โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ทำไมอิสราเอลตัดสินใจโจมตีอิหร่าน แม้มีเสียงห้ามปรามจากโดนัลด์ ทรัมป์?

Manager Online

เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 23.10 น. • MGR Online

Why did Israel jump the gun?

by M. K. BHADRAKUMAR

13/06/2025

กองทัพอิสราเอลเรียกการถล่มทางอากาศใส่อิหร่านโดยใช้เครื่องบินราว 200 ลำในตอนก่อนรุ่งสางของวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า เป็น “การโจมตีก่อนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะกระทำ” (preemptive strike) แต่กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้เปิดช่องใดๆ ให้เข้าโจมตีอีกประเทศหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่า 1000 กิโลเมตรโดยใช้ข้ออ้างอย่างคลุมเครือว่า เป็น “การป้องกันตนเอง” – หรือ “ความจำเป็นที่จะต้องลงมือปฏิบัติการในทันที”

กฎบัตรสหประชาชาตินั้นมีการเปิดทางให้สำหรับการกระทำเพื่อการป้องกันตนเอง ทว่าอิหร่านมิได้กระทำสิ่งใดๆ เลยในระยะเวลาใกล้ๆ นี้ –อย่างน้อยที่สุดก็นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หวนกลับคืนมาครองทำเนียบขาวอีกคำรบหนึ่ง— ซึ่งสามารถที่จะอนุมานได้ว่าเป็นการคุกคามอิสราเอล ทั้งนี้ฝ่ายอิสราเอลอ้างว่าพวกเขาได้ทำให้ศักยภาพในการคุกคามประเทศตนของอิหร่านอ่อนแอลงมาอย่างสำคัญ

ดังนั้น มันจึงต้องถูกเรียกว่าเป็นการก้าวร้าวรุกรานอย่างโจ่งแจ้งล่อนจ้อน น่าสังเกตว่า คำแถลงที่ออกโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ ของสหรัฐฯ ไม่นานหลังการปฏิบัติการของอิสราเอล ได้หาทางกันเอาสหรัฐฯให้ออกห่างจากการโจมตีของอิสราเอล ด้วยการเน้นย้ำว่า “อิสราเอลปฏิบัติการโดยลำพังตนเอง” และได้ให้คำปรึกษาหารือกับวอชิงตันว่า “พวกเขาเชื่อว่าการกระทำนี้มีความจำเป็นสำหรับการป้องกันตนเองของพวกเขา”

ก่อนหน้านั้น ทรัมป์ กำลังบอกกล่าวกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลด้วยซ้ำว่า การโจมตีแบบนี้มีแต่จะบ่อนทำลายการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ โดยที่การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านรอบที่ 6 มีกำหนดที่จะจัดขึ้นในกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ในวันที่ 15 มิถุนายน

คำแถลงของ รูบิโอ เน้นว่า “เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่าน และเรื่องที่มีความสำคัญลำดับแรกสุดของเราคือการพิทักษ์ป้องกันกองกำลังทหารอเมริกันในภูมิภาคแถบนี้” รูบิโอไม่ได้ใช้ความพยายามแม้แต่น้อยนิดเลย เพื่อส่งเสียงว่าสหรัฐฯสนับสนุนอิสราเอลในการป้องกันการถูกโจมตีตอบโตกลับคืนใดๆ จากฝ่ายอิหร่าน เรื่องนี้ถือว่าผิดแปลกไปจากธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

คำถามใหญ่มีอยู่ว่า มีสาเหตุอะไรบีบบังคับให้ เนทันยาฮู ต้องกระทำเรื่องนี้ –นอกเหนือจากสาเหตุหนึ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว ได้แก่การหาทางหันเหความสนใจให้ออกไปจากวิกฤตทางการเมืองภายในประเทศที่กำลังแย่ลงไปเรื่อยๆ?

ปัจจัยประการหนึ่งได้แก่ การที่สมการส่วนบุคคลของเขากับ ทรัมป์ ซึ่งกำลังบ่ายหน้าไปในทางหมางเมินกันมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่ง ทรัมป์ ประกาศถอด ไมค์ วอลซ์ (Mike Waltz) ออกจากตำแหน่งที่มีความสำคัญยิ่งยวดอย่าง ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ อันมีบทบาทในการปรับแต่งกำหนดโฉมหน้านโยบายสำคัญๆ ของทำเนียบขาว

เป็นความจริง การโยกย้าย วอลซ์ ให้ไปนั่งในตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติแทนคราวนี้ บังเกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสหรัฐฯจะเข้าโจมตีพวกฮูตีในเยเมนได้รั่วไหลไปถึงสื่อมวลชน ผ่านกลุ่มโซเชียลมีเดียที่ใช้แพลตฟอร์มซิกแนล จึงทำให้กรณีนี้ถูกเรียกกันว่า “ซิกแนลเกต” (Signalgate) โดยที่ วอลซ์ คือช่องโหว่ที่ทำให้เกิดความผิดพลาดนี้ขึ้นมา ทว่าเมื่อมาขบคิดทบทวนย้อนหลัง ก็เห็นชัดว่าการที่ วอลซ์ มีความโน้มเอียงไปในทางต้องการใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างแข็งแกร้าวใส่ศัตรูตัวร้ายกาจอย่างอิหร่าน ก็มีน้ำหนักมากเช่นกันในการตัดสินใจของ ทรัมป์ คราวนี้

ไม่นานเลยภายหลังจาก วอลซ์ สูญเสียเก้าอี้ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ การกำจัดกวาดล้างผู้ดำตำแหน่งหลักๆ ทางด้านนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคงแห่งชาติในทำเนียบขาวก็ได้เปิดฉากขึ้นมา พวกบุคคลที่ทราบกันดีว่าเป็น “สายเหยี่ยวเรื่องอิหร่าน” (Iran hawks) ผู้ซึ่ง วอลซ์ เลือกสรรมาด้วยตนเองเพื่อให้คอยช่วยเหลือเขา ก็ถูกเขี่ยออกไป ขณะที่พวกยึดนโยบายแบบคำนึงถึงความเป็นจริงโดยอิงอยู่กับนโยบายใหญ่ที่ว่า “อเมริกามาเป็นอันดับหนึ่ง” (‘America First’ realists) คือพวกที่ได้เลื่อนขึ้นมา

ในบรรดาผู้คนที่ถูกเก็บกวาดเหล่านี้ ก็รวมไปถึง อีริค แทรเกอร์ (Eric Trager) ผู้ที่ก่อนหน้านี้กำลังนั่งอยู่ตำแหน่งดูแลเรื่องกิจการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือให้แก่สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ บุคคลผู้นี้ถูกมองว่าเป็น “เหยี่ยวด้านอิหร่าน” คนหนึ่งซึ่ง วอลซ์ นำเข้ามาใช้งาน โดยเอามาจากสถาบันเพื่อนโยบายตะวันออกใกล้ (Institute for Near East Policy) ในกรุงวอชิงตันที่เป็นพวกโปรอิสราเอลอย่างเต็มตัว อีกคนหนึ่งได้แก่ มอร์แกน ออร์ตากุส (Morgan Ortagus) ผู้ซึ่งได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งใน “ผู้สนับสนุนที่โปรอิสราเอลที่สุดในคณะบริหารทรัมป์” ก็ถูกปรับให้ออกไปจากการมีบทบาทในฐานะเป็นผู้แทนดูแลเลบานอน ภายใต้ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลางของ ทรัมป์

ตามรายงานของสำนักข่าว วายเน็ตนิวส์ (YNet News) ระบุว่า การที่ ออร์ตากุส ถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่งดังกล่าว “ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่พวกเจ้าหน้าที่ในกรุงเยรูซาเลม ซึ่งเธอถูกมองว่าเป็นพันธมิตรผูกพันใกล้ชิดกับผลประโยชน์ต่างๆ ของอิสราเอล” นอกจากนั้น เมแรฟ เซรัน (Merav Ceran ชาวอเมริกัน-อิสราเอล ที่เคยเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล) ก็ถูกโยกย้ายออกจากโต๊ะอิหร่านและอิสราเอล (Iran and Israel desk) ในสภาความมั่นคงแห่งชาติ

แน่นอนทีเดียวว่า พวกเส้นสายของอิสราเอลที่ฝักใฝ่เรียกร้องให้สหรัฐฯทำสงครามกับอิหร่านมากกว่าใช้วิถีทางการทูต ได้ถูกเชิญตัวออกไป ในเวลาที่ตัวประธานาธิบดีทรัมป์เองกำลังเจรจาอยู่กับอิหร่านเพื่อให้ประเทศนั้นยอมตัดลดโปรแกรมนิวเคลียร์ของพวกเขา! (ดูเนื้อหาที่สมบูรณ์ยิ่งกว่านี้ของความเปลี่ยนแปลงในทำเนียบขาวได้จากรายงาน 2 ชิ้นของเว็บไซต์ Responsible Statecraft website ของ สถาบันควินซี Quincy Institute)

ฝ่ายอิสราเอลอวดอ้างว่า มี “การร่วมมือประสานงานอย่างเต็มที่และสมบูรณ์แบบ” กับฝ่ายอเมริกันก่อนหน้าการโจมตีเมื่อวันศุกร์ (13 มิ.ย.) ทว่าอารมณ์ความรู้สึกเช่นว่านี้ยังไม่ได้ปรากฏสะท้อนให้เห็นในคำแถลงของ รูบิโอ ต้องยอมรับว่า รูบิโอ ได้ส่งคำเตือนไปถึงอิหร่านจริง อย่างที่คำแถลงของเขาบอกว่า “ผมขอพูดอย่างชัดเจนว่า อิหร่านไม่ควรจะพุ่งเป้าเล่นงานผลประโยชน์หรือบุคลากรของสหรัฐฯ” ทว่านี่เป็นการขีดเส้นสีแดงห้ามล่วงละเมิดให้เห็นกันชัดๆ มากกว่า

ปัจจัยที่อ่อนไหวอีกประการหนึ่งซึ่งร่วมแสดงบทบาทอยู่ด้วยเช่นกัน คือแรงกดดันต่อทรัมป์ที่กำลังเพิ่มมากขึ้น จากตัวบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับกันบางรายในค่าย MAGA (Make America Great Again ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง) ที่กำลังหนุนหลังเขาอยู่ เป็นต้นว่า สตีฟ แบนนอน (Steve Bannon) อดีตหัวหน้านักยุทธศาสตร์ทำเนียบขาว และบุคคลผู้ทรงอิทธิพล พวกเขาเตือนทรัมป์อย่าได้ใช้จุดยืนทางนโยบายการต่างประเทศแบบสายเหยี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิถีทางที่ให้ความสนับสนุนการเข้าแทรกแซงทางการทหารในต่างแดน เนื่องจากจุดยืนเช่นนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าย MAGA เกิดความแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งจะหมายถึงการก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงในทางการเมือง

ประการสุดท้ายคือ มีภาพใหญ่ของการจับกลุ่มรวมตัวกันครั้งใหม่ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ช่วงประมาณครึ่งเดือนที่ผ่านมาคือระยะเวลาอันสำคัญยิ่งยวดระยะหนึ่งทีเดียว การที่ฝ่ายยูเครนปฏิบัติการอย่างห้าวหาญ ด้วยใช้โดรนเข้าโจมตีเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ของแดนหมีขาว ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ของเหล่าอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้เร่งรัดให้ ทรัมป์ โทรศัพท์ติดต่อกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ภายในเวลา 48 ชั่วโมง

ผลลัพธ์จากการสนทนาของพวกเขาคราวนั้น ดูเหมือนจะออกมาดังนี้ 1) การมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสร้างสรรค์ระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย ยังจะต้องดำเนินต่อไป 2) วิถีทางการทูตจะยังคงเดินหน้าต่อไปในประเด็นปัญหายูเครน แม้กระทั่งขณะที่มีข้อเท็จจริงใหม่ๆ จากภาคสนามซึ่งอาจก่อรูปปรับโฉมต่อวิถีทางการทูต และ 3) สหรัฐฯกำลังแยกขาดออกห่างจากพวกชาติพันธมิตรยุโรปในเรื่องการทำสงครามตัวแทนในยูเครน

ส่วนที่น่าตื่นตะลึงของการพูดคุยทางโทรศัพท์คราวนี้ก็คือว่า ทรัมป์ได้หาทางเรียกร้องให้ปูตินเข้ามาแทรกแซงเกี่ยวข้องในประเด็นปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน และปูตินก็ตอบตกลงที่จะช่วยเหลือ เพียงอีก 1 สัปดาห์ถัดมา สำนักข่าว อาร์ไอเอ (RIA) ซึ่งเป็นสำนักข่าวภาครัฐของรัสเซีย ก็รายงานโดยอ้างว่า โฆษกของรัฐบาลอิหร่าน ฟาเตเมห์ โมฮาเจรานี (Fatemeh Mohajerani) กล่าวว่า “ทริปการเยือนกรุงเตหะรานของ ปูติน เวลานี้กำลังดำเนินการกันอยู่ การตระเตรียมต่างๆ กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำ”

อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เป็นผู้ที่ยกย่องให้เกียรติ ปูติน อย่างสูงลิ่ว กล่าวโดยสรุปแล้วก็คือว่า ฝันร้ายแบบสุดๆ ของอิสราเอลกำลังทำท่าจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาเสียแล้ว –การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน กำลังได้รับการเพิ่มพูนความน่าเชื่อถือระดับรัฐบุรุษ จากผู้นำของโลกรายหนึ่ง ไม่ต้องสงสัยเลย ปูตินทราบดีว่าเรื่องนี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมในความสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐฯ เนื่องจากความคลี่คลายของประเด็นปัญหาอิหร่านยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับกระบวนการสร้างเสถียรภาพของตะวันออกกลาง และอาจจะทำให้มีโอกาสเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีกในการจัดการคลี่คลายวิกฤตตะวันออกกลาง รวมทั้งประเด็นปัญหาปาเลสไตน์

มีหลักฐานอย่างชัดเจนว่า เวลากำลังร่อยหรอลงทุกทีสำหรับอิสราเอล และ เนทันยาฮู จึงตัดสินที่จะลงมือตั้งแต่ตอนนี้เลย ไม่ว่า ทรัมป์ จะชอบมันหรือไม่ก็ตามที เมื่อพิจารณาจากทัศนะมุมมองของฝ่ายอิหร่านแล้ว ความได้เปรียบของพวกเขาเป็นสิ่งที่อิงอยู่กับการได้พูดจาต่อไปกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ในกรุงมัสกัต วันอาทิตย์ (15 มิ.ย.) นี้ ขณะที่ในการปฏิบัติการตอบโต้ของอิหร่านซึ่งสามารถคาดหมายได้ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนนั้น การโจมตีใดๆ ต่อพวกฐานทัพสหรัฐฯในภูมิภาคแถบนี้สมควรเป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง เป็นการดีกว่าที่จะปล่อยให้อิสราเอลถูกตั้งไฟเคี่ยวไปเรื่อยๆ จากการกระทำก้าวร้าวรุกรานของพวกเขา ทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวดในจุดที่มีความหมายมากที่สุดต่อพวกเขาในสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นมา

บีบีซี รายงานเอาไว้ว่า “ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนการโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (ตามเวลาในสหรัฐฯ) พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯกำลังบรรยายสรุปให้ฟังกันว่า ฝ่ายอเมริกันจะไม่ให้ความสนับสนุนใดๆ ในเหตุการณ์ที่อิสราเอลเปิดการปฏิบัติการ แม้กระทั่งพูดออกมาถึงขนาดว่าพวกเขาจะไม่ช่วยเหลือการเติมน้ำมันกลางอากาศใดๆ ทั้งนั้น คำพูดเหล่านี้ดูจะมุ่งหมายส่งไปให้เตหะรานรับรู้”

ปฏิกิริยาแรกสุดของ ทรัมป์ ต่อการโจมตีของอิสราเอล ก็อยู่ในลักษณะของความมุ่งหมายที่จะให้มีการเจรจาและการประนีประนอมกัน ดังนี้

“ผมได้ให้โอกาสแก่อิหร่านครั้งแล้วครั้งเล่าสำหรับการทำข้อตกลงกัน ผมบอกกับพวกเขาด้วยถ้อยคำที่แข็งขันที่สุดว่า “ทำข้อตกลงกันเถอะ” แต่ไม่ว่าพวกเขาจะลงแรงใช้ความพยายามกันขนาดไหน, ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใกล้ได้ขนาดไหน, พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถทำให้สำเร็จขึ้นมา

“ผมบอกกับพวกเขาว่า มันจะเลวร้ายยิ่งกว่านักหนาจากอะไรต่างๆ ที่พวกเขารู้, คาดการณ์, หรือได้รับคำบอกเล่า ในเรื่องที่ว่าสหรัฐฯคือผู้ทำอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีที่สุดและที่ร้ายแรงที่สุดไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก มั น เ ล ว ร้ า ย ยิ่ ง ก ว่ า นั้ น นั ก ห น า และอิสราเอลก็มีมัน (อาวุธยุทโธปกรณ์ทำในสหรัฐฯ) เยอะแยะ รวมทั้งยังมีมากมายกว่านั้นอีกที่จะตามมา –และพวกเขาทราบดีถึงวิธีการที่จะใช้มัน

“มีพวกหัวแข็งกร้าวชาวอิหร่านจำนวนหนึ่งที่ออกมาพูดจาอย่างกล้าหาญ แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่ามันกำลังจะเกิดอะไรขึ้นมา ตอนนี้พวกเขาต่างก็ ต า ย กันไปหมดแล้ว และมันมีแต่จะเลวร้ายลงไปอีกเท่านั้น!

“มีความตายและการทำลายล้างอย่างมโหฬารเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังคงมีเวลาสำหรับการทำให้การสังหารโหด --ซึ่งการโจมตีต่อๆ ไปที่วางแผนการกันเอาไว้แล้วจะยิ่งโหดเหี้ยมยิ่งขึ้นไปอีก— มาถึงจุดยุติลง

“อิหร่านต้องทำข้อตกลง ก่อนที่มันจะไม่มีอะไรเหลือ และรักษาสิ่งที่ครั้งที่ครั้งหนึ่งเคยร้าจักกันในนามของจักรวรรดิอิหร่านเอาไว้ ต้องไม่มีการตายเพิ่มขึ้นอีก ต้องไม่มีการทำลายล้างมากขึ้นอีก ล ง มื อ ทำ เ ดี๋ ย ว นี้ เ ล ย ก่ อ น ที่ มั น จ ะ ส า ย เ กิ น ไ ป ขอให้พระผู้เป็นเจ้าอวยพรพวกคุณทุกๆ คน!”

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...