โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาร์เซนอล vs. เชลซี จากคู่แข่งสู่ลูกค้าขาประจำ?

THE STANDARD

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 13.26 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 13.26 น. • thestandard.co
อาร์เซนอล vs. เชลซี จากคู่แข่งสู่ลูกค้าขาประจำ?

บิดเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดจะได้เห็นมาก่อนในชีวิตได้เกิดขึ้น เมื่ออาร์แซน เวนเกอร์ สติหลุดเข้าผลักโชเซ มูรินโญ ที่ยืนคุมทีมอยู่ข้างสนามจนเกิดความวุ่นวายกันเล็กๆ ขึ้น

เวนเกอร์ ปรัชญาเมธีลูกหนังผู้สงบนิ่งคนนั้นเนี่ยนะ!

เหตุการณ์ระดับตำนานเล็กๆ ในวันนั้นเป็นกระจกสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ร้อนรุ่มระหว่างเชลซีกับอาร์เซนอล ที่ความจริงแล้วก่อนเรื่องจะปะทุก็เริ่มมีการก่อสงครามประสาทกันมาสักระยะแล้ว กับประโยคอมตะหนึ่งของ “The Special One” ที่เปรียบเทียบเวนเกอร์ว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านความล้มเหลว” (Specialist in failure)

บิดเข็มนาฬิกากลับมาที่ปัจจุบัน อาร์เซนอลเพิ่งเซ็นสัญญาคว้า เกปา อาร์ริซาบาลากา ผู้รักษาประตูชาวสเปนที่เคยครองสถิติผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกมาจากเชลซีด้วยค่าตัวเพียง 5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นการเสริมขุมกำลังให้พร้อมสำหรับการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้า

โดยที่เกปา ไม่ได้เป็นนักเตะรายแรกที่ย้ายข้ามฟากระหว่างกัน ในระดับที่ 7 ฤดูกาลหลังสุดอาร์เซนอลซื้อนักเตะมาจากเชลซีมากถึง 6 รายด้วยกัน และใช้จ่ายเงินมากถึง 90 ล้านปอนด์

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้อดีตสโมสรที่เคยวางตัวเป็นปฏิปักษ์ (Rivalry) กลายเป็น “ลูกค้าขาประจำ” กันในตอนนี้ไปเสียแล้ว?

เวนเกอร์ผลักมูรินโญ และการซื้อขายนักเตะระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซี

จุดเริ่มต้นความผูกพันทางการค้า

ความจริงแล้วเชลซีและอาร์เซนอล ไม่ได้ถือเป็นทีมคู่แข่งกันโดยตรงเหมือนที่ “กันเนอร์ส” เป็นคู่แค้นกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ทีมร่วมลอนดอนตอนเหนือ (North London Rivalry) ที่เจอกันเมื่อไรไม่มีใครยอมใครทั้งนั้น

ระหว่างเชลซีกับอาร์เซนอล มากที่สุดก็เป็นเพียงคู่แข่งร่วมเมืองลอนดอนที่ต้องเจอกันบ่อยใน “ลอนดอน ดาร์บีแมตช์” เท่านั้น

แต่จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาที่นำไปสู่ช่วงเวลาที่ทั้งสองสโมสรรู้สึกเป็นคู่แข่งกันขึ้นมาเกิดขึ้นในช่วงหลังจากปี 2004 ที่เชลซีได้โชเซ มูรินโญ ซึ่งในขณะนั้นเป็นกุนซือคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่เก่งกาจสมฉายา “The Special One” เข้ามาคุมทีม

โดยเชลซีของมูรินโญ กลายเป็น “ตัวแปร” ที่เข้ามาสอดแทรกและคั่นกลางศึกของสองสโมสรใหญ่ในตอนเหนือและใต้ของอังกฤษอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล ที่ช่วงชิงความเป็นหนึ่งมายาวนานตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 90

สำหรับทีมที่ไร้รากความสำเร็จอย่างเชลซี สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จได้คือการลงทุนผู้เล่น โดยท่ามกลางผู้เล่นมากมายที่โรมัน อบราโมวิช อดีตเจ้าของสโมสรชาวรัสเซีย ทุ่มเงินให้ซื้อตัวมาเสริมทัพนั้น หนึ่งในผู้เล่นที่เป็นประเด็นพอสมควรคือ แอชลีย์ โคล

โคล ในเวลานั้นเป็นแบ็กซ้ายอันดับหนึ่งของอังกฤษ เป็นผลผลิตที่อาร์เซนอลและเหล่า “กูนเนอร์ส” ภาคภูมิใจ แต่ถูกดึงดูดด้วยโอกาสประสบความสำเร็จกับเชลซีที่กำลังเริ่มมาแรงในเวลานั้น จนนำไปสู่การแลกตัวกัน

โดยเชลซีส่งวิลเลียม กัลลาส ปราการหลังชาวฝรั่งเศส กลับมาให้อาร์เซนอล ซึ่งเวนเกอร์ก็ต้องการนักเตะกองหลังอยู่พอดี แม้ว่าจะไม่อยากเสียกำลังสำคัญอย่างโคลไปแต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเสียไปเปล่าๆ ไม่ได้อะไรกลับมา

เวนเกอร์ผลักมูรินโญ และการซื้อขายนักเตะระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซี

ไม่ชอบหน้าแต่แวะมาหานิดหน่อย

หลังจากนั้นการขับเคี่ยวกันระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซีในสนามยังดำเนินต่อมาเรื่อย แม้ว่าจะไม่ได้ร้อนแรงอะไรนักเพราะทั้งสองทีมต่างก็มีช่วงเวลาที่ดีและแย่สลับกันไปในแต่ละฤดูกาลที่ผ่านพ้น โดยยังมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใต้การนำของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ครองความยิ่งใหญ่ยาวนานเป็นคู่แข่งของทั้งสองทีมอีกที

แต่สิ่งที่น่าสนใจคืออาร์เซนอล แอบหรอยนักเตะจากเชลซีมาเรื่อยๆ โดยในช่วงที่เวนเกอร์ ยังคุมทีมอาร์เซนอลจนถึงปี 2018 มีนักเตะอีก 3 รายที่คว้าตัวมาจากเชลซี

  • ลาสซานา ดิยาร์รา (2007) กองกลางดาวรุ่งระดับหัวแถวของวงการ ถูกซื้อมาด้วยค่าตัว 2.6 ล้านปอนด์
  • ยอสซี เบนายูน (2011) ตัวทำเกมของดีชาวอิสราเอล ถูกยืมตัวมาใช้งาน 1 ฤดูกาลเต็ม
  • ปีเตอร์ เช็ก (2015) ผู้รักษาประตูระดับตำนานของเชลซี ที่ย้ายข้ามฝั่งมาเพราะสูญเสียตำแหน่งตัวจริงในทีม

หากสังเกตจะพบว่าการย้ายทีมเหล่านี้เป็นการย้ายทีมของผู้เล่นในระดับที่ไม่ใช่ตัวหลักอะไรนัก และทั้งสองสโมสรยังคงทำธุรกิจกันได้แม้ว่าจะมีช่วงของกระแสความขัดแย้งที่รุนแรง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาล 2014/15 ที่มูรินโญ กลับมาพาเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง (และเป็นแชมป์ลีกสมัยสุดท้ายของเขา) ซึ่งเป็นช่วงที่เวนเกอร์ พยายามพาอาร์เซนอลกลับคืนสู่ความสำเร็จเช่นกัน

ความร้อนแรงทางอารมณ์ในเวลานั้นถึงขั้นทำให้เวนเกอร์มี “ตบะแตก” เกือบซัดกับมูรินโญเหมือนกัน และในความรู้สึกระหว่างแฟนบอลสองสโมสรก็เริ่มมีอาการเหม็นหน้ากันบ้างเล็กน้อย

เวนเกอร์ผลักมูรินโญ และการซื้อขายนักเตะระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซี

ขาประจำ ไม่มาก็คิดถึง

สถานภาพและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสองสโมสรทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นค่อยๆ จางและบางลงตามไปด้วย ทำให้เกิดการโยกย้ายระหว่างกันอีกหลายครั้ง

โดยเฉพาะอาร์เซนอล ที่นับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมาได้กลายเป็นลูกค้าขาประจำของเชลซีไปแบบไม่น่าเชื่อ

  • ดาวิด ลุยซ์ (2019) 8 ล้านปอนด์
  • วิลเลียน (2020) ฟรี
  • จอร์จินโญ (2023) 12 ล้านปอนด์
  • ไค ฮาเวิร์ตซ์ (2023) 65 ล้านปอนด์
  • ราฮีม สเตอร์ลิง (2024) ยืมตัว 1 ฤดูกาล
  • เคปา อาร์ริซาบาลากา (2025) 5 ล้านปอนด์

ขณะที่เชลซีอุดหนุนอาร์เซนอลกลับแค่คนเดียวคือ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ (2018) ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ดี หากมองในภาพรวมแล้วการโยกย้ายระหว่างทั้งสองทีมนั้นโดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นที่เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาในการลงสนามกับต้นสังกัดเดิมแทบทั้งสิ้น และต้องการที่จะย้ายทีมเพื่อโอกาสในการเริ่มต้นใหม่และลงสนามที่มากขึ้น

มีเพียงรายของฮาเวิร์ตซ์ กองหน้าดาวเด่นทีมชาติเยอรมนีในเวลานั้นแค่คนเดียวที่ถือเป็นการย้ายทีมในแบบ “บิ๊กดีล” ที่สร้างความฮือฮาน่าจับตามองในวงการ

โดยที่เราไม่ได้พูดถึงการโยกย้ายแบบที่มี “จุดพัก” (ไม่ได้ย้ายตรง) เช่น นิโกลาส์ อเนลกา, เซสก์ ฟาเบรกาส หรือ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยัง

เวนเกอร์ผลักมูรินโญ และการซื้อขายนักเตะระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซี

เหตุผลที่ซ่อนอยู่

สำหรับเหตุผลที่ซ่อนอยู่ในการโยกย้ายระหว่างกันนั้น ไม่ได้มีแค่เรื่องของโอกาสในการลงสนามเท่านั้น

เรื่อง “หลังบ้าน” ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กัน

เนื่องจากทั้งเชลซีและอาร์เซนอล ต่างอยู่ในลอนดอนเหมือนกัน ซึ่งสำหรับนักฟุตบอลแล้วเกือบทุกคนไม่ได้อาศัยเพียงคนเดียวแต่มีครอบครัวรวมถึงลูกที่ต้องคำนึงด้วย การย้ายทีมโดยที่ไม่ต้องย้ายเมืองหรือย้ายประเทศนั้นทำให้ชีวิตนอกสนามของครอบครัวยังดำเนินไปได้ตามปกติ

ลูกยังไปโรงเรียนเดิมได้ ภรรยายังมีไลฟ์สไตล์ในแบบเดิมได้ แม้ว่าสำหรับบางคนอาจจะตัดสินใจย้ายบ้านก็ตามเพราะการเดินทางระหว่างทางตอนเหนือของลอนดอน (อาร์เซนอล) ไปทางตะวันตกของลอนดอน (เชลซี) นั้นก็ไม่ใช่การเดินทางที่สะดวกสบายนัก แต่อย่างน้อยก็ยังได้ชื่อว่าอยู่ในลอนดอนเหมือนเดิม

อีกเหตุผลที่มีความสำคัญคือการที่อาร์เซนอล และเชลซี เป็นสโมสรไม่กี่แห่งที่สามารถจ่ายค่าเหนื่อยผู้เล่นในระดับสูงใกล้เคียงกันได้ ทำให้หากมีนักเตะที่คิดอยากจะย้ายออกจากทีมหนึ่ง อีกทีม (ส่วนใหญ่จะเป็นอาร์เซนอล) จะเป็นทีมแรกที่ถูกคิดถึงเสมอ

ดังนั้นถึงจะเป็นคู่แข่งร่วมเมืองกัน แต่เรื่องนอกสนามการซื้อขายระหว่างกันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถพูดคุยกันได้ไม่ยาก ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้เคียงกับการ “ผูกปิ่นโต” กันแล้ว

ไม่ต่างอะไรจากเวนเกอร์ ที่เคยออกมาเล่าถึงเรื่องเหตุการณ์กับมูรินโญ ในรายการทอล์คโชว์ Graham Norton

“มันมีสิ่งที่ผมพยายามบอกให้ลูกทีมพยายามควบคุมตัวเอง แต่บางครั้งผมเองก็ทำไม่ได้”

“ผมเป็นคนเริ่มก่อนด้วย” เสียงหัวเราะของผู้ชมที่อยู่ในสตูดิโอห้องส่งดังลั่น เช่นกันกับรอยยิ้มของเวนเกอร์ที่เหมือนบอกเป็นนัยว่าบางอย่างมันผ่านไปนานแล้วก็ผ่านไป

โลกนี้ ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูที่ถาวรหรอก (แต่ไม่เคยเอ่ยถึงมูรินโญในหนังสือของตัวเองนะ!)

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...