โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ธนิต’รับภาษีโหด 36% รอบนี้หนัก หวั่นแรงงาน 20 ล้านคนตกงาน

เดลินิวส์

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 09.18 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 02.18 น. • เดลินิวส์
'ธนิต' ชี้ภาษี 'ทรัมป์' คงอัตราภาษีนำเข้าไทย 36 สูงสุดในอาเซียน รอบนี้หนัก ชี้ผลกระทบทางเศรษฐกิจ - แรงงานนับ 20 ล้านคนระส่ำ

ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้วิเคราะห์ถึงกรณีนายโดนัลน์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศได้เปรียบดุลการค้าและไม่เอื้อเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์หรือ “Reciprocal Tariff” ซึ่งไทยติดอยู่ใน 1 ใน 14 ประเทศซึ่งติดโผลชุดแรกที่ได้รับเอกสาร อัตราเรียกเก็บของไทยอยู่ที่ 36%ว่า หากไม่นับประเทศลาว เมียนมา กัมพูชา เป็นอัตราสูงสุดในอาเซียนและใน 14 ประเทศดังกล่าว การออกเอกสารแจ้งอัตราภาษีหลังจากที่สหรัฐฯ ผ่อนปรนอัตราร้อยละ 10 ซึ่งครบกำหนด 90 วัน เป็นคำถามว่าทำไมประเทศไทยจึงถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บอัตราภาษีสูงกว่าทุกประเทศ

ในเอกสารหรือจดหมายที่ทรัมป์ส่งไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้ลงนามด้วยตัวเองมีข้อความบางส่วนระบุว่า “เป็นการนำอำนาจอธิบไตยทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กลับคืนมาด้วยการจัดการกับความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่เท่าเทียมกันซึ่งคุกคามเศรษฐกิจของประเทศตลอดจนความมั่นคงของชาติ” จะเห็นได้ว่าข้อความไม่ได้แสดงอาการประนีประนอมทางการทูตแต่อย่างใด

ตอกย้ำนโยบายทรัมป์อเมริกาต้องมาก่อน

มาตรการภาษี “Reciprocal Tariff” คือผลประโยชน์ของสหรัฐฯ สำคัญที่สุด เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการผลักดันนโยบาย “The America First” เป็นวลีหรือแนวคิดที่เน้นย้ำถึงแนวคิดที่ว่าผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาควรมาก่อน แนวคิดนี้มีความหมายถึงชาตินิยมอเมริกัน เน้นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและเกี่ยวข้องกับนโยบายการค้าแบบคุ้มครอง

ที่พึงเข้าใจการเจรจากับทีมงานของปธน.ทรัมป์ ไม่ใช่ลักษณะการเจรจาต่อรองแบบมีแผนในลักษณะ “Win/Win Situation Negotiate” คือต่างคนต่างได้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่อกันแต่การเจรจากับสหรัฐฯ ด้วยปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เหนือกว่าเขาไม่ต้องการต่อรองแต่เพียงให้เราไปบอกว่าจะให้อะไรมากที่สุดและเขาพอใจไหมคือคู่เจรจามีแต่ Lost & Loss ตอนที่ทีมไทยแลนด์ก่อนบินไปเจรจากับทรัมป์บอกว่าต้องการผลแบบ Win/Win ก็สังหรณ์ใจแล้วว่าการเจรจาจบคงไม่สวย นอกจากนี้อัตราภาษีที่ไทยถูกเก็บร้อยละ 36 ยังถูกทรัมป์ขู่ว่าหากไทยขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราใดก็จะจัดเก็บภาษีเพิ่มเข้าไปอีกในสัดส่วนที่เท่ากัน แต่ยังให้ความหวังว่าอัตราภาษีดังกล่าวสามารถลดได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ต้องจบก่อนเส้นตาย (1 สิงหาคม 68)
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและแรงงาน

ต่อรองอย่างเก่งเหลือ 25%

ฉากทัศน์ไทยเป็นประเทศพึ่งพาการส่งออกมีสัดส่วนใน GDP ในประมาณ 57% ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสัดส่วนอันดับหนึ่ง ปีพ.ศ. 2567 มีสัดส่วน 18.30% อัตราการขยายตัว 13.66% ในช่วง 5 เดือนแรกปีพ.ศ. 2568 (ม.ค. - พ.ค.) สัดส่วนเพิ่มเป็น 19.61% อัตราการขยายตัวกระโดดไปถึง 27.2% มูลค่า 27,098.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีที่แล้ว 5,795.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นผลจากการเร่งส่งออกให้ทันดีเดย์ซึ่งขยายเวลา 90 วันจะจัดเก็บอัตราภาษีใหม่ซึ่งผู้นำเข้าสหรัฐฯ คาดการณ์ไม่ได้จึงเร่งการนำเข้า อัตราภาษี 36% ที่ไทยถูกเรียกเก็บเกินความคาดหมายและเป็น “Worst-Case Scenario” เพราะคิดว่าอย่างเก่งอาจต่อรองได้เหลือ 20 – 25%

ต้องเข้าใจว่าภาคส่งออกของไทยเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศโซ่อุปทานมีขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน อาทิเช่น อุตสาหกรรมในประเทศที่ขายให้กับผู้ส่งออก ได้แก่ วัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป อะไหล่เครื่องจักร วัสดุสิ้นเปลืองในการผลิต ภาคการส่งออกยังเกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการ เช่น โลจิสติกส์เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านเดินเรือ เครื่องบิน รถบรรทุก ศูนย์กระจายสินค้าตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ เช่น กล่อง ลัง พาเลท นอกจากนี้ภาคส่งออกยังเชื่อมโยง อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรตลอดจนผลิตภัณฑ์จากภาคเกษตรกรรม เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ประมง ปศุสัตว์

หวั่นกระแทกแรงงาน 20 ล้านคน

จากที่กล่าวภาคการส่งออกและโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานโดยมีการประมาณการเบื้องต้นว่ามีแรงงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 18 – 20 ล้านคน หากอัตราภาษีนำเข้าไปตลาดสหรัฐฯ ที่ไทยถูกเรียกเก็บสูงกว่าประเทศคู่แข่งสูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซียจะมีผลอย่างมากต่อการลดลงทั้งเชิงปริมาณและมูลค่า ผลที่ตามมาคือการลดกำลังการผลิตซึ่งจะมีผลต่อแรงงานส่วนเกินทั้งทางตรงและทางอ้อมที่อาจต้องสูญเสียตำแหน่งงานและ/หรืออาชีพ ผลกระทบขึ้นอยู่กับว่าแรงงานเหล่านั้นทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมหรือภาคบริการที่ต้องพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนเท่าใดยิ่งสัดส่วนมากผลกระทบก็ยิ่งสูง

เปิด 12 กลุ่มอุตฯ กระทบภาษีทรัมป์

ตัวอย่างภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์ เช่น 1) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2) ผลิตภัณฑ์ยาง 3) อัญมณีและเครื่องประดับ 4) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 5) เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์และส่วนประกอบอื่นๆ 6) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 7) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 8) อุปกรณ์กึ่งตัวนำ-ทรานซิสเตอร์ 9) เหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็ก 10) ผลิตภัณฑ์พลาสติก 11) อาหารสัตว์ 12) อาหารทะเล/ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ฯลฯ

ปฏิเสธไม่ได้ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกใหญ่สุดของไทย ผลจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์คงภาษีนำเข้า “Reciprocal Tariff” ในอัตรา 36% สูงสุดในอาเซียน หากไม่สามารถมีข้อเสนอหรือดีลใหม่ๆ ให้ปธน.ทรัมป์สนใจและลดภาษีให้ใกล้เคียงหรือเท่ากับเวียดนามจะส่งผลกระทบกับภาคส่วนเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เนื่องจากภาคส่งออกมีโซ่อุปทานขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน อัตราภาษีในระดับนี้สูงกว่าประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะประเทศเวียดนามซึ่งอัตราภาษีอยู่ที่ 20% ส่งผลทำให้ขีดความสามารถแข่งขันด้านราคาลดลงหรือแข่งไม่ได้ ภายใต้ภาวะเช่นนี้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ จะมีการปรับพอร์ตแหล่งนำเข้าใหม่ ซึ่งคาดว่าคำสั่งซื้อจะเริ่มลดลงในช่วงเดือนกันยายน อุตสาหกรรมและภาคบริการอย่างน้อย 1 ใน 5 จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง การผลิตที่ลดลงมีผลต่อการใช้แรงงานลดลงแต่จำนวนเท่าใดในขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ ภาคแรงงานที่อยู่ในภาคส่งออกและโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบเป็นทั้งผู้ผลิตขณะเดียวกันเป็นผู้บริโภค ครัวเรือนแรงงานจึงเป็นกลุ่ม

ผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดของประเทศส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยที่จะลดลงกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงภาคค้าส่ง-ค้าปลีกและการซื้อสินค้าประเภทถาวร เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ยานพาหนะหรืออสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะได้รับผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน ยอดขายที่หดตัวนำมาซึ่งปัญหาสภาพคล่องในภาคธุรกิจ การเลิกจ้างต่อยอดไปถึงหนี้เสียหรือ NPL ของสถาบันการเงิน ทีมเจรจาหรือ “Thailand Team” คงต้องมีงานหนักในช่วงเวลาที่เหลือไม่มากอย่าเพียงบอกวลีว่า “เสนอไปแล้ว” แต่ไม่รู้ว่าทรัมป์จะดูหรือไม่ดูจำเป็นต้องมีการล็อบบี้ให้ทรัมป์มีการลดภาษีลงมาให้ใกล้เคียงกับเวียดนามแต่วิธีการอย่างไรคงไม่ง่าย

ในเวลาเช่นนี้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องประเมินว่าเศรษฐกิจไทยภายใต้ภาษีโหดแบบนี้จะรับมืออย่างไรและประเมินว่าหากส่งออกไปสหรัฐฯ หายไปครึ่งหนึ่งผลกระทบจะเป็นอย่างไรโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคแรงงาน สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจภาคเอกชนประเมินว่าหากภาษีของทรัมป์อยู่ในระดับนี้เศรษฐกิจอาจขยายตัวได้ 1% หรือต่ำกว่า ในระยะกลางการลงทุนจะลดลงยิ่งเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแอเป็นทุนอยู่แล้ว

ขณะที่รัฐบาลอยู่ในช่วงขาดความเชื่อมั่นและขาดเสถียรภาพทางการเมืองทำให้ความทุ่มเทในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอ่อนแอ ภายใต้สภาวการณ์ที่ไม่เอื้อและมีความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของธุรกิจ ภาคเอกชนทั้งนายจ้างและลูกจ้างคงต้องจับมือกันจะเดินกันไปอย่างไรคงต้องรับมือกันให้ดี บอกได้เลยว่า … รอบนี้หนัก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...