โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

สนทนากับ Dept และช่างสักใน Tattoo Artists X Dept: TRACE No.17 งานสนุกๆ ของคนรักศิลปะ รอยสัก และเสียงเพลง

a day magazine

อัพเดต 12 ก.ค. 2568 เวลา 15.47 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • a day magazine

“เราทุกคนล้วนมีความทรงจำ” แต่ขึ้นอยู่กับว่าระหว่างที่ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นยังโลดแล่น เราจัดเก็บพวกมันในรูปแบบไหน บางคนโยนทุกสิ่งทิ้ง เพราะไม่อยากแยแสอะไรอีกแล้ว บางคนก็เก็บส่วนเสี้ยวของภาพทรงจำไว้ในบทเพลงท่อนโปรด บางคนสร้างรหัสล็อกไว้เป็นตัวเลข แต่บางคนก็ฝากฝังไว้ผ่านรอยสักบนร่างกาย เพราะเชื่อว่ามันจะอยู่ตักเตือนเราไปตลอด

เมื่อปีก่อนเราได้มีโอกาสทำความรู้จักกับ badego.bodega คอมมิวนิตีของคนรักศิลปะที่ชอบจัดกิจกรรมสนุกๆ อย่างการชวนช่างสักหลากสไตล์มาออกแบบลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบทเพลงของศิลปิน ด้วยความเชื่อที่ว่าบทเพลงเป็นเหมือนกับปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์จะต้องเสพมันอยู่แล้ว แต่หากได้ลองนำมันมาเล่นสนุกกับการสักที่ไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวันของหลายๆ คนขนาดนั้น มันคงเป็นงานที่น่าสนุกไม่เบา

ครั้งนี้พวกเขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับศิลปินขวัญใจวัยรุ่นอย่าง Dept ใน ‘Tattoo Artists X Dept: TRACE No.17’ ที่แจกโจทย์ให้ช่างสักหยิบเพลงของสองหนุ่มมาตีความในแบบฉบับของตัวเอง และออกแบบมาเป็นลวดลายที่ให้ทั้งเหล่าแฟนคลับของศิลปินและช่างสักได้มาจับจองกันภายในงาน

ด้วยความที่ a day ได้ไปด้อมๆ มองๆ งานนี้อยู่แล้วในปีก่อน ครั้งนี้คอลัมน์ Artist Talk จึงอยากหยิบเอาเรื่องรอยสักและดนตรี มาลองจับเข่าคุยกับ น่าน (ชื่อจริง) หนึ่งในทีมจัดงานพ่วงตำแหน่งช่างสัก และสองดูโอจาก Dept: เบนซ์ ภวัต โอภาสสิริโชติ และ ลุค ทาวน์เซน ศิลปินที่มีรอยสักเป็นเครื่องบันทึกทรงจำ

ทำไมครั้งนี้ต้องเป็น Dept

น่าน : จุดมุ่งหมายแรกที่อยากจะคอลแลบงานสักกับวงดนตรี เพราะเรารู้สึกว่าเพลงมันเป็นสิ่งที่ทุกคนฟังอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะฟังวงไหนแค่นั้นเอง มันเป็นศิลปะที่เข้าถึงคนได้ง่ายกว่ารอยสักเมื่อลองเทียบกัน เราก็เลยรู้สึกว่าเสียงเพลงมันน่าจะเป็นสิ่งที่ดึงให้คนได้เห็นรอยสักมากขึ้น

เราอยากเลือกวงที่เหมือนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นวงที่พอพูดถึงชื่อเขาขึ้นมาแล้วนึกออกเลยว่าบรรยากาศมันเป็นประมาณไหน เช่น กลิ่น สี ความรู้สึก หรืออะไรต่างๆ เรารู้สึกว่า Dept เป็นวงที่จะสนุกก็ได้ หรือจะไปทางเศร้าก็ได้ มันเป็นมวลที่สามารถเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นได้ทั้งสองอย่างเลย เพลงสนุกก็ดัง เพลงเศร้าก็ดัง แล้วเราก็รู้สึกว่ามันน่าจะสนุกดีถ้าเลือก Dept มาในครั้งนี้

ส่วนตัวน่านเอง Dept เวลาที่เราฟังเพลงเขาแล้วเราจะรู้สึกว่ามันเบา มันฟุ้ง แต่จริงๆ แล้วมันลึกมากในแง่ของอารมณ์ ส่วนตัวน่านจะอินกับเพลง ‘ถ้ารู้ว่าจะหายไป’ มากๆ เพราะเรารู้สึกว่าดนตรีเขาไม่ได้ฟังยากขนาดนั้น มันไม่ใช่เพลงที่ดนตรีเป็นสิบๆ ชิ้น แต่ว่าพอเราฟังแล้วเราดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ กับเนื้อหาที่เขาพยายามจะสื่อออกมา สำหรับน่าน Dept คือความรู้สึกประมาณนั้น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ชัดเจนของ Dept คงจะเป็นความรู้สึก เราจะนึกออกว่ามันน่าจะเป็นประมาณนี้ แต่ว่ามันไม่ได้ตีกรอบจินตนาการของเราให้ออกมาเป็นรูปภาพขนาดนั้น ซึ่งมันเปิดโอกาสให้ช่างสักได้ตีความจากสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ

ลุคกับเบนซ์ และชั่วขณะของรอยสัก

เบนซ์ : จริงๆ ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจจะไปสัก แต่ว่าตามติดไปกับเพื่อนและแฟน พอไปกันเยอะๆ เพื่อนก็เชียร์ให้สัก กลายเป็นว่าเราก็ได้สักด้วยกัน ความรู้สึกวันนั้น คือเป็นเพราะความคึกคะนองเลย แต่มันก็เป็นสไตล์ที่เราก็เปิดๆ ดูอยู่ตลอด เคยแพลนว่าอยากจะสักลงไป แต่ก็ยังไม่เคยเลือกจริงจัง เพราะเวลาดูมันนานๆ เรากลัวว่าเราจะเบื่อมัน แต่พอวันนั้นใจมันได้ก็จัดการเลยครับ (ตอนนี้ก็ยังไม่เบื่อ)

ลุค : สักครั้งแรกก็เหมือนเบนซ์เลยครับ จริงๆ ก็เป็นช่างเดียวกันกับเบนซ์เลย มันคือเหตุการณ์วันเดียวกัน แต่แค่ของผมยิ่งบังเอิญเข้าไปใหญ่ คือลายสักก็ได้มาด้วยความบังเอิญ ตอนแรกเราคิดไว้ว่าอยากสักลายนี้ แต่พอจะสักปุ๊บ เพื่อนก็บอกกับเราว่าลายนี้ดูไม่เป็นเราเลย แล้วเขาดันเหลือบไปเห็นรูปวอลเปเปอร์หน้าจอของผม แล้วก็บอกว่า “ลายนี้แหละ ดูเป็นมึงมากกว่าเยอะเลย”ขนานสีของรอยสักผมก็ไม่ได้เลือกเอง เพราะว่าช่างบอกว่าสีน้ำตาลเพิ่งสั่งมาใหม่ ยังไม่เคยใช้กับใครเลย “ขอลองใช้หน่อยดิ”

แล้วตอนทำเพลงครั้งแรกล่ะ

เบนซ์ : ความรู้สึกมันน่าจะคนละแบบกันเลย ตอนทำเพลงรู้สึกอยากเอาชนะมากกว่า เราอยากที่จะแตกต่าง แต่ไม่ได้อยากเอาชนะในแง่ของศัตรูนะ แค่ต้องมีแรงผลักดันให้ตัวเอง “เหมือนกับความกระหายอะไรประมาณนั้น”

ด้วยความที่ตอนนั้นในวงการดนตรี เขามักจะทำเพลงในแบบหนึ่งเพราะมองว่ามันจะสำเร็จแน่นอน เราเคยไปอยู่ในจุดที่คนบอกว่าไอ้สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราทำมันยาก มันขายไม่ได้ แต่เราก็รู้สึกว่า“เอ้า มันก็มีตั้งหลายวงนี่หว่าที่เขาเป็นตัวของตัวเองได้” เราแค่ต้องจับจุดให้เจอว่าเขาทำแบบไหน คนชอบแบบไหน เราชอบแบบไหน และเกลี่ยมันให้เข้ากัน คำว่าเอาชนะของผมคงหมายความแบบนี้ เหมือนกับว่าเป็นการเอาชนะกับคำสบประมาทมากกว่า

ลุค : สำหรับผมการทำเพลงครั้งแรกมันคงเป็นความสนุก แล้วก็ความอยากที่จะทำมัน เราอยากจะนำเสนอสิ่งนี้ให้คนอื่นเห็น อาจจะต่างกับเบนซ์ด้วย ตอนนั้นผมยังไม่ได้คิดถึงอะไรเท่าไหร่ แค่รู้สึกว่าครั้งแรกมันสนุกมาก

ว่าด้วยเรื่องดนตรีและรอยสัก

ลุค : สำหรับผมรอยสักกับดนตรีมันคงเหมือนกันในแง่ของการเล่าเรื่อง ช่างสักเขาคงจะมีอะไรบางอย่างที่อยากจะเล่ามันออกมา ซึ่งคล้ายกับเพลงตรงที่เพลงก็มีเรื่องราวของมัน แต่ว่าแค่ย้ายจากตัวหนังสือ หรือเสียงเปลี่ยนมาเป็นร่องรอยที่อยู่บนตัวเรา

เบนซ์ : อย่างเราชอบฟังเพลง เกิดวันหนึ่งเราไม่ได้ชอบ เราเลิกฟัง เราก็แค่เปลี่ยน แต่กับรอยสักมันจะอยู่ค้างอย่างนั้น ทำให้เวลาที่เราจะสักอะไรลงไปบนตัวเรา เราต้องรู้สึกชอบมันมากๆ หรือมันต้องมีความหมายกับเรามากๆ จนเราเลือกที่จะฝังมันลงไปตลอด “คือมันลบได้แหละ แต่มันเจ็บ”

ถ้าเพลง 17 กลายมาเป็นรอยสัก

เบนซ์ : ผมว่ามันต้องดูสนุกและดูทะเล้นหน่อย ความรู้สึกตอนนั้น คือตัวละครที่มันกำลังเล่าเรื่องอยู่มันมีความเขินแล้วก็มีความกะล่อนๆ ด้วย

จริงๆ ออกมาเป็นคนเต้นก็ได้ เป็นอะไรที่มันดูกุ๊กกิ๊กๆ รู้สึกว่าถ้าเป็นสีก็คงมีหลายสีได้เลย

ลุค : ตอนแรกจะตอบว่าคงเป็นรูปคนเต้นเหมือนกัน แต่ถ้าอีกแบบ (ครุ่นคิด) ผมคิดว่าอาจจะออกมาเป็นภาพจดหมายรักที่อยากจะบอก เหมือนกับในมิวสิกวิดีโอเลย

สิ่งที่อยากจะบอกคนมาสักครั้งแรกในงานนี้

เบนซ์ : จริงๆ งานนี้ก็อาจจะเป็นแรงจูงใจที่ดีที่ทำให้ใครที่ไม่เคยสักมาเลยได้รู้จักการสักมากขึ้น ถ้าเขามีศิลปินที่ชอบ และเพลงที่เขาชอบได้ถูกออกแบบมาเป็นรอยสัก ถ้าเจอลายที่ใช่ เขาอาจจะมั่นใจมากขึ้นในการตัดสินใจที่จะสักก็ได้ครับ

ลุค : บางทีเขาก็อาจจะกลัวเจ็บด้วยจากการมาสักครั้งแรก อาจจะไม่มั่นใจ ผมเลยคิดว่าการที่มีศิลปินที่เขาชอบมาคอลเแลบด้วย อาจจะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ทำให้เขากลัวเจ็บน้อยลงมั้ง (หัวเราะ)

เบนซ์ : ลองดูครับ ลองหาลายที่รู้สึกว่าเป็นตัวเองมากที่สุด เรื่องเจ็บมากเจ็บน้อยค่อยว่ากัน แต่เจ็บแน่นอน

ช่างสักเองก็รักงานนี้

มาลอง ‘สัก’ ทีมั้ย

น่าน : ภายในงานมีคนที่ไม่เคยสัก หรือไม่เคยสนใจเรื่องสักมาก่อนเลย งานนี้ทำให้เขาได้เข้าใกล้กับการสักมากขึ้น ลูกค้าบางส่วนที่มาในงานเขาก็สักเป็นครั้งแรก ซึ่งต่างกับงานครั้งก่อนๆ ที่เราอาจจะไม่ได้เจอเยอะขนาดนั้น แต่พอเป็นครั้งนี้เราก็เห็นมากขึ้น

เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นสัญญาณ (หรือเปล่า) ที่งานนี้มันอาจจะเข้าถึงคนได้มากขึ้น แล้วก็รู้สึกว่าในแง่ของการจัดเตรียมงาน หรือกิจกรรมของงาน เราได้ทำอะไรเยอะขึ้น ได้มีคอนเทนต์สัมภาษณ์ช่างสัก ได้มีคอนเทนต์สัมภาษณ์วง Dept ซึ่งเราไม่เคยทำมาก่อนเลยในงานครั้งก่อนๆ

ในมุมของช่างสักเอง เราก็รู้สึกว่าดีใจที่คนเห็นงานของเราแล้วเขาบอกว่าเขาชอบ เขาเดินทางมาเพื่อที่จะมาสักกับเรา เขาชอบลายนี้เพราะแบบนี้ หรือบางคนเพิ่งอกหักกับแฟนมาเขาเห็นความหมายของลายนี้แล้วมันฮีลใจเขาได้ เราจะรู้สึกดีกับอะไรแบบนี้

ในแง่ของการที่เป็นผู้จัด พอเห็นว่าช่างบางคนที่ยังมีคนติดตามไม่เยอะเท่าไหร่ ซึ่งมันแปลว่าคนอาจจะเห็นงานเขาน้อย การมีงานนี้เกิดขึ้นทำให้เขาได้เข้ามามีส่วนร่วมกับงาน เรารู้สึกดีใจที่คนมาสักกับเขาเยอะ หลักๆ ก็คือน่านดีใจ ที่พวกเราได้เปิดพื้นที่ให้ช่างสักไทยที่เก่งๆ ได้ถูกมองเห็นอย่างที่ควรจะเป็น

จากใจคนที่ไม่ได้ไปสัก

หลังจากที่ได้พูดคุยกับน่านและสองหนุ่มวง Dept พวกเราเดินไปรอบๆ งานแล้วเข้าใจได้เลยว่าทำไมงาน Flash Tattoo ที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มเล็กๆ ถึงได้ถูกจัดมาแล้วตั้ง 4 ครั้ง แถมยังได้ร่วมงานกับศิลปินที่มีชื่อเสียงไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ‘ลานดอกไม้’, ‘ Whale&Dolph’ หรืออย่างครั้งนี้ก็เป็นทีของ ‘Dept’

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยแฟนเพลงและแฟนคลับของช่างสักที่มารอต่อคิวจองลายสักกันตั้งcต่ 9 โมงเช้า เสียงสนทนาของคนไม่รู้จักที่ชวนกันคุยเรื่องรอยสัก คนรักศิลปินที่แม้ไม่ได้สักก็มาทำเวิร์กชอปร้อยลูกปัดเพื่อรอเจอศิลปิน งานนี้ไม่ได้มีสตาฟมากมาย มีแต่ความเป็นกันเอง ศิลปินมานั่งร้อยลูกปัด เดินถ่ายรูปคนไปทั้งงาน และยินดีมากๆ ที่เราจะเข้าไปพูดคุย หรือทักทาย เสมือนกับว่าพวกเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตีนี้

เราเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดว่าอยากจะมีรอยสัก แต่ไปงานนี้ครั้งแรก เพราะศิลปินคนโปรดจะแวะมาในงาน ทว่าเมื่อลองได้มาพูดคุยกับช่างสัก ทีมจัดงาน และได้เห็นรอยสักที่ถูกออกแบบมาจากบทเพลงที่เราชอบ และเคยฝังส่วนเสี้ยวของความทรงจำไว้กับมัน ทันใดนั้นมันคือชั่วขณะที่คิดว่าอยากจะสักขึ้นมาจริงๆ เหมือนกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...