โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แชร์ทริค 7 วิธี Productive ชวนเติมไฟให้ตัวเอง ปรับชีวิตให้สมดุล ทำงานให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคย!

ZipEvent

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 14.39 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 06.36 น. • Mananchaya Warasup

เชื่อว่าตอนนี้หลายๆ คนคงจะรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานกันอยู่ไม่มากก็น้อย และพอรู้สึกเหนื่อยแบบนี้แล้วก็ไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น ถึงแม้ว่าจะมีงานหลายอย่างที่ต้องทำมากๆ ก็ตาม วันนี้เราเลยอยากแวะมาแชร์ทริค 7 วิธี Productive ชวนทุกคนมาเติมไฟให้ตัวเองกัน ลองมาปรับตารางชีวิตให้สมดุล มี work life balance ที่ดีกันดูสักตั้ง !

เพราะบางทีถ้าได้ลองปรับเปลี่ยน ทั้งกิจวัตรประจำวัน วิธีการทำงาน และการดูแลตัวเอง อาจทำให้เรารู้สึก productive มีแรงบันดาลใจ และแฮปปี้ขึ้นกว่าเดิมก็ได้นะ เราจะได้ทำงานให้มีประสิทธิภาพและได้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่กว่าที่เคยกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันได้เลย! (◕ ᴗ ◕„)ノ

Trending กลับมาเอาใจยูแอนาไทย ให้ฟินกว่าเดิม 2019 IU Tour Concert “LOVE, POEM”

#1 เขียน To-Do-List วางแผนประจำวัน

แน่นอนว่า วิธี Productive สุดเบสิกที่เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้ก็ขอแวะมาแชร์เป็นทริคแรกเลยก็คือ ‘To-Do-List’ การเขียนสิ่งที่ต้องทำในวันนั้นๆ ให้ฟีลประมาณวางแผนประจำวันนั่นเอง หลังจากเราตื่นนอนและทำธุระเสร็จเรียบร้อย เตรียมพร้อมจะเริ่มทำงานแล้ว เราก็อาจจะลองเริ่มต้นด้วยการเขียน To-Do-List ว่าวันนี้เราต้องทำงานอะไรบ้าง และแบ่งงานตามลำดับความสำคัญ โดยอาจจะมีการกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนเข้าไปด้วย อย่างเช่นว่า งาน A ต้องทำให้เสร็จภายใน 17.00 น. หรือ งาน B มีกำหนดส่งให้ลูกค้าเวลา 12.00 น. เป็นต้น

การเขียน To-Do-List คงจะเป็นทริคที่เบสิกที่สุด แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากๆ เพราะมันจะช่วยเพิ่มความ productive ได้ดีแบบสุดๆ ทั้งช่วยให้เราได้กลับมารีเช็คตัวเองและงานที่ต้องทำอีกครั้งก่อนเริ่มทำ และช่วยให้เราได้จัดลำดับความสำคัญและเห็นภาพรวมทั้งหมดอีกด้วย ถึงจะเป็นทริคที่เบสิก แต่ก็ห้ามลืมทำเด็ดขาดเลยนะ ! (◕ ᴗ ◕„)ノ

แชร์ทริค 7 วิธี Productive ชวนเติมไฟให้ตัวเอง ปรับชีวิตให้สมดุล ทำงานให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคย! Zipevent
  • รีเช็คตัวเองและงานที่ต้องทำในวันนั้นๆ !
    วางแผนว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง พร้อมแบ่งงานตามลำดับความสำคัญ
    ( งานสำคัญ งานเร่ง และงานอื่นๆ )

  • อย่าลืม ! กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนเข้าไปด้วย ( ¨̮ )
    งาน A ต้องทำให้เสร็จภายใน 17.00 น.
    งาน B กำหนดส่งให้ลูกค้า เวลา 12.00 น.
    งาน C กำหนดส่งวันที่ 18 มิ.ย. 2568 / เวลา 18.00 น.

#2 ใช้เทคนิค 3-3-3

ช่วยจัดสรรเวลาให้ดีกว่าเดิม

ทริคที่สองหลังจากเราได้เขียน To-Do-List กันไปแล้วก็คือ‘เทคนิค 3-3-3’ บางคนอาจจะเคยได้ยินหรือเห็นผ่านตากันมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำรู้จักกับเทคนิคนี้กันให้มากขึ้น บอกเลยว่าเป็นอีกทริคที่จะช่วยเราจัดสรรเวลาได้ดียิ่งกว่าเดิมแน่นอน !

The 3-3-3 Method หรือ เทคนิค 3-3-3 ถูกพัฒนาขึ้นโดย Oliver Burkeman นักเขียนและนักข่าวชาวอังกฤษ เป็นวิธีการจัดสรรเวลาในการทำงาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่ 3 ชั่วโมงแรก สำหรับงานที่สำคัญที่สุดในแต่ละวัน, 3 ชั่วโมงต่อมา สำหรับ งานด่วนหรืองานสั้นๆ ที่เราพยายามหลีกเลี่ยงหรือขี้เกียจจะทำ และ 3 ชั่วโมงสุดท้าย สำหรับกิจกรรมบำรุงรักษา ในที่นี้อาจหมายถึงทั้งการพักผ่อนและการทำกิจวัตรประจำวันของเรา

  • 3 ชั่วโมงแรก : งานสำคัญ
    แน่นอนว่า 3 ชั่วโมงแรก จะต้องเป็นช่วงเวลาสำหรับงานที่สำคัญที่สุดในแต่ละวัน
    ที่เราต้องใช้สมาธิและสามารถโฟกัสกับงานได้มากที่สุด

  • 3 ชั่วโมงต่อมา : งานด่วน
    หรืออาจจะเป็นงานสั้นๆ ที่เราพยายามหลีกเลี่ยงหรือขี้เกียจจะทำ
    และไม่ต้องใช้สมาธิจดจ่อถึง 3 ชั่วโมงเต็ม

  • 3 ชั่วโมงสุดท้าย : กิจกรรมบำรุงรักษา
    ในที่นี้หมายถึงทั้งการนอนพักผ่อน การทำงานอดิเรก อย่างดูหนัง ฟังเพลง หรือออกกำลังกาย
    รวมถึงการทำกิจวัตรประจำวันของเรา เพื่อช่วยให้สมองได้พักผ่อนและชีวิตมีระเบียบนั่นเอง

แชร์ทริค 7 วิธี Productive ชวนเติมไฟให้ตัวเอง ปรับชีวิตให้สมดุล ทำงานให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคย! Zipevent

บอกเลยว่า เทคนิค 3-3-3 อันนี้นี่แหละที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถจัดสรรเวลาและแบ่งงานได้อย่างเป็นสัดส่วนแบบชัดเจนมากขึ้น เพราะการแบ่ง task ออกเป็น 3 ส่วนนั้นจะทำให้เราเห็นภาพรวมที่ชัดเจน และสามารถจัดการไปทีละขั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอีกมุมหนึ่งก็อาจจะบอกได้ว่าพอแบ่งเป็นสัดส่วนตามนี้แล้วงานดูไม่ยิบย่อยมากจนเกินไป เหมือนกับว่าเราสามารถทำไปตาม step ได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องกังวล เพราะบางทีที่มีลิสต์งานนู้นงานนี้เต็มไปหมด มันอาจจะทำให้เรารู้สึกเครียดและกลัวทำไม่ทัน จนท้ายที่สุดอาจทำให้เกิดภาวะ Burn out ได้นั่นเอง

เพราะงั้นนอกจากทริคนี้จะช่วยให้เราจัดสรรเวลาได้อย่างเป็นสัดส่วนมากขึ้นแล้ว ยังเป็นทริคที่ช่วยให้เราสามารถปรับสมดุลของชีวิตการทำงานได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะ Burn out ทั้งยังช่วยให้เรามีสมาธิและทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญ คือ มีเวลาสำหรับการพักผ่อนที่ชัดเจน ช่วยให้สมองได้พักจากการทำงานและผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าอีกด้วย ! ( ¨̮ )

#3 ตัดสิ่งรบกวน

ลอง Social Detox ปรับสู่โหมดทำงาน

เชื่อว่าตอนนี้คงไม่มีใครไม่ติดมือถือ ไม่ว่าจะเป็นตอนพัก ตอนกินข้าว ตอนทำงานคนเดียว หรือ WFH จะต้องมีหยิบออกมาเล่น แต่ทีนี้พอได้เล่นแล้วมันไม่แปปเนี่ยสิ กลายเป็นว่าเล่นยาวๆ จนไม่ได้ทำงานเลย

วันนี้เลยขอมาแชร์อีกหนึ่งทริค นั่นก็คือ ‘การตัดสิ่งรบกวน’ ในที่นี้รวมถึงการ social detox หรือการงดโซเชียลด้วยนะ ใครที่จะลองปรับให้เราทำงานได้แบบ productive มากขึ้น อาจจะต้องลองลดโซเชียล หยิบมือถือมาเล่นให้น้อยลง หรืออาจจะปิดแจ้งเตือนไปเลยก็ได้ แต่ถ้าใครต้องติดต่องานหรือคุยกับหัวหน้าหรือลูกค้าก็อาจจะเปิดไว้แค่แจ้งเตือนสำคัญๆ เท่านั้นก็ได้เหมือนกัน บอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เราสามารถจดจ่อและมีสมาธิกับงานที่ทำได้เยอะขึ้นมากแบบไม่น่าเชื่อ !

  • เลือกเปิดแค่แจ้งเตือนสำคัญ !

  • ไม่หยิบมือถือมาดูบ่อยๆ ( ˘•̥ _•̥ ˘ )

  • เปิดโหมดทำงานในมือถือ
    หรืออาจจะใช้แอปช่วย อย่างเช่น Forest แอปปลูกต้นไม้ตามชั่วโมงการทำงานของเรา
    ช่วยให้เราโฟกัสได้มากขึ้น ทั้งยังลดอาการติดมือถือได้ด้วย !

#4 เสริมด้วยเทคนิค Pomodoro

ช่วยเพิ่มสมาธิ ลดความเครียด !

หลังแบ่งงานให้เป็นสัดส่วนเรียบร้อยแล้ว ขอเสริมความ Productive ด้วย ‘เทคนิค Pomodoro’ ! วิธีจัดสรรเวลาการทำงาน โดยแบ่งออกเป็นช่วงเวลาสั้นๆ คือ ทำงาน 25 นาที สลับไปกับการพักผ่อน 5 นาที และเมื่อครบ 4 รอบก็จะเป็นช่วงเวลาที่ได้พักแบบ long break 15-30 นาที

การทำงานด้วยทริคนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มสมาธิให้เราสามารถโฟกัสกับงานที่กำลังทำได้อย่างเต็มที่และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งนี้ยังช่วยให้สมองไม่เหนื่อยล้าจนเกินไปและป้องกันภาวะหมดไฟ เพราะจะมีช่วงเวลาที่เราได้ผ่อนคลายอย่างน้อย 5 นาที และมี long break 15-30 นาที หลังทำงานมาเป็นชั่วโมงอีกด้วย

แชร์ทริค 7 วิธี Productive ชวนเติมไฟให้ตัวเอง ปรับชีวิตให้สมดุล ทำงานให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคย! Zipevent
  • เลือกงานที่ต้องการทำให้เสร็จมา 1 งาน

  • ตั้งนาฬิกาจับเวลา 25 นาที หลังจากนั้นเริ่มทำงานได้ !
    ★ ทำงาน 25 นาที สลับกับพัก 5 นาที

  • ทำแบบนี้จนครบ 4 ครั้ง แล้วพักยาว 15-30 นาที

#5 Don’t forget to take care of yourself !

ไม่ลืมที่จะดูแลตัวเองและหมั่นรักษาหัวใจ

อีกหนึ่งทริคที่จะช่วยส่งเสริมให้เรามีความ productive ได้มากขึ้นนั่นก็คือ‘การดูแลตัวเอง’ เพราะการดูแลตัวเองให้สุขภาพดีทั้งกายและใจนั้นจะช่วยส่งเสริมให้เราสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างบมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แล้วยังช่วยให้เราสามารถโฟกัส มีสมาธิ และจัดการความเครียดได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ได้ดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม เช่น นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มน้ำน้อย ไม่ออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้ก็อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของเราลดลง รวมถึงว่าเราอาจจะรู้สึกมึนงง ไม่ค่อยมีสมาธิ และไม่สามารถโฟกัสงานที่ต้องทำได้เท่าที่ควร

  • นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง
    หลังจากที่ร่างกายทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว เราควรจะปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอและฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะนอกจากจะช่วยให้ตอนตื่นมาสมองปลอดโปร่งแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความเครียด และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกด้วย

  • กินอาหารมีประโยชน์และหมั่นออกกำลังกาย
    นอกจากจะพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว อย่าลืมที่จะกินอาหารมีประโยชน์และหมั่นออกกำลังกายด้วย !
    เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายและสมอง ช่วยลดความเหนื่อยล้า ตอดลจนช่วยลดความเสี่ยงของโรคออฟฟิศซินโดรมอีกด้วย
    ถ้าใครที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน อย่าลืมลุกมาเดินหรือขยับร่างกายกันเป็นระยะๆ
    อาจจะลุกมายืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้ตื่นตัว !

แชร์ทริค 7 วิธี Productive ชวนเติมไฟให้ตัวเอง ปรับชีวิตให้สมดุล ทำงานให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคย! Zipevent
  • ดื่มน้ำเยอะๆ !
    เป็นอีกหนึ่งข้อที่สำคัญมาก เพราะถ้าเราดื่มน้ำน้อย ร่างกายขาดน้ำ จะทำให้สมองล้าและเกิดอาการมึนงงได้นะ

  • การงีบหลับสั้นๆ ระหว่างวัน
    ถ้าใครเกิดอาการปวดหัวหรือรู้สึกมึนๆ อึนๆ เหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจจะลองงีบหลับสั้นๆ ประมาณ 10-20 นาที เพราะจริงๆ แล้วการงีบหลับในระยะเวลาที่พอดีจะช่วยให้สมองสดชื่นและตื่นตัว
    * 10 นาที เพิ่มความสดชื่น ร่างกายตื่นตัว
    20 นาที เพิ่มพลังงานให้ร่างกาย สมองกระปรี้กระเปร่า*

  • อย่าลืม ! แบ่งเวลาให้สิ่งที่ชอบ ( ¨̮ )
    ดูแลสุขภาพร่างกายกันไปแล้ว อย่าลืมแวะมาดูแลหัวใจตัวเองกันด้วยนะ
    อย่าลืมให้ตัวเองได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่ชอบ ทั้งงานอดิเรก อย่างดูหนัง ฟังเพลง หรือการไปคอนเสิร์ต
    ถึงแม้จะดูไม่มีอะไร แต่การได้ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาพักผ่อนแบบนี้ก็สามารถช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีแบบสุดๆ เลยนะ ทั้งยังเป็นการปรับชีวิตให้มีความสมดุล มี work life balance ที่ดี และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะ burn out อีกด้วย

#6 สร้างบรรยากาศในการทำงานให้ดีกว่าที่เคย

เชื่อว่าทริคนี้จะต้องเป็นหนึ่งในทริคที่หลายๆ คนทำกันอยู่แน่นอน นั่นก็คือ ‘การสร้างบรรยากาศ’ ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบมุมทำงาน การปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม การฟังเพลง ตลอดจนการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน จากบรรยากาศเดิมๆ ไปสู่บรรยากาศใหม่ๆ ที่เคยสัมผัส เพราะเมื่อเรามีบรรยากาศการทำงานที่ดี การทำงานของเราก็จะมีประสิทธิภาพที่ดีตามไปด้วยเหมือนกัน

ทุกคนอาจจะลองนึกภาพตามดูว่าถ้าเราปิดห้องอึมครึม นอนทำงานอยู่บนเตียง มันก็จะกลายเป็นว่าเรารู้สึกเอื่อยๆ ง่วงซึม ไม่ค่อยอยากทำงาน แต่ในทางกลับกันถ้าเราลองลุกมาเปิดผ้าม่านรับแสงธรรมชาติ จัดโต๊ะให้เป็นระเบียบ บรรยากาศรอบตัวน่านั่งทำงาน มันก็ชวนให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า และสมองปลอดโปร่งนั่นเอง

  • จัดโต๊ะให้เป็นระเบียบ ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม
    ช่วยให้รู้สึกสบายตา ปลอดโปร่ง ทั้งยังเป็นการเพิ่มสมาธิและความสดชื่นให้กับตัวเองอีกด้วย

  • เปิดเพลงคลอเบาๆ ระหว่างการทำงาน
    อาจเป็นเพลงบรรเลงที่ไม่มีเนื้อร้อง จะช่วยลดความเครียด ทำให้สมองไม่วอกแวะ และช่วยให้โฟกัสได้ดี !

  • ออกไปทำงานข้างนอกในสถานที่ใหม่ๆ
    ถ้าใครนั่งทำงานที่บ้านแล้วรู้สึกเบื่อๆ อึนๆ ลองออกไปนั่งทำงานที่คาเฟ่กันดูสักครั้ง
    บอกเลยว่าวิธีนี้ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นและสมองกะปรี้กะเปร่าแบบสุดๆ ทั้งยังช่วยเติมแรงบันดาลใจให้เล็กๆ อีกด้วยนะ ( ¨̮ )

#7 Take small steps everyday

ทำให้ทุกอย่างกลายเป็น Routine ที่สม่ำเสมอ

ขอปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า ‘Take small steps everyday’ ก้าวไปข้างหน้าทีละนิดในทุกๆ วัน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช้ก้าวที่ใหญ่ แต่ก้าวเล็กๆ ที่สม่ำเสมอก็สามารถทำให้เราเดินไปถึงเส้นชัยได้เหมือนกัน ถ้าเราทำให้ทุกอย่างกลายเป็น routine ทำไปทุกวันเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ มันจะทำให้ชีวิตของเรามีความ productive ไปโดยปริยายเลย

และนอกจากความ productive แล้ว เรายังจะได้สิ่งอื่นๆ กลับมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการบริหารเวลาได้อย่างเหมาะสม สุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง มี work life balance ตลอดจนการที่เราสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร่งรีบหรือมุ่งหน้าจะทำให้เยอะที่สุดเกินกว่าใคร แต่ขอแค่เราก้าวเล็กๆ อย่างสม่ำเสมอ แค่นั้นก็พอแล้ว เพราะก้าวเล็กๆ ที่เราในทุกๆ วันก็สามารถทำให้ชีวิตมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้เหมือนกัน !

แชร์ทริค 7 วิธี Productive ชวนเติมไฟให้ตัวเอง ปรับชีวิตให้สมดุล ทำงานให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคย! Zipevent

หวังว่า 7 วิธี Productive ที่เราแวะมาแชร์ให้วันนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนนะคะ ( ¨̮ )

แชร์ 6 ทริค ฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง

ทำยังไงให้ speaking เก่งขึ้น!

อ่านต่อที่นี่! https://www.zipeventapp.com/blog/2024/09/17/6-tips-to-improve-your-speaking/

แชร์ 6 ทริค ฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ทำยังไงให้ speaking เก่งขึ้น! Zipevent

✦ 6 บริการด้านอีเว้นท์ครบวงจร ตอบโจทย์ผู้จัดงาน ✦

เราเข้าใจทุกเรื่องของ อีเว้นท์ ให้เราช่วยคุณ !

สนใจบริการด้านอีเว้นท์ครบวงจร ติดต่อเรา!
E-mail: sales@zipeventapp.com / Call: 020385150 / Inbox FB: Zipevent
Website: https://www.zipeventapp.com/home/organizer

Follow us for more interesting content!
ฝากถึงพี่น้อง แฟนๆ ที่เคารพรักทุกท่าน ฝากติดตามข่าวสารงานอีเว้นท์กับ Zipevent ในช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ตามนี้เลย จิ้มๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...