โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

“พระปรางค์วัดอรุณ : อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” กับ 10 เรื่องน่ารู้ วันเดินหน้าสู่มรดกโลกแห่งใหม่ของไทย

Manager Online

เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • MGR Online

“พระปรางค์วัดอรุณ” ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสถาปัตยกรรมไทยชิ้นสำคัญของโลก ที่วันนี้ได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ “พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ซึ่งคนไทยเราต้องช่วยกันส่งกำลังใจให้พระปรางค์วัดอรุณ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของเมืองไทยโดยเร็ววัน

ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของเมืองไทย เมื่อองค์การ “การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ” หรือ “ยูเนสโก” (UNESCO) ได้รับรองให้ “พระปรางค์วัดอรุณ” ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลก (Tentative List) อย่างเป็นทางการ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 ณ สำนักงานใหญ่ในกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 6–16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

สำหรับพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “พระปรางค์วัดอรุณ” ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสถาปัตยกรรมไทยชิ้นสำคัญของโลก ทั้งยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์-แลนด์มาร์กอันโดดเด่นของเมืองไทย รวมถึงมีความสำคัญและเรื่องน่าสนใจอีกหลากหลาย ดังนั้นเราจึงขอพาไปรู้จักกับ 10 เรื่องน่ารู้คู่พระปรางค์วัดอรุณ ว่าที่มรดกโลกแห่งใหม่ของไทยในอนาคต ซึ่งหลายเรื่องหลายสิ่งของพระปรางค์องค์นี้ถือว่า “อะเมซิ่ง” ไม่น้อยเลย

1.พระปรางค์ขนาดใหญ่สูงที่สุดในไทยและของโลก : พระปรางค์วัดอรุณ ตั้งอยู่ที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เป็นสถาปัตยกรรมไทยในรูปแบบ “พระปรางค์” ขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทยและของโลก เคยได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 สถานที่ทางพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงที่สุดจากทัวร์โอเปีย รวมถึงได้รับการยกย่องจากคนจำนวนมากให้เป็นพระปรางค์ริมแม่น้ำที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วย

2.พระมหาธาตุแห่งพระนครกรุงรัตนโกสินทร์ : พระปรางค์วัดอรุณองค์แรกเริ่มดั้งเดิมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเคียงคู่มากับ “วัดมะกอก” (ชื่อดั้งเดิมของวัดอรุณ) มีความสูงเพียง 8 วา หรือ ประมาณ 16 เมตรเท่านั้น พอมาในสมัยรัชกาลที่ 2 พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าควรจะเสริมสร้างพระปรางค์องค์นี้ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเป็น “พระมหาธาตุแห่งพระนครกรุงรัตนโกสินทร์” จึงโปรดให้มีกำหนดการลงมือขุดวางฐานรากใหม่ แต่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตไปเสียก่อน

ต่อมารัชกาลที่ 3 ได้สืบสานพระราชดำริต่อจากพระราชบิดา โดยโปรดฯให้เสริมสร้างองค์พระปรางค์ขึ้นใหม่จนสำเร็จ มีความสูง 1 เส้น 13 วา 1 ศอก 1 คืบ กับ 1 นิ้ว หรือประมาณ 81.85 เมตร ถือเป็นสิ่งก่อสร้างโบราณที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ มาอย่างช้านาน

3.คติจักรวาล : พระปรางค์วัดอรุณสร้างขึ้นตามแนวคิด “คติจักรวาล” (หรือภูมิจักรวาล) มีองค์ปรางค์ประธานเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางหรือศูนย์กลางของจักรวาล แวดล้อมด้วยปรางค์ทิศทั้งสี่แทน 4 ทวีปในไตรภูมิ ได้แก่ อุตรกุรุทวีป (เหนือ) บุรพวิเทหทวีป (ตะวันออก) อมรโคยานทวีป (ตะวันตก) และชมพูทวีป (ใต้) ซึ่งเป็นที่อาศัยของมนุษย์

4.ทรงจอมแห : พระปรางค์วัดอรุณแม้มีขนาดสูงใหญ่ แต่กลับดูสมส่วนงดงามลงตัว (ไม่เทอะทะ) โดยรองศาสตราจารย์ “สมคิด จิระทัศนกุล” จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านงานสถาปัตยกรรมไทยในอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ได้อธิบายถึงรูปทรงของพระปรางค์วัดอรุณฯ ไว้ในหนังสือ “รู้เรื่อง วัดวิหาร โบสถ์ เจดีย์ : พุทธสถาปัตยกรรมไทย” ว่า เป็น “ทรงจอมแห” โดยในหนังสือได้กล่าวไว้ดังนี้

“…ทรงจอมแห : หมายถึงรูปทรงของพระปรางค์ที่สร้างโครงรูปเส้นรอบนอกให้มีลักษณะแอ่นโค้งเหมือนอาการทิ้งน้ำหนักตัวของ “แห” ที่ถูกยกขึ้น รูปทรงเช่นนี้ความจริงถูกนำมาใช้กับการออกแบบพระเจดีย์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มาก่อนแล้ว ก่อนจะนำมาพัฒนาใช้กับรูปทรงพระปรางค์บ้าง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการพัฒนาที่บรรลุผลทางการออกแบบอย่างสูงสุดครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะกับองค์พระปรางค์ประธาน วัดอรุณราชวรารามฯ ธนบุรี ที่ต้องถือว่ามีความงดงามที่สุดในกระบวนการพระปรางค์ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งหมด

ซึ่งความสำเร็จของการออกแบบ “รูปทรงจอมแห” ของพระปรางค์แห่งนี้ อยู่ที่การเน้นส่วนฐานด้วยการซ้อนชั้นจำนวนนับไม่ถ้วนเพื่อเป็นการเสริมให้อาคารมีความสูงมากๆ จึงต้องยืดส่วนของฐานให้กว้างขึ้นกว่าปกติ เพียงพอให้สามารถเบียดทรวดทรงอาคารให้เกิดลักษณะที่แอ่นโค้งได้สำเร็จตามรูปทรงดังกล่าว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เรือนธาตุกับส่วนยอดอันเพรียวบางนั้น ซึ่งแม้ว่าจะไม่หลงเหลือความยิ่งใหญ่ตระการตาอย่างต้นฉบับแบบเดิมของ “ทรงศิขร”อยู่เลย แต่ทว่ากลับสะท้อนถึงความสุนทรีย์แห่ง “รูปทรง” ลักษณะใหม่ที่งดงามอย่างหมดจด รวมทั้งความละเอียดในเชิงการออกแบบรูปแบบแผนผัง และองค์ประกอบตกแต่ง ซึ่งก็ยังสามารถสนองรับกับแนวคิดในเรื่องของ “คติจักรวาล” ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามคติเดิมอีกด้วย…”

5.ที่ประทับพระอินทร์ : องค์ปรางค์ประธาน ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ คือ ฐาน เรือนธาตุ และเรือนยอด โดยฐานมีกว้างราว 234 เมตรมีการย่อมุม ส่วนเรือนธาตุมีการซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป มีการประดับรูปเทวดาแบก กระบี่ (ลิง) แบก และยักษ์แบก และมีรูปครุฑยุดนาคและเทพพนมประดับอยู่ด้านบน (เหนือซุ้มคูหา)

ขณะที่ซุ้มคูหาด้านบนขององค์ปรางค์ประธานทั้ง 4 ทิศ ประดับรูป “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ซึ่งตามคติจักรวาลเชื่อว่า ยอดของเขาพระสุเมรุเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันเป็นที่ประทับของ “พระอินทร์” เทวดาผู้เป็นใหญ่ที่สุดบนสวรรค์ โดยส่วนเรือนธาตุและยอดของพระปรางค์ประธานวัดอรุณนั้นเปรียบดัง “วิมานไพชยนต์” ที่ตั้งอยู่กลางนครไตรตรึงษ์ อันเป็นที่ประทับของพระอินทร์บนยอดเขาพระสุเมรุ

6.ยอดพระมหามงกุฎ : พระปรางวัดอรุณ (องค์ปรางค์ประธาน) มีส่วนยอดปรางค์ที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างไปจากปรางค์ทั่ว ๆ ไปในบ้านเรา ซึ่งปกติจะมีส่วนยอดคือ “ตรีนภศูล” โดย (ส่วนใหญ่) จะอัญเชิญฉัตรครอบตรีนภศูลอีกที

แต่บนส่วนยอดสุดของปรางค์ประธานวัดอรุณนั้น เป็น “พระมหามกุฎ” ซึ่งรัชกาลที่ ๓ โปรดในความงดงามของมหามกุฎที่ประดับองค์พระประธานทรงเครื่องของวัดนางนอง จึงให้อัญเชิญมาไว้เหนือตรีนภศูลขององค์ปรางค์ประธาน แล้วโปรดฯ ให้สร้างมหามกุฎองค์ใหม่ถวายแทนของเดิม

ดังนั้นหากใครอยากเห็นแบบของพระมหามงกุฎบนยอดพระปรางค์วัดอรุณ แบบชัด ๆ สามารถมาชมอย่างใกล้ชิดกันได้ที่วัดนางนอง ในย่านจอมทอง กรุงเทพฯ

7.ศิลปะพระราชนิยม : พระปรางค์วัดอรุณมีงานประดับตกแต่งที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ด้วยกระเบื้องเคลือบ และถ้วยชามเบญจรงค์ เป็นลวดลายดอกไม้ ใบไม้ และลายอื่น ๆ ซึ่งเมื่อมองไกล ๆ จะเห็นกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว แต่เมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นถึงรายละเอียด ลวดลาย และสีสันสดใสงดงาม ซึ่งช่างได้สร้างสรรค์ออกมาตามรูปแบบของ “ศิลปะพระราชนิยม” อันเป็นงานศิลปะที่นิยมในสมัยที่รัชกาลที่ ๓

8.ฐานรากแข็งแรง : แม้จะเป็นพระปรางค์องค์สูงใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ทว่าพระปรางค์วัดอรุณที่สร้างมาแล้วนับร้อยปีกลับยังคงแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจาก ฐานรากของพระปรางค์วัดอรุณเป็นฐานรากแผ่ที่รองรับไว้ด้วยไม้ มีลักษณะเหมือนเสาเข็ม ถือเป็นโครงสร้างที่เหมาะกับชั้นดินอ่อนตามแบบชั้นดินของที่ราบลุ่มแม่น้ำตามสภาพพื้นที่ นับเป็นภูมิปัญญาเชิงช่างและการก่อสร้างของคนไทยสมัยก่อนที่น่าทึ่งไม่น้อยเลย

9.จุดชมพระอาทิตย์ตกสุดสวยริมเจ้าพระยา : พระปรางค์วัดอรุณจะดูงดงามที่สุดในช่วงยามเย็นโพล้เพล้ โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกดิน โดยพระอาทิตย์จะตกลับไปบริเวณด้านหลังวัดทางทิศตะวันตก ทิ้งไว้เพียงแสงฉาบทองที่ช่วยขับให้องค์พระปรางค์ดูโดดเด่นขึ้นเมื่อถ่ายภาพแบบย้อนแสง หรือซิลลูเอทท์ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อมองมาจากฝั่งพระนคร

ภาพยามเย็นของวัดอรุณฯ นี้งดงามจน “ลิซ่า โอโนะ” ศิลปินแจ๊ซ-บอสซ่าชื่อดังชาวญี่ปุ่น ได้นำเอาฉากภาพพระปรางค์วัดอรุณยามโพล้เพล้มาเป็นปกอัลบั้มของเธอในชุด “เอเชีย” (พ.ศ.2553) ทำให้พระปรางค์แห่งนี้เป็นที่รู้จักในระดับโลกมากยิ่งขึ้นไปอีก

10.โลโก้ ททท. : ความงดงามของพระปรางค์วัดอรุณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นภาพชินตาของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ที่เมื่อมาเยือนเมืองไทยก็ต้องมาชมและถ่ายภาพความงามมุมนี้กลับไปเป็นที่ระลึก ทำให้ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)” นำภาพของพระปรางค์วัดอรุณไปเป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ หรือโลโก้ ขององค์กรตั้งแต่ พ.ศ.2505 โดยนำภาพพระปรางค์วัดอรุณอยู่คู่กับเรือสุพรรณหงส์ ที่แสดงถึงความเป็นเมืองไทยอันโดดเด่นประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

และนี่ก็คือ 10 เรื่องน่ารู้ของพระปรางค์วัดอรุณ ที่วันนี้ยูเนสโกได้บรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลก (Tentative List) นับเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าสู่การเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย (ในอนาคต) ภายใต้ชื่อ “พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ : Phra Prang of Wat Arun Ratchawararam : The Masterpiece”

โดยพระปรางค์วัดอรุณ มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ (Criteria met) ของการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ดังนี้

เกณฑ์ข้อที่ 1 พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรม ประเภทเจดีย์ในพุทธศาสนาที่มีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ด้านรูปแบบ เทคนิคการก่อสร้าง คติการสร้าง และศิลปกรรม เป็นเจดีย์ประเภทพระปรางค์ที่มีขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดในราชอาณาจักรไทยและเอเชีย

เกณฑ์ข้อที่ 2 พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เป็นสถาปัตยกรรม ประเภทเจดีย์ในพุทธศาสนาที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปกรรมสมัยอยุธยา และมีพัฒนาการด้านการออกแบบ แผนผัง สถาปัตยกรรม และศิลปกรรม จนเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของสมัยรัตนโกลินทร์เพียงแห่งเดียวในราชอาณาจักรไทยและเอเชีย

ดังนั้นคนไทยเราต้องช่วยกันส่งกำลังใจให้ทีมงานที่เกี่ยวข้อง นำพระปรางค์วัดอรุณให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของเมืองไทยโดยเร็ววัน

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...