โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เปรียบเทียบ! ยาคุมแต่ละแบบ ที่สาวๆ ควรรู้ก่อนใช้

Dek-D.com

เผยแพร่ 13 พ.ค. 2567 เวลา 06.33 น. • DEK-D.com
ไม่มียาคุมแบบไหนที่คุมกำเนิดได้ 100% และก็ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศได้ด้วย

ยาคุมมีแบบไหนบ้าง? แล้วแบบไหนถึงจะเหมาะกับเรา

น้องๆ ชาว Dek-D คนไหนเคยใช้ยาคุมกำเนิดกันบ้าง?ไม่ว่าจะช่วยเรื่องสิว ผิวพรรณ ปรับฮอร์โมน หรือคุมกำเนิดก็ตาม ซึ่งที่นิยมกันมากที่สุดก็น่าจะเป็นแบบกิน เพราะว่าหาซื้อง่าย แต่ว่ายาคุมกำเนิดก็ไม่ได้มีแค่แบบกินเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะ ซึ่งวันนี้พี่ปลิวก็เลยจะมาเปรียบเทียบให้ดูว่ายาคุมกำเนิดแต่ละแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้เลือกใช้กันได้อย่างถูกต้อง

ไม่มียาคุมแบบไหนที่คุมกำเนิดได้ 100% และก็ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศได้ด้วย

ยาคุมกำเนิดแบบห่วงอนามัย (Intrauterine Device: IUD)

ห่วงอนามัย หรือ ห่วงคุมกำเนิด เรียกสั้นๆ ว่า ไอยูดี (IUD)มีหลายชนิดและมีรูปร่างแตกต่างกัน โดยมีแกนเป็นพลาสติกหรือโลหะขดเป็นวง มีลักษณะเป็นรูปตัวที ตัวยู และตัววาย ซึ่งจะใส่เข้าไปภายในมดลูก ปัจจุบันชนิดของห่วงอนามัยจะมีอยู่ 3 แบบ คือ

  • แบบเคลือบสารทองแดง
  • แบบเคลือบฮอร์โมนโปรเจสติน
  • แบบไม่มีสารออกฤทธิ์ ที่ไม่เคลือบสารหรือฮอร์โมน

ข้อดี :

  • ป้องกันการตั้งครรภ์ได้นานสูงสุด 3 - 10 ปี
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  • ไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดการคลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวขึ้น หรือเกิดสิว ฝ้า

ข้อเสีย :

  • ไม่สามารถใส่ห่วงอนามัยได้ด้วยตัวเอง
  • ต้องคอยเช็กสายห่วงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • อาจมีอาการปวดเกร็งมดลูกและมีเลือดออกผิดปกติได้

ข้อควรระวัง :

  • เมื่อใส่ห่วงอนามัย ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด
    แต่ให้ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศภายนอก

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด :99%

ยาคุมกำเนิดแบบฝัง (Contraceptive Implant)

เป็นการฝังหลอดยาที่บรรจุฮอร์โมนโปรเจสติน ไว้ใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขนซึ่งตัวยาจะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของไข่ ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์

น้องๆ ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี สามารถฝังยาคุมได้ฟรีแล้วนะ!
ตามสถานพยาบาลที่เปิดรับบริการ

ข้อดี :

  • ฝัง 1 ครั้ง สามารถคุมกำเนิดได้ 3 หรือ 5 ปี (แล้วแต่ชนิดของยาที่เลือกฝัง)
  • ไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับคนที่ชอบลืมกินยาคุม
  • มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดมากกว่าการกินและการฉีด
  • หากต้องการถอดยาคุมออกก่อนกำหนด สามารถทำได้
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาว เมื่อเทียบกับระยะเวลาคุมกำเนิด

ข้อเสีย :

  • การฝังยาคุมและถอดออก ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนทำเท่านั้น
  • อาจมีอาการข้างเคียง เช่น ประจำเดือนมาผิดปกติ เลือดออกกะปริบกะปรอย เจ็บคัดตึงเต้านม เป็นต้น

ข้อควรระวัง :

  • เมื่อใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะบางประเภท จะทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด :99%

ยาคุมกำเนิดแบบฉีด (Injectable Contraceptive)

ยาคุมแบบฉีด มี 2 ชนิด โดยจะฉีดเข้าสู่กล้ามเนื้อ

  • แบบ 1 เดือนเป็นยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
  • แบบ 3 เดือนเป็นยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียว

ข้อดี :

  • สะดวก ราคาถูก
  • แก้ปัญหารอบเดือนมาผิดปกติ และลดอาการปวดประจำเดือน
  • ไม่ต้องพบแพทย์ หากต้องการหยุดยา เพราะฤทธิ์ของยาจะค่อยๆ หมดไปเอง

ข้อเสีย :

  • ไม่เหมาะกับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หรืออายุเกิน 45 ปี เพราะมีผลต่อกระดูก
  • หากเลือกฉีดยาคุมแบบฮอร์โมนรวมจะฉีดเพียง 1 เข็ม ซึ่งคุมกำเนิดได้เพียง 1 เดือน และต้องมาฉีดเป็นประจำทุกเดือน
  • อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น เลือดออกกะปริบกะปรอย ประจำเดือนมาผิดปกติหรือประจำเดือนขาดไปเลย

ข้อควรระวัง :

  • ไม่ควรบีบ หรือนวดบริเวณที่ฉีด เพราะจะทำให้ตัวยาดูดซึมเร็วขึ้นและอาจหมดฤทธิ์เร็วกว่ากำหนด

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด :97%

ยาคุมกำเนิดแบบเม็ด (Birth Control Pills)

ประกอบไปด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่มีความสำคัญต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ ซึ่งจะมียาเม็ด 2 ชนิด

  • ยาคุมแบบธรรมดา21 เม็ด กับแบบ 28 เม็ด
  • ยาคุมฉุกเฉินแบบ 2 เม็ด และแบบ 1 เม็ด (อ่านบทความ "ยาคุมฉุกเฉิน" กินก่อนมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?)

ข้อดี :

  • หาซื้อได้ง่าย
  • ช่วยให้ประจำเดือนมาปกติ และลดอาการปวดประจำเดือน
  • บางคนอาจช่วยลดการเกิดสิว ขนดก หน้ามัน

ข้อเสีย :

  • ยาคุมแบบธรรมดา 21 เม็ด กับ 28 เม็ด ต้องกินเวลาเดิมทุกวัน หากลืมกินยาจะทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง
  • ยาคุมฉุกเฉิน ควรกินให้เร็วที่สุดหลังมีเพศสัมพันธ์ ภายใน 72 ชม.
  • อาจมีอาการข้างเคียง เช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หงุดหงิดง่าย คัดหน้าอก มีเลือดออกกะปริบกะปรอย

ข้อควรระวัง :

  • หากลืมรับประทานยาไป 1 วัน ควรรีบรับประทานยาโดยทันทีที่จำได้

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด :92%

ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะ (Contraceptive Patch หรือ Birth Control Patch)

การแปะแผ่นยาคุมที่มีตัวยาฮอร์โมนประเภทเดียวกับยาคุมชนิดเม็ดและยาคุมแบบฉีด ใช้แปะบริเวณผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้ตัวยาดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง

ข้อดี :

  • ใช้ง่าย สะดวก สามารถแปะแผ่นยาและแกะออกได้ด้วยตนเอง
  • มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการทานยาคุมชนิดเม็ด

ข้อเสีย :

  • ต้องเปลี่ยนแผ่นยาทุกสัปดาห์
  • ต้องคอยเช็กว่าแผ่นแปะมีการหลุดออกหรือไม่
  • อาจเกิดอาการคัน แสบ หรือระคายเคืองผิวหนัง
  • อาจมีอาการข้างเคียง เช่น เจ็บเต้านม คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดศีรษะ เป็นต้น

ข้อควรระวัง :

  • ไม่ควรถอดแผ่นแปะออก แม้ว่าจะไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำก็ตาม

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด :92%

ยาคุมที่เอามาเปรียบเทียบให้ดูเป็นเพียงแค่การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวนะ ไม่สามารถคุมกำเนิดได้แบบ 100%และต้องขอย้ำกับน้องๆ ชาว Dek-D เลยว่า ยาคุมกำเนิดพวกนี้ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์! ดังนั้น อย่าลืมใช้ถุงยางอนามัยป้องกันด้วยทุกครั้งและหากใครยังไม่มั่นใจว่าตัวเองเหมาะจะใช้ยาคุมแบบไหน ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเภสัชก่อนใช้ยาจะดีที่สุด เพราะยาคุมแต่ละแบบก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย และผลข้างเคียงที่ต่างกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...