โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พาราสาวะถี

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 23.20 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

วันที่ 17 กรกฎาคมนี้ มีการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ ประเด็นที่ต้องติดตามคงหนีไม่พ้นกรณีคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาปมคลิปเสียงคุยกับ ฮุน เซนของ แพทองธาร ชินวัตรซึ่งถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมให้ส่งเอกสารชี้แจงภายใน 15 วัน ถือว่าครบกำหนดแล้วตามกระบวนการและถือเป็นแทคติกในการสู้คดี คงมีการยื่นขอขยายเวลาในการส่งคำชี้แจง ตามขั้นตอนเมื่อเป็นครั้งแรกส่วนใหญ่ศาลจะอนุญาตอยู่แล้ว

การให้สัมภาษณ์ของ “หมอมิ้ง” นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดชเลขาธิการนายกฯ เป็นตัวบ่งชี้ว่าคงหนีไม่พ้นแนวทางนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูล สิ่งที่น่าจับตามองคงเป็นเรื่องประธานคณะทำงานด้านกฎหมายที่จะต่อสู้ในคดีที่พบว่ามีชื่อของ วิษณุ เครืองาม เข้ามาเกี่ยวข้อง คงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือยาสามัญประจำแทบจะทุกรัฐบาลเนื่องจากความเป็นซือแป๋ด้านกฎหมายย่อมมีมุมมอง หรือข้อคิดเห็นที่น่าจะช่วยพลิกสถานการณ์ได้

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวคงไม่ได้สวมบทเป็นทนายความในคดีนี้ แต่ความเห็นหรือข้อชี้แนะนั้น อยู่ที่ทีมทนายจะนำไปต่อสู้เพื่อให้คำชี้แจงของนายกฯ หญิงมีน้ำหนักมากพอ จนศาลยกคำร้องด้วยความที่กลไกขององค์กรอิสระถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝักฝ่ายทางการเมืองมาโดยตลอด เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิจารณ์อื้ออึง เป็นคดีการเมือง มีการใช้นิติสงครามเพื่อทำลายล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ประเด็นนี้ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ประธานศาลรัฐธรรมนูญ รีบปฏิเสธ พร้อมชี้แจงว่า คดีที่มาจากองค์กรอิสระด้วยกัน เช่น ป.ป.ช. กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคดีที่มาจากสมาชิกรัฐสภา คือคดีที่ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ศาลต้องรับคดีไว้พิจารณา จนประชาชนทั่วไปเรียกว่าคดีการเมือง แต่สำหรับตนขอเรียกว่าคดีรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เป็นคดีการเมืองหรือไม่ คนส่วนใหญ่คงไม่ได้โฟกัสตรงนั้น แต่ที่สงสัยคงจะเป็นกรณีหลายคดีถูกมองกระบวนการร้องเรียน และบทสรุปถือเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะในยุคเผด็จการต่อเนื่องเผด็จการสืบทอดอำนาจ คำอธิบายของประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ว่า ศาลมีกระบวนการพิจารณา ต้องฟังความเห็นทุกฝ่าย มีขั้นตอนการชี้แจงต่างๆ อีกมากมาย ต้องทำงานตามขั้นตอน ไม่ใช่การตัดสินด้วยอารมณ์ต้องว่ากันตามกฎกติกา ที่ผ่านมาหลายเรื่องน่าจะฟังความได้แค่ครึ่งเดียว

ในอดีตมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางรายยอมรับเองว่า บางเรื่องเป็นการตัดสินตามกระแสสังคมที่กดดันโดยเฉพาะกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกตราหน้าว่าเป็นม็อบมีเส้นและฝ่ายถูกเล่นงานที่ทุกครั้งที่ถูกร้องเรียน สามารถฟันธงได้ล่วงหน้าได้เลยยังไงก็ไม่รอด เพียงแต่หลังยุคเผด็จการคสช.อาจเปลี่ยนตัวผู้ถูกกระทำจากพรรคนายใหญ่ ฝ่ายสีแดง เป็นพรรคสีส้ม ฝ่ายสุดโต่งแทนเท่านั้นเอง ไม่มองแบบโลกสวยต้องยอมรับความจริงกันว่า องค์กรอิสระแห่งนี้ยังมีเครื่องหมายคำถามเรื่องความเชื่อถือ ศรัทธานั่นเอง

ประเด็นร้อนที่กระทรวงมหาดไทยภายใต้การบังคับบัญชาการของ “บิ๊กอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัยที่มีหัวโขนรักษาราชการแทนนายกฯ ด้วยนั้น หนีไม่พ้นการทวงคืนที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ จากเดิมปรากฎข่าว จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสะสางเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทางบิ๊กอ้วนยืนยัน ให้เวลา พรพจน์ เพ็ญพาสอธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงภายในเวลา 7 วัน เหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลปกครองและศาลฎีกา หากภายใน 7 วันไม่มีความชัดเจน จะเซ็นตั้งคณะกรรมการทันที

ถ้ายึดตามจดหมายของมท.1ที่ส่งไปคือพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก็จะครบกำหนดภายในวันสองวันนี้ ถ้าไม่มีสัญญาณตอบรับจากอธิบดีกรมที่ดิน บิ๊กอ้วนจะสั่งให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยดำเนินการตั้งคณะกรรมการด้วยเหตุผลที่ว่า ต้องการทำให้เรื่องนี้เกิดความชัดเจน ถ้าชัดเจนสังคมก็จะเกิดความสบายใจต้องไปถามว่าเหตุผลใดจึงไม่ดำเนินการตามคำสั่งของศาล โดยเฉพาะคำตัดสินของศาลปกครองและศาลฎีกา ส่วนจะกระทบต่อเก้าอี้อธิบดีกรมด้วยหรือไม่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับปัญหา หากทำสิ่งที่ดีก็ไม่มีผลกระทบ แต่หากไปทำอะไรนอกกรอบ หรือนอกความจำเป็น หรือไปเอื้อประโยชน์ต่อใครก็จะมีผลกระทบแน่นอน

ถือเป็นของร้อนอย่างแท้จริง และการขับเคลื่อนหนนี้ก็เป็นจังหวะดีเสียด้วย เพราะล่าสุด ศาลปกครองมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือรฟท. ที่ฟ้องกรมที่ดินให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง 590 แปลง โดยระบุว่า ที่ดินดังกล่าวนี้ศาลปกครองสูงสุด และศาลฎีกา ได้พิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าเป็นของการรถไฟฯจึงฟ้องซ้ำอีกไม่ได้ ขณะเดียวกัน ศาลรับฟ้องข้อกล่าวหาที่ว่า กรมที่ดินมีคำสั่งยุติเรื่องไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินเขากระโดง

ดังนั้น หากมท.1สั่งตั้งกรรมการสอบอธิบดีกรมที่ดิน และผู้เกี่ยวข้อง กรณีละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่เพิกถอนโฉนดที่ดินตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาล จึงเป็นความชอบธรรม และเป็นเกราะป้องกันข้อโจมตีที่ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเกมการเมืองไล่ล่าพรรคที่เพิ่งพ้นจากความเป็นพรรคร่วมรัฐบาลไป นอกจากนี้ ก็จะเป็นการจุดตั้งต้นให้รฟท.เดินหน้าเอาคืนที่ดินที่เป็นปัญหา เพราะศาลปกครองยืนยันแล้วว่า ศาลปกครองสูงสุด และศาลฏีกาได้พิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า ที่ดินเขากระโดงเป็นของการรถไฟฯ

กระบวนการของรฟท.คงเป็นเรื่องการบังคับคดีเพื่อเข้าไปครอบครอง และทำประโยชน์จากที่ดินที่เป็นปัญหา ส่วนจะเกิดการเจรจาขอเช่าพื้นที่หรือมีมาตรการช่วยเหลือ ดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับหลักฐานของผู้ครอบครองแต่ละราย ในแง่ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเชื่อแน่ว่ารัฐบาล และภาครัฐคงมีมาตรการดูแล ส่วนตระกูลใหญ่ที่ถือครองที่ดินแห่งนี้และมีการลงทุนไปมหาศาล กลายเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นั้นต้องแยกเจรจาต่างหาก โดยที่ไม่ใช้ประชาชนมาเป็นตัวประกันเหมือนที่ผ่านมา

อรชุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...