ้มค่า

“อย่าเพิ่งรีบเลือกข้าง จงคิดถึงการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของตัวเองให้ได้มากที่สุด” เฉินกล่าว

การไม่เลือกข้างคือการเลือกสร้างพื้นที่ของตนเอง

ในวงเสวนาย้ำว่า แม้ภูมิภาคนี้จะไม่ได้เป็นผู้พัฒนาโมเดลเอไอระดับสูง แต่ก็มีจุดแข็ง เช่น ฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ แรงงานรุ่นใหม่ที่พร้อมพัฒนา และต้นทุน R&D ที่ต่ำกว่า

กรณีศึกษาของ รัฐยะโฮร์ ในมาเลเซีย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเติบโตด้านดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวติ้งระดับโลก ที่เริ่มดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่

เฉิน เสนอว่า หากรัฐต่างๆ ในภูมิภาคสามารถ สร้างระบบนิเวศเพื่อดึงดูดบริษัทที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานในประเทศ ก็จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีโดยไม่ต้องตกเป็นฝ่ายตาม

“นี่คือกลยุทธ์เดียวกับที่จีนเคยใช้ในการไล่ตามประเทศตะวันตก เราเรียนรู้ได้จากประสบการณ์นั้น” เฉินอธิบาย พร้อมชี้ว่า จุดแข็งของอาเซียนอยู่ที่ต้นทุนต่ำ แรงงานวัยหนุ่มสาว และระบบแอปพลิเคชันที่มีชีวิตชีวา ซึ่งอาจทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นแหล่งทดสอบสำหรับการใช้งานเอไอกับชีวิตประจำวันของผู้คน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีเพียงลำพังไม่อาจทำให้อาเซียนรอดพ้นจากการเป็น ‘หมาก’ ในเกมของมหาอำนาจ หากไม่มีการรวมพลังระหว่างประเทศในภูมิภาคเพื่อสร้างกรอบกำกับดูแลร่วม และมีอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ

โอกาสสู่การเป็น ‘สนามกลาง’ ด้านกฎระเบียบเอไอระดับโลก

อีกหนึ่งบทบาทที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้คือ สนามกลางของการกำกับดูแลเอไอ โดยเฉพาะในสภาวะที่มหาอำนาจยังมีความขัดแย้งด้านกฎเกณฑ์ และนโยบายของสหภาพยุโรป (EU AI Act) ยังไม่ได้รับการตอบรับจากสหรัฐอย่างเป็นรูปธรรม

กอร์แมน เสนอว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเป็น ‘เวทีเจรจา’ ที่จีนกับสหรัฐมาเจอกันเพื่อหารือเรื่องการใช้เอไออย่างมีความรับผิดชอบ และภูมิภาคนี้เองก็สามารถริเริ่มกฎเกณฑ์ร่วม เช่นเดียวกับตัวอย่างในสิงคโปร์ที่ออกแนวปฏิบัติเรื่องการรับมืออาชญากรรมทางไซเบอร์ (Shared Responsibility Framework) ร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม

ด้านเฉิน เสริมว่า การรวมพลังและประสานความร่วมมือกันระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อาเซียนมีเสียงที่แข็งแรงบนเวทีเจรจาระดับโลก โดยเฉพาะในประเด็นการพัฒนาและกำกับดูแลเอไอ ซึ่งจะช่วยให้ภูมิภาคหลุดพ้นจากบทบาทเพียงแค่ผู้รับนโยบาย หรือผู้ตามที่ถูกกำหนดโดยประเทศมหาอำนาจ กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเทคโนโลยี และนโยบายในอนาคตได้ด้วยตนเอง

อ้างอิง: CNBC

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...