โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาเป็นสุดยอดช่างทำอาวุธ

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 05 พ.ค. 2567 เวลา 18.35 น. • คุณสิบสาม
ปันโดนช่องว่างมิติดูดทะลุมาโลกจีนโบราณ เธอกลายเป็นเด็กน้อยจรจัดไร้บ้านตัวคนเดียว โชคดีที่เธอได้สถานที่ทำงานมาด้วย 'นักสร้างอาวุธ' ชื่อนี้ไม่ได้มาแบบฟลุคๆนะ มาโลกนี้เธอก็จะเป็นสุดยอดนักทำอาวุธเช่นเดิม!

ข้อมูลเบื้องต้น

คำเตือน!!

เรื่องนี้ดำเนินเรื่องโดยนางเอก ไม่มีพระเอก เพราะไรท์ไม่ถนัดเขียนบทหวาน

ดังนั้นโปรดเข้าใจด้วยนะครับ อ่านแท็กกันดีๆนะครับทุกท่านนนนนนนน~

คำโปรย

ปันโดนช่องว่างมิติดูดทะลุมาโลกจีนโบราณ

เธอกลายเป็นเด็กน้อยจรจัดไร้บ้านตัวคนเดียว

โชคดีที่เธอได้สถานที่ทำงานมาด้วย

'นักสร้างอาวุธ' ชื่อนี้ไม่ได้มาแบบฟลุคๆนะ

มาโลกนี้เธอก็จะเป็นสุดยอดนักทำอาวุธเช่นเดิม!

**** ตารางอัพยังไม่ออกนะครับ แต่จะพยายามอัพทุกวัน ****

มีตอนติดเหรียญล่วงหน้าครับ (ปลดฟรี 2 วันหนึ่งตอน)

ราคาล่วงหน้าคือ 2 เหรียญ = 1 บาท การซื้อเหรียญล่วงหน้าเป็นแบบซื้อถาวร

หลังจากนิยายจบไรท์กลับมาติดเหรียญ+อัพราคาไม่ต้องซื้อซ้ำ

ทักทาย

สวัสดีนักอ่านที่หลงเข้ามาและตามมาจากเรื่องเก่าๆครับ

เรื่องเก่าจบไปแล้วในทีมระบบและเป็นยุคปัจจบัน

ครั้งนี้ไรท์มาเปิดตัวนิยายใหม่ในทีม ทะลุมิติ มีนิ้วทองคำ กับนางเอกฉลาดแต่ต้องสู้ชีิวิตบ้างแล้วครับ

ใครชอบแนวนี้ฝากไว้ในอ้อมอกด้วยนะครับ แล้วไปติดตามกันว่านางเอกเราจะไปถึงฝันอย่างที่อยากไหม

เป็นกำลังใจให้นางเอกเรากันครับ!

ขอบคุณที่เข้ามาสนใจและอ่านกันนะครับ

เลิฟฟฟฟฟฟฟ ม๊วฟฟฟฟฟ

นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่ง โปรดอ่านเพื่อความบันเทิง

หากพบจุดผิดพลาด คำผิด สามารถแจ้งได้นะครับ

ขอบคุณสำหรับการอ่านและสนับสนุน เลิฟฟฟฟ ม๊วฟฟฟฟ

ตอนที่ 1

“อืม……ไม่น่าใช่ฝันดูทรงละ”

เสียงเล็กแห้บของเด็กน้อยคนหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ ดวงตากลมโตที่ดูโปนๆหน่อยเนื่องจากเด็กน้อยคนนี้มีร่างกายซูบผอม แขนขาเล็กและตัวก็เล็กแคระเพราะได้รับสารอาหารไม่พอที่จะเติบโต เจ้าของดวงตาโปนที่ว่ามองกวาดรอบตัวแล้วสรุปทุกอย่างออกมาในประโยคเดียว

ไม่ใช่ฝันแน่นอน

อยากให้เล่าย้อนไปซักนิด เพื่อจะได้รู้ว่าทำไมเธอถึงพูดสรุปใจความแบบนี้ออกมา

เอาละ!

มันเริ่มที่เช้าวันที่โคตรจะส๊ดใส๊สดใส~

วันที่ 24 เดือนเมษายน ปี พ.ศ. 30xx ณ ประเทศไทยที่โค-ตะ-ระ ร้อนสุดๆ อากาศยามเช้าของประเทศไทยยังคงร้อนไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนก็ตาม ไม่สิ ต้องลอกว่าร้อนมากขึ้นเรื่อยๆต่างหาก!

ถ้าถามว่าโลกเปลี่ยนไปแค่ไหน ก็เริ่มตั้งแต่ปีที่ พ.ศ. 2850 ทั่วโลกที่ดำเนินชีวิตไปได้อย่างปกติกลับเกิดปรากฏการที่ถูกเรียกต่อมาว่า ‘วันแห่งการเปลี่ยนแปลง’

วันนั้นท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆสีครึ้ม มันเป็นสีดำและกินพื้นที่บนท้องฟ้าไปจนหมด บดบังแสงอาทิตย์ที่เคยส่องลงมาบนพื้นดินอย่างร้อนแรงให้หยุดทำงานไป และในจังหวะที่เสียงฟ้าร้องและเมฆดำทะมึนมารวมตัวกัน วันนั้นเองที่พื้นที่ทั่วโลกเกิดสิ่งที่ต่อมาเรียกกันว่า ‘ประตูมิติ’ ให้เห็นตามที่ต่างๆ

ช่องว่างระหว่างมิติที่นำพาสิ่งมีชีวิตอันตรายและไม่รู้จักออกมาจากประตูที่ว่า พวกมันเข้าโจมตีผู้คนล้มตายเกือบสิบล้านคนทั่วโลก ทหารออกมาต่อสู้และรับมือกับพวกมันเพียงแต่ลำบากยากเย็นกันมากเพราะอาวุธทั่วไปใช้ได้ผลกับพวกมันน้อยมาก จนเมื่อเริ่มมีผู้ที่คิดค้นอาวุธที่สามารถล้มพวกมันได้ในหลายๆเดือนต่อมา อาวุธของเหล่ามนุษย์ชาติก็เริ่มต่อกรกับเหล่าสัตว์ร้ายได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญคือ

วัตถุดิบหลังประตูมิติสามารถนำมาผลิตเป็นอุปกรณ์หรืออาวุธสำหรับจัดการพวกมันได้เช่นกัน

ผ่านไปอีกสองปีประตูมิติที่เปิดให้เหล่าสัตว์ประหลาดหลายแห่งข้ามมา ก็เริ่มถูกควบคุมดูแลโดยสมาคมผู้ดูแลประตูมิติแห่งชาติ พวกเขามีหน้าที่ตรวจสอบและจัดการสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ออกมาจากประตู และค้นคว้าวัตถุดิบว่าพวกมันสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง

อาชีพหลายอย่างก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงเวลานั้นเช่นกัน ทั้งนำสำรวจประตูมิติ นักล่าสัตว์ประหลาด นักวิจัยวัตถุดิบประตูมิติ นักวิจัยอาวุธต่อต้านสัตว์ประหลาด หรือจะเป็นช่างทำอาวุธที่สร้างจากวัตถุดิบภายในประตูมิติ

ปัน หรือนางสาวปันธมาเป็นช่างทำอาวุธที่มีชื่อเสียงโด่งดังภายในประเทศไทย เธอเริ่มศึกษาวัตถุดิบที่สามารถต่อกรกับสัตว์ประหลาดได้และพบว่าแร่ต่างๆภายในประตูมิติ สามารถหลอมออกมาเป็นอาวุธเพื่อต่อสู้หรือจัดการพวกสัตว์ต่างๆได้เป็นอย่างดี

ก่อนโลกเปลี่ยนแปลงปันมีความชื่นชอบศึกษาแร่ต่างๆ เธอศึกษาแร่วัตถุดิบหรืออัญมณีทั้งหลายก็เพื่ออยากจะสร้างเครื่องประดับในแบบที่ตัวเองชอบมากกว่า แต่หลังได้รู้จักแร่พิเศษหลังประตูมิติหรือเหล่าวัตถุดิบที่ได้จากพวกสัตว์ประหลาดที่มาจากประตูมิติพวกนั้น

มันกลับทำให้เธอได้รู้จักแนวทางของตัวเอง

นั่นคือเธออยากเป็นนักทำอาวุธ!!

รูปแบบอาวุธและวัตถุดิบต่างๆถูกวิจัยพร้อมกับนำมาทำเป็นอาวุธรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบดั้งเดิม แบบสมัยใหม่ หรือแบบร่วมสมัย ดาบยาว ดาวสั้น แส้ ธนู ปืน ระเบิด

ทุกอย่างช่างดูน่าตื่นเต้นและน่าสนใจไปหมด จนปันก็หลงรักการทำอาวุธและถอนตัวไม่ขึ้น จากนั้นก็เป็นแบบนั้นมาเรื่อยๆจนโลกพัฒนาไปไกล มีประตูมิติเพิ่มมากขึ้นและอาวุธก็ถูกพัฒนาเรื่อยๆ จนล้ำสมัยดูแฟนตาซีมากขึ้นในที่สุด เธอมีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จทั้งยังทุมเททุกอย่างให้กับงานจนสุดหัวใจ

ไม่คิดเลยว่ามันจะหายไปในพริบตา!

“คุณปันคะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องด่วน คุณปันพักผ่อนออกไปเที่ยว เดินเล่น หรือไปข้างนอกเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์บ้างเถอะค่ะ!!”

วันนั้นเสียงผู้ช่วยประจำตัวของเธอเอ่ยขึ้นมา หลังจากรู้ว่าเธอแอบทำงานจนหลับในห้องสร้างอาวุธอีกแล้วดังอยู่ข้างหู ปันที่เพิ่งนอนได้ไม่ถึง 3 ชั่วโมงเพราะเมื่อคืนตื่นเต้นกับแร่ใหม่ที่นักวิจัยค้นพบได้พร้อมกับถูกนำมาฝากไว้กับโรงเก็บวัตถุดิบทำอาวุธมากมายข้างกัน ทำให้เธอที่สนใจแร่พวกนั้นและอยู่วิเคราะห์หาทางนำมันมาเป็นอาวุธดีๆอยู่จนเช้า

ตอนนี้เมื่อผู้ช่วยประจำตัวเธอรู้เข้าเลยไล่เธอ ที่ล้างหน้าล้างตาและกินข้าวเสร็จแล้วออกมานอกโรงทำอาวุธ ซึ่งถูกสร้างขึ้นแยกออกมาจากศูนย์วิจัยห่างออกมาเกือบ 5 กิโลเมตรโดยเฉพาะแทน

เมื่อไม่สามารถอยู่ทำงานได้เพราะโดนไล่และโดนล็อคประตูใส่ ร่างเพรียวของสาววัย 43 ปีเกือบ 44 ปีที่ใครๆก็ใกล้จะเรียกว่าป้าแล้วเลยยืนเหม่อทามกลางอากาศร้อนโคตรโคตรของประเทศไทยอยู่ข้างที่ทำงานของตัวเองอยู่ตอนนี้นี่เอง

“เฮ้อ เดินย่อยอาหารซักหน่อยแล้วกัน” ปันเอ่ยขึ้นพร้อมเลือกที่จะเดินเล่นภายในป่ารอบๆโรงทำอาวุธของตัวเองแทน

ร่มเงาและลมที่พัดผ่านทำให้ปันจิตใจปลอดโปร่ง เธอเดินเล่นพร้อมมองนู่นนี่อย่างสำรวจจนเมื่อเดินมาได้ไกลพอควรจากตัวอาคาร สายตาของเธอก็พบกับช่องว่างแปลกๆกลางอากาศที่ดูแคบเหมือนกระดาษที่โดนกรีดเป็นทางยาวจากบนลงล่าง โดยภายในของมันเป็นสีดำเหมือนประตูมิติที่เกิดขึ้นบนโลกเพียงแต่มันแคบและเล็กกว่า มันเล็กจนอาจจะตรวจพลังไม่ได้หรือตัวอะไรก็ไม่สามารถผ่านออกมาได้เลยทำให้ไม่ถูกตรวจพบซักทีนั่นเอง

“ประตูมิติมีเกิดแถวนี้ด้วยเหรอ? ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่- เหวอ!!”

ปันที่อยู่ห่างจากประตูมิติที่ว่าออกมาราวๆ 10 ก้าวยกมือถือขึ้นมาหมายจะโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประตูมิติมาดูก็พบว่าเธอกำลังถูกดูด ร่างเพรียวกระโจนไปเกาะต้นไม้ใกล้ตัวอย่างเร็ว แต่แรงดูดที่เกิดขึ้นทำเอาตัวของปันลอยปลายเท้าชี้ไปทางประตูมิติที่ว่า เหล่าใบไม้กิ่งไม้ที่ปลิวและหายเข้าไปในประตูมิติแคบๆนั้นก็ทำเอาปันแตกตื่น

วูดดด~

“ไม่นะๆ อาวุธที่เพิ่งคิดค้นยังทำไม่เสร็จเลย ฉันยังไม่สามารถสร้างปืนแรงดันที่เอาไว้จับกุมสัตว์ประหลาดต่างมิติเสร็จเลย ไม่ๆ ไม่ ม้ายยยยยยย~”

วูดดดด

ฟึบ!

แรงดูดที่รุนแรงทำให้เกิดเหตุการณ์แปลกขึ้นกลางป่า ทำเอาเหล่าเจ้าหน้าที่แตกตื่นรีบปรี่มาดูที่เกิดเหตุจนพบว่า ต้นไม้หลายต้นหายไปจากพื้นที่นั้นตั้งแต่รากยันใบไม้หรือกิ่งไม้เล็กๆ ร่วมไปถึงร่างของคนคนหนึ่งที่โดนดูดหายไปจากนั้นช่องว่างมิติที่ว่า ก็พลันหายไปเหลือเพียงพื้นดินเปล่าทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าแทน โดยที่เลขามารู้ทีหลังว่าเจ้านายหายตัวไปเธอก็ร้องไห้อย่างหนักจนใครๆก็อดสงสารไม่ได้

แต่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ไม่สามารถพานางสาวปันธมากลับมาได้แล้ว’ กันทั้งสิ้น

และสุดท้ายปันก็ตื่นมาพร้อมร่างของเด็กน้อยคนหนึ่ง ในวัดร้างโทรมๆที่มองไปรอบๆเจอแต่คนที่แต่งตัวสกปรกและดูซูบผอมทั้งเด็ก คนแก่ และคนหนุ่ม ชุดที่เห็นในสายตาก็ดูแปลกตาเหมือนจะเคยเห็นในหนังจีนกำลังภายในที่อดีตเคยมีไปแทน

เธอคิดว่านี่คงไม่ใช่ฝัน และดูท่าเธอคงทะลุมามิติอื่นแล้ว

เพราะงั้นเมื่อเธอตั้งสติที่เพิ่งจะรวบรวมครบก็เอ่ยประโยคเมื่อครู่ออกมา สายตามองกวาดไปรอบตัวแล้วก้มมองมือเล็กด้านและผอมแทบเห็นกระดูกของตัวเองที่ดูแปลกตาและไม่ถนัดเท่าไรแทน

ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเธอมาที่นี่ได้ยังไง?

ถ้าวิเคราะห์แบบเร็วๆก็คือประตูมิตินั่นพาเธอมาที่นี่ อันนี้ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะนักวิจัยประตูมิติพบว่าความผันผวนที่ตรวจเจอในประตูมิติอาจจะมาจากที่สนามแม่เหล็กโลกรวน การที่ประตูมิติพวกนี้จะทำให้เราเดินทางไปโลกหรือมิติอื่นๆที่เคยเห็นในหนังแฟนซีได้ก็คงจะเป็นเรื่องจริงและเป็นไปได้สูงเลย

เพียงแต่ตลอดมาเมื่อสำรวจพื้นที่มิติที่ว่าทุกคนจะพบว่า ภายในประตูมิติเหล่านั้นจะมีพื้นที่จำกัด เหมือนว่ามันจะเป็นมิติขนาดเล็กที่เอาพื้นที่จากมิติอื่นมาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สัตว์ประหลาดที่ฆ่าไปแล้วจะไม่เกิดใหม่หรือวัตถุดิบภายในประตูมิติก็ไม่มีเกิดเพิ่ม มีเพียงแค่พบประตูมิติใหม่ๆทุกปีแค่นั้นเอง

และที่สำคัญคือประตูมิติที่สำรวจและพบเจอไม่เคยเจอมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาคล้ายคลึงมนุษย์เลยซักนิด!

แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอตอนนี้คืออะไรกันแน่? ทำไมประตูมิติที่เธอเจอถึงมีขนาดเล็ก? แล้วทำไมภายในนี้ถึงมีมนุษย์และดูเป็นมนุษย์โบราณด้วย? แล้วทำไมเธอมาอยู่ตรงนี้ได้? แล้วเธออยู่ที่ไหนของโลกหรือยังอยู่ในโลกมั้ย?

ถ้าให้คิดแบบเลวร้ายสุดๆหน่อยเลยก็คือ

ร่างของเธอถูกดูดและแหลกสลายไปแล้ว เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผ่านข้ามมิติที่ดูดเธอมาได้ คลื่นแม่เหล็กของสมองและความทรงจำหรือวิญญาณของเธอเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ผ่านเข้ามาได้ และมันก็เข้าร่างของเด็กคนนี้แทน

แต่ทำไมไม่เอาเข้าร่างผู้ใหญ่สภาพดีๆหน่อย ทำไมเธออยู่ในร่างของเด็กตัวเล็กผอมแกรนคนนี้กันละ!!

โอ้ยยยพระสงค์ พระอรหันต์ พระถังซัมจั๋ง หรือพระเจ้าอะไรก็ได้คะ?!!

เอาป้าคนนี้กลับไปที่เดิมจะได้ทำอาวุธที่ทำค้างไว้ให้เสร็จซักทีเถอะค่า~

// เตือน!!! เรื่องนี้ สไลว์ไลฟ์ ดำเนินเรื่องช้า และไม่มีพระเอก!!

ตอนที่ 2

“อาเฟิ่ง เจ้าตื่นแล้วรึ ข้านึกว่าจะไม่ตื่นเสียแล้ว”

เสียงของชายคนหนึ่งทำเอาปันงุนงงไม่น้อย แต่เมื่อพยายามยันตัวลุกและมองไปตามทิศทางของเสียง กลับพบว่าอีกฝ่ายเหมือนจะกำลังพูดกับเธอ เพราะเขามองมาทางเธอซึ่งทำให้ปันเดาว่าน่าจะเป็นเธอจริงๆ

อาเฟิ่ง?

นั่นชื่อเด็กคนนี้แหละมั้ง แล้วเหมือนเด็กคนนี้จะทำตัวเป็นเด็กผู้ชายสินะถึงได้ถูกเรียกเหมือนเด็กผู้ชายแบบนี้

“ครับ?”

“เจ้าเป็นอันใด พูดจาแปลกๆ หมอเฒ่าคงไม่ได้บอกว่าเจ้าเป็นบ้าใช่หรือไม่?”

ชายคนนั้นเอ่ยถามอย่างแปลกใจ สีหน้าที่มองมาทางเธอก็ดูจะไม่ใส่ใจและหวาดกลัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ปันเห็นสีหน้าก็รับรู้ว่าร่างนี้อาจจะไม่ได้สนิทกับคนคนนี้ขนาดนั้น เธอจึงเลือกส่ายหัวและล้มตัวลงนอนตะแคงข้างทำทีเป็นหลับไปแทน

ช่วงที่หลับเธอพยายามเค้นสมองขบคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพียงแต่สมองของเธอกลับเอาแต่เสียดายทุกอย่างที่เคยทำเมื่อก่อนหน้า ยิ่งคิดถึงโรงหลอม ห้องทำอาวุธ และแร่พิเศษที่เพิ่งส่งมาให้เธอในโรงเก็บวัตถุดิบต่างมิติก็ยิ่งอยากจะร้องไห้ขึ้นมาทันที

แร่พิเศษนั่นเหมือนจะสามารถเอาไปสร้างสุดยอดอาวุธได้ด้วย

ทำไม

ทำไมต้องเธอด้วย

ม้ายยยย ยัยป้าคนนี้อยากกลับไปทำอาวุธต่อออออออออ!!~~

ฟึบ!

“เหวอ!”

ในจังหวะที่ปันร้องไห้ครวญครางอยู่ในใจ อยู่ๆความรู้สึกเหมือนร่างถูกกระชากออกจากจุดนั้นก็ทำให้เธอสะดุ้งจนต้องลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และเมื่อเธอลืมตาขึ้นก็พบว่า ตัวเธอในร่างเด็กน้อยมาปรากฏอยู่ในห้องทำงานของตัวเองไปแล้ว

นะ นี่มันห้องทำงานของเธอนี่!!

ไม่อาจจะเรียกห้องได้ เพราะจริงๆแล้วต้องเรียกว่าอาคารทำงานของเธอมากกว่า เพราะมันมีขนาดเท่ากับบ้านเดียวหลังใหญ่หนึ่งเลยก็ว่าได้ มีห้องตรงกลางสำหรับตรวจสอบแร่ต่างๆ อุปกรณ์สำคัญสำหรับตรวจสอบชนิดของแร่ วัตถุดิบแปลกๆ และวิเคราะห์สสารต่างๆที่ได้จากประตูมิติก็อยู่ที่ห้องนี้ทั้งหมด

ห้องถัดไปฝั่งซ้ายคือโรงหลอมอาวุธ ภายในมีขนาดใหญ่กว่าห้องตรงกลางนี่พอควร มันเป็นห้องที่มีเตาหลอมแบบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยนวัตกรรมทันสมัย ซึ่งเอาไว้หลอมละลายแร่หรือวัตถุดิบต่างมิติ ยังมีเตาแบบเก่าแก่เอาไว้ตีดาบ มีด หรืออาวุธแบบโบราณ

เครื่องทั้งสองไม่ต้องใช้ไฟจริง แต่อาศัยความร้อนจากแร่พิเศษที่สำรวจพบในประตูมิติแห่งหนึ่ง ซึ่งภูมิประเทศที่แร่ชนิดนี้ถูกพบมีสภาพเป็นแบบลาวาความร้อนสูงสุดๆ แร่พวกนี้ในโลกปัจจุบันจึงถูกนำมาใช้แทนพวกไฟไปแทน

ภายในโรงหลอมนี้แยกกันเป็นพื้นที่สำหรับสร้างอาวุธแบบทันสมัยกับแบบโบราณ อุปกรณ์ดัดรูปหรือผสานอาวุธโบราณกับสมัยใหม่เข้าด้วยกันก็ทำที่ส่วนนี้ ตรงกลางโรงหลอมยังมีโต๊ะที่ทำจากหินพิเศษที่ทนร้อนและเย็นจัดได้ดีเอาไว้ให้วางอาวุธด้วย

ห้องฝั่งขวาอีกฝั่งตรงข้ามกับโรงหลอมนี้เป็นห้องเก็บแร่หรือวัตถุดิบจากประตูมิติที่ถูกส่งมาจากหน่วยวิจัย จริงๆก็ไม่เรียกห้องหรอก เพราะมันเป็นเพียงประตูที่เชื่อมต่อไปยังโกดังเก็บแร่ทั้งหลาย ที่เมื่อปันเปิดประตูและเดินทอดน่องไปตามทางเชื่อมสั้นๆนี่ ก็จะไปโผล่ที่โกดังเก็บของที่ว่าซึ่งมีขนาดใหญ่มากแทน

และมันก็มีจริงๆ!!

โกดังสูงราวๆ 4 เมตรกว้างราวๆสองห้องนอนใหญ่รวมกัน ภายในบรรจุตู้เหล็กพิเศษที่สามารถเก็บแร่พิเศษที่ค้นคว้าจากประตูมิติได้ ตู้พวกนี้จะแบ่งเป็นชั้นๆภายในแต่ละชั้นจะมีแร่ต่างๆอยู่ในลิ้นชักซึ่งมากมายมหาศาล เพราะมันเป็นตู้แบบที่เมื่อเปิดลิ้นชักแต่ละชั้นออกมาภายในจะขยายพื้นที่ซึ่งเก็บแร่พวกนี้ได้หลายตันต่อหนึ่งลิ้นชัก

เรียกแบบง่ายๆก็คือมิติเก็บของแบบเป็นตู้นั่นแหละ!

นวัตกรรมที่ลอกเลียนแบบประตูมิติ ซึ่งได้มาจากแร่พิเศษที่สร้างความผันผวนเพียงเล็กน้อยแก่พื้นที่ที่จำกัด ทำให้พื้นที่ดังกล่าวขยายตัวแยกกับพื้นที่รอบนอกที่ไม่อยู่ในรัศมี โดยใช้แร่อีกชนิดกักเก็บหรือแบ่งแยกพื้นที่ให้พวกมันไม่หลุดออกจากพื้นที่ที่กำหนดไว้

และนั่นเป็นสาเหตุที่ตู้พวกนี้ถูกสร้างด้วยแร่พิเศษอีกชนิดที่เข้ากับแร่มิติที่ว่า จนกลายมาเป็นตู้เก็บของแบบขยายพื้นที่ภายในได้นั่นเอง

“นี่มัน ของฉัน กรี๊ดดดดด แร่ของฉัน ห้องทำงานสุดที่รักของฉัน ลูกรักของแม่~!”

ปันยิ้มกว้างวิ่งพล่านไปทั่วทั้งกอดจูบลูบคลำพวกมันทั้งหลายอย่างดีอกดีใจ ก่อนจะดีดตัวตั้งตรงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังหลับอยู่บนพื้นแข็งๆของวัดร้างไม่ใช่เหรอ?

ทำไมตอนนี้เธอมาโผลในที่ทำงานของเธอได้ละ?

“หรือว่ามันคือมิติของฉัน?”

เมื่อพยายามออกจากพื้นที่ส่วนนี้ ปันก็พบว่าเธอกลับมานอนอยู่บนพื้นแข็งๆของวัดร้างเก่าพุพังนี้เหมือนเดิมไม่ได้ไปไหน พอหลับตาลงคิดจะเข้าไปในห้องทำงานของเธอเพียงพริบตาเดียวเธอก็มาโผล่ห้องทำงานเหมือนเดิม

มันคือมิติจริงๆเหรอ แล้วทำไมเธอเข้ามาได้ทั้งๆที่ก็นอนอยู่ข้างนอกได้ละ?

“จับข้าวของได้ ใช้ทุกอย่างได้ แสดงว่าเข้ามาจริงๆไม่ได้โกหก แต่พอออกไปก็ไม่ได้ไปไหน แบบนี้คือแยกมวลกายออกจากกันเหรอ?”

ไม่สิ

หรือนี่คือที่เรียกว่ามิติจิตวิญญาณอะไรพวกนั้น เพราะในหนังหรือละครจีนๆก็มีพวกนี้อยู่ อย่างนิยายที่เลขาเคยเมาน์ให้ฟังว่าตัวเอกทะลุมิติไปอยู่ในโลกโบราณแล้วมีพลังพิเศษทั้งหลายนั่นไง

มิติ ร่างจิต หรืออะไรพวกนี้

ปันไม่เชื่ออะไรทำนองนั้นซักเท่าไร เธอคิดว่าพวกมันสามารถอธิบายได้ด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์ แต่มนุษย์แค่อาจจะยังหาเหตุผลของพวกมันยังไม่ได้ในตอนนี้เท่านั้น อาจจะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและวิจัยซึ่งอาจจะหลายสิบปีหรือหลายร้อยปี

พอมาตอนนี้เธอมาเจอเองก็แอบปวดหัวอยู่ไม่น้อย

หรือเธอจะเป็นเหมือนนิยายพวกนั้น?

ทะลุมิติ มีพลังพิเศษ สามารถเอาร่างจิตอะไรพวกนี้เข้ามาในมิติจิตอะไรทำนองนั้นได้

“คิดแล้วอยากส่งรายงานให้ศูนย์วิจัยมิติมาตรวจสอบจริงๆ แต่คงไม่ได้แล้วสินะ”

ปันเอ่ยพึมพำก่อนจะลองใช้สิ่งของภายในห้องนี้ดู ปรากฏว่าไฟฟ้าใช้ได้ และทุกอย่างสามารถใช้ได้ปกติเลย ซึ่งทำเธอยิ้มกริ่มรีบพุ่งตรงไปที่ประตูอีกประตูอยู่ด้านหลังสุดของห้องวิจัยกลาง เมื่อเปิดประตูจะไปก็พบห้องนอนเล็กๆพร้อมห้องอาบน้ำและห้องน้ำในตัวของเธอเอง

แกร็ก

“เตียงจ๋า~”

ฟึบ

“ฮ่า~ แอร์ก็ยังใช้ได้ ไม่สิ ต้องอาบน้ำก่อน!”

ปันกระเด้งตัวลุกจากเตียงอย่างว่องไวก่อนจะพุ่งตัวไปในห้องน้ำ ลองเปิดน้ำจากฝักบัวดู พบว่ามันไหลปกติและน้ำก็ไม่ได้มีกลิ่นหรือสีดูแปลกไปจากเดิมเลยก็รีบอาบน้ำทันที สบู่เหลวและยาสระผมยังอยู่เธอก็รีบจัดการตัวเองอย่างเร่งรีบ

เมื่อทำอะไรเสร็จก็เพิ่งนึกได้ว่าไม่มีเสื้อผ้าใส่

ร่างเล็กของเด็กสาววัยไม่เกิน 6-7 ปีแน่ๆ ผมยาวปะบ่าใบหน้าผอมซูบทำเอาปันที่ส่องกระจกเต็มตัวในห้องน้ำถึงกับสงสาร ยิ่งแขนขาดำด้านที่ต่อให้อาบน้ำล้างขี้ไคล้ไปแล้วก็ยังคล้ำอยู่ทำให้ปันยิ่งอดรู้สึกเห็นใจเด็กน้อยไม่ได้

“ไอ้หนูเอ๊ย น่าสงสารจริงๆ”

ใช่! สงสารตัวเองด้วย!!

ปันต้องคลุมชุดคลุมตัวใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่าออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะไปที่ลิ้นชักข้างเตียงที่มีไว้เพื่อวางนาฬิกาปลุกและโคมไฟเล็กๆดูว่ามีแท่งบาร์เหลืออยู่ไหม

ปกติเวลาเธอโหมทำงานอยู่ที่ห้องทำงานมักจะนอนกินอยู่ที่นี่ เลขามักจะเอาข้าวมาส่งให้แต่บางครั้งเธอไม่อยากเสียเวลานั่งกินเลยซื้อพวกอาหารแท่งแบบกินง่ายและพวกสารอาหารเหลวแบบซองมาให้เธอด้วย ถึงรสมันจะไม่อร่อยเท่าไรแต่กินซองเดียวก็ถือว่าอิมไปมื้อหนึ่งได้เลย

“โอ๊ะ มีเหลืออยู่นิ”

ปันเปิดลิ้นชักสองอันดูพบแท่งบาร์อยู่ถึง 7 อัน ส่วนอาหารเหลวมีอยู่ 14 ซอง เธอเลยจัดอาหารเหลวให้กับร่างเล็กๆผอมโซนี้ไปก่อน เนื่องจากจะกินแท่งบาร์เลยก็คงไม่ได้กระเพาะเด็กคนนี้คงย่อยยากเกินไป

เมื่อจัดไปครึ่งซองไม่หมดซองหนึ่งเลยก็รู้สึกอิ่ม เธอไม่ฝืนกินอีกครึ่งซองเพราะมันคงจะไม่ดีต่อท้องน้อยๆนี้เกินไป ร่างเล็กปีนขึ้นเตียงที่ใหญ่กว่าตัวเองไปนอนหง่ายอย่างเฉื่อยๆ ก่อนจะห่มผ้าและหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย ยิ่งได้นอนบนที่นอนนุ่มๆก็พลันรู้สึกสบายอกสบายใจจนเคลิ้มหลับไป

ทิ้งปัญหาไว้ให้เป็นหน้าที่ของตัวเธอในวันพรุ่งนี้เป็นคนจัดการแทน

// เรื่องนี้มีติดเหรียญสองครั้งนะครับ

ติดเหรียญล่วงหน้าราคา 2 เหรียญ = 1 บาท และจะปลดให้อ่าน 2 วันหนึ่งตอน

ติดรอบสองคือตอนที่นิยายจบแล้ว จะติดถาวร + อัพราคาแพงกว่าเดิม 4 เหรียญ = 2 บาท

แต่!! ใครที่ซื้อล่วงหน้าไปแล้วไม่ต้องซื้อซ้ำ มันคือการซื้อถาวรแต่ราคาถูกกว่านั่นเองครับ

ตอนที่ 3

โอเค

ที่บอกว่าทิ้งปัญหาไว้ให้ตัวเธอในวันพรุ่งนี้จัดการ จริงๆมันก็แค่อยากขี้เกียจและปัดพวกมันไว้ก่อนแค่นั้น พอตื่นมาอีกทีตัวเธอก็ต้องมานั่งเครียดกับทุกอย่างเหมือนตอนนี้อยู่ดี

เพราะเธอกำลังจนตรอก ไม่มีเงิน บ้าน หรือแม้แต่ผู้ปกครองสำหรับเอาชีวิตรอดในตอนนี้!

“อาเฟิ่ง เจ้าหายนี้แล้วรึ หากดีแล้วก็ลุกเถอะ โรงทานที่จะแจกข้าวจะหมดเอาหากเจ้ามัวนั่งชักช้าอยู่ตรงนี้นะ”

“อ่า เข้าใจแล้ว…ขอรับ”

ปันที่อยู่ในร่างเด็กน้อยนามว่าหนิงเฟิ่งเอ่ยออกมาด้วยคำพูดเกๆกังๆเหมือนเคย เพราะความทรงจำของเด็กนี้ไม่เหลือเลยทำให้เธอต้องขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน

หากวิเคราะห์แล้วเธอคงจะต้องปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชายจรจัดนามว่าหนิงเฟิ่งให้รอดในช่วงนี้ก่อน อีกอย่างเธอเชื่อว่าเธอมีความสามารถพอจะเอาตัวรอดหากได้รับรู้ข้อมูลโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น

ดังนั้นเมื่อคนจรที่นอนอยู่ไม่ไกลจากเธอบอกว่า ต้องออกไปรับข้าวที่โรงทานในเช้าวันนี้ดวงตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เพราะมันทำให้เธอได้มีโอกาศออกไปสำรวจโลกใบนี้เพิ่มขึ้นอย่างไรละ!

จ้อกแจ้กๆ

เสียงพูดคุยและฝีเท้าของคนจรเดินไปตามถนนที่เป็นทางดิน ก่อนจะเลี้ยวจากซอยเล็กๆเหมือนอยู่หลังบ้านเรือนในตรอกซอกซอยที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ปันเดินตามคนจรเหล่านี้มาเรื่อยๆซึ่งมีทั้งคนแก่ เด็กโตขึ้นมาหน่อย และพวกผู้ใหญ่ที่มีสภาพผอมโซสวมใส่เสื้อผ้าเก่าขาดๆ ไม่ต่างจากร่างเด็กคนนี้เท่าไรเดินไปตามทางตลอด

‘ยังเช้ามืดอยู่เลยมั้งเนี่ย ตื่นเช้ากันจริงๆ’

ปันพึมพำออกมาในใจ โชคดีที่เมื่อวานเธอเพลียและหลับไปอย่างเร็วหลังกินอาหารเหลวในห้องพักมิติส่วนตัวของตัวเองแล้ว เช้านี้เธอก็เข้าไปกินของเหลวที่เหลือครึ่งหนึ่งไปอีกจนหมดซอง ทำให้ไม่หิวเท่าไรยังพอมีแรงเดินไปตามทางที่คนจรเหล่านี้เดินตามๆกันไปอยู่

ปันมองสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างสังเกต บ้านเรือนทุกหลังที่ผ่านมาล้วนแต่สร้างจากไม้หรือไม่ก็ดินทั้งหมด ไม่มีบ้านที่สร้างจากปูนหรือหินอะไรพวกนั้นเลยซักหลัง หลังคาก็ทำด้วยไม้หรือหญ้าแห้งเป็นส่วนใหญ่ ดูแล้วโซนนี้คงเป็นเหล่าสังคมคนจนอะไรทำนองนั้น

ถนนหนทางไม่ต้องพูดเลย

เพราะมันคือดิน!

เรียกว่าเป็นดินธรรมดาที่มีฝุ่นเวลาเตะ ทำให้ตลอดทางเธอกินฝุ่นไปหลายตลบ จนต้องรีบเดินเลี่ยงออกมาอยู่ริมๆและเดินเร็วขึ้นมาอยู่หน้าขบวนอีกหน่อยแทน

‘โอ๊ะ แถวนี้เหมือนจะดีขึ้นแล้ว’

ดวงตากลมโตมีความแจ่มใสหลังปันเข้ามาอยู่ภายในร่างนี้เงยหน้ามองสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย

เพราะความช่างสังเกตและความรอบคอบของเธอทำให้ในอดีตได้ฉายานอกจาก ‘นักทำอาวุธ’ แล้วก็ยังมี ‘สุดเคี่ยว’ อยู่ด้วย เพราะไม่ว่าจะราคา คุณภาพ และวัตถุดิบเธอล้วนแต่เลือก(เรื่อง)มากทั้งสิ้น

แต่ถึงจะเลือก(เรื่อง)มากไปหน่อย แต่ทุกคนก็รับรู้ถึงประสิทธิภาพของอาวุธที่เธอสร้างทั้งยังคุ้มค่ากับราคาที่ต้องเสียไป ปันการัณตีอย่างเต็มอกว่าอาวุธที่เธอสร้างไม่มีทางมีตำหนิ ทั้งยังไม่มีทางเป็นของคุณภาพต่ำที่ใช้งานไม่กี่ทีก็พังลง

เธอสรรสร้างอาวุธทุกชิ้นด้วยความรักและความใส่ใจ ดังนั้นอาวุธทุกชิ้นของเธอจึงประกาศศักดิ์ดาของมันด้วยตัวเองตลอด

และเพราะความช่างสังเกตและเลือก(เรื่อง)มากของเธอนี่เองที่ทำให้เธอมั่นใจว่าเธอจะสามารถเอาชีวิตรอดในโลกนี้ได้

“คุณตา เราอยู่ที่ไหนแล้วจะไปเขตไหนเหรอครั-เอ่อ ขอรับ?”

ปันเห็นว่าเหมือนต้องเดินไปอีกก็ทำเนียนเข้าไปถามคุณตาที่อยู่ข้างตัวทันที ชายชราเห็นเด็กน้อยตัวจ้อยถามเขาทั้งยังเงยหน้าส่งสายตาสงสัยบริสุทธิ์ใจมาให้ก็อดตอบกลับไป ไม่ได้สงสัยเลยว่าเป็นคนจรด้วยกันทำไมถึงไม่รู้จักเขตของตัวเองเลยซักนิด

“ข้าบอกเจ้าก็ได้ ที่นี่คือฝั่งใต้ของเมืองจีคง พวกเราจะเดินไปที่ว่าการเมือง ที่ตรงนั้นทุกเช้าจะมีการแจกอาหารของเหล่าขุนนางทั้งหลายยังไงละ”

“เมืองจีคง?”

“เจ้าไม่รู้รึว่าที่นี่คือเมืองจีคง?” ชายชราเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ เขาจำได้ว่าเคยเห็นเด็กคนนี้อยู่ในวัดร้างอยู่บ่อยๆ ใยเจ้าหนูนี้ทำท่าเหมือนหลงลืมว่าตนอยู่ที่ไหนไปเสียแล้วละ

“ข้าไม่รู้ความขอรับ อ่านหนังสือไม่ออก ไม่รู้เลยว่าอยู่ในเมืองจีคง ว่าแต่พวกเราอยู่ประเทศ เอ่อ หมายถึงเขต? แคว้น? อันใดหรือ…ขอรับ?”

ด้วยความไม่คุ้นชินและไม่รู้เรื่องมากนัก ปันที่มาอยู่ในโลกโบราณของจีนเลยงุนงงสับสนกับภาษาของคนที่นี่มาก คำพูดคำจาคำศัพท์หรือรูปแบบคำก็ปนมัวกันไปหมด จนชายชราที่อยู่ข้างๆถึงกับเริ่มรู้สึกระแวงและค่อยๆถอยห่างจากปันออกไป

“เจ้าเป็นบ้าอย่างนั่นรึ ข้าได้ยินว่ามีโรคบ้าที่ทำให้คนหลงลืมอยู่ หรือเจ้า!?”

“ไม่ๆๆ ไม่ใช่ครับ เอ่อ ขอรับ ข้าเพียงป่วยก่อนหน้านี้ อยู่ๆฟื้นมาก็จำอะไรไม่ได้เลย ท่านตาอย่าเพิ่งกลัวข้า ข้ามันเด็กตัวน้อยไร้ผู้ปกครอง ป่วยใกล้ตาย รอดมาได้ถือว่าบุญที่มีคงหมดแล้ว…ขอรับ”

มีสีข้างเท่าไรก็ไถ่ให้ถลอกไปเลยสิ!

แม้จะไม่รู้ว่าคนที่นี่มีความรู้เรื่องป่วยแล้วความทรงจำหายไปไหม แต่เธอก็จำเป็นต้องแถให้สีข้างถลอกปอกเปลือกแล้ว ณ ตอนนี้ เพราะถ้าหากไม่ทำกลัวว่าจะโดนคนจับเข้ากองไฟเผาตายได้

ว่าแต่……

โลกนี้มีคนจะถูกเผาตายเพราะโดนวิญญาณจากที่อื่นสิงมั้ย?

“เฮ้อ เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าบอกเจ้าก็ได้ พวกเราอยู่เมืองจีคง หนึ่งในเมืองทางเหนือของแคว้นเจียง แผ่นดินต้าเฉิง”

หนึ่งในเมืองทางเหนือแสดงว่าเขตเหนือมีเมืองมากกว่านี้ แคว้นเจียงอาจจะหมายถึงประเทศ ส่วนแผ่นดินต้าเฉิงคงจะราวๆทวีปก็ได้ละมั้ง?

ปันวิเคราะห์ทุกอย่างด้วยสมองที่มีอยู่ เธอขอบคุณคุณตาที่ช่วยบอกข้อมูลพวกนี้ให้ ก่อนจะทำเนียนพูดคุยเรื่องลมฟ้าอากาศกับคุณตาทั้งยังช่วยพยุงคุณตาท่านนี้ไปด้วยตลอดทาง

จนได้รู้ว่าคุณตามีชื่อว่าฉือเปียว เป็นคนจรที่อาศัยอยู่ในวัดร้างแห่งเดียวกับเด็กน้อยคนนี้มาราวๆ 9 ปีแล้ว ขาของคุณตากระแผกไปมาเหมือนเคยได้รับอุบัติเหตุ คุณตาคนนี้บอกว่าอดีตเลยเป็นผู้ลี้ภัยจากหมู่บ้านชนบทที่อยู่ใก้ลกับป่าห่างจากตัวเมืองจีคงราวๆ 60 ลี้

ระหว่างทางโดนสัตว์ปราณโจมตีครอบครัวตกตายทั้งลูกชายและภรรยาเหลือตัวคนเดียวทั้งยังขาหัก เอาเงินไปที่เหลือไปรักษาชีวิตและขารอดชีวิตมาได้แต่ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว เลยกลายมาเป็นคนจรที่หางานเล็กๆน้อยและอาศัยวัดร้างอยู่แทนเพราะไม่มีเงินพอซื้อที่สร้างบ้านนั่นเอง

ปันเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ในหัว ก่อนจะพาคุณตาเปียวคนนี้เดินตามคนจรคนอื่นไปเรื่อยๆ จนท้องฟ้าเริ่มมีแสงของวันใหม่พวกเขาก็เข้าสู่พื้นที่กลางเมืองที่บ้านเรือนดูดีมากขึ้นแทน

“ต่อแถวๆ อยากได้อาหารย่อมต้องเข้าแถวให้เป็นระเบียบ วันนี้เป็นโชคของพวกเจ้า เพราะฮูหยินเจ้าเมืองเป็นผู้ตั้งโรงทานวันนี้ อาหารดีๆทั้งนั้นพวกเจ้าถือว่าโชคดีแล้ว!”

ทหารคนหนึ่งตะโกนเรียกความสนใจของปันที่มองอาคารบ้านเรือนสร้างจากไม้เป็นส่วนใหญ่ให้มองไปตามทิศทางของเสียงที่ว่าทันที

แม้เธอจะอยากมองถนนหนทางที่ถูกปูด้วยก้อนหินแบนๆทั้งก้อนใหญ่และเล็ก หรือมองสำรวจบ้านเรือนรูปทรงโบราณอีกซักหน่อยหนึ่งก็ตาม แต่เพราะผู้คนที่อยู่ล้อมรอบเธอมีแต่คนตัวสูงใหญ่ สุดท้ายเธอเลยมองอะไรไม่เห็นต่อแล้วจึงต้องหันไปสนใจเสียงที่ว่า เนื่องจากผู้คนพากันเข้ามาเบียดคุณตาและเธอที่อยู่ด้านริมๆให้ขยับเข้าไปใกล้ข้างหน้าเรื่อยๆ

“โอ้ย!”

ปันร้องเสียงดังเพราะโดนเยียบเท้า เด็กน้อยรีบเดินลอดแขนขาของพวกผู้ใหญ่ตัวโตไปจนถึงเบื้องหน้าโดยไม่สามารถพาคุณตาเปี่ยวมาได้ เมื่อมาถึงก็พบว่าเธอมาหยุดอยู่ที่นายทหารคนหนึ่งพอดิบพอดี

ชายหนุ่มร่างสูงสวมชุดรัดกุมบนอกมีเกราะอ่อนสีดำคาดทับอกฝั่งซ้ายอยู่ ด้วยสายตาของปันที่ผ่านการทำอาวุธด้วยวัสดุมากมายมา เธอรับรู้ทันทีว่ามันเป็นเพียงแผนโลหะบางๆที่ถูกเผาและตีจนแบนให้มีขนาดปกปิดหน้าอกเพื่อปกป้องหัวใจของมนุษย์ได้เท่านั้น

“วัสดุเปราะบางขนาดนี้ มีดสั้นที่ด้อยคุณภาพที่สุดของฉันคงพังได้ง่ายดายเลยละ”

ปันมองพิจารณาแล้วก็วิจารณ์ออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา ก่อนดวงตาจะกวาดมองไปที่จุดอื่นอีก เสื้อผ้าสีเขียวตัวนอกเหมือนมีสีดำเป็นตัวในอีกชั้นหนึ่งดูแล้วไม่สบายเลยซักนิด ดวงตากลมโตของเธอมองไปที่แขนซึ่งมีปอกแขนโลหะหุ้มไว้อีกที่ก็เมินไป

ก่อนดวงตาของเธอจะมองไปที่อาวุธที่เป็นดาบยาวซึ่งอยู่ข้างเอวของอีกฝ่าย

อาวุธ!

นายทหารที่โดนจ้องมาซักพักแล้วเริ่มก้มมองว่าสายตาที่ว่ากำลังสนใจอะไรอยู่ เพราะเขารับรู้ว่าถูกมองมาซักพักแล้วแต่มองไปทั่วก็ไม่รับรู้เลยว่าใครมองอยู่ พอก้มมองระดับต่ำกว่าเอวของตัวเองก็พบว่า เป็นเด็กหน้าตาสะอาดผิวคล้ำแต่เสื้อผ้ามอมแมมและสปรกคนหนึ่ง กำลังมองไปที่ดาบข้างเอวของเขา

“เจ้าหนู สนใจงั้นรึ?”

“คระ ขอรับ พี่ชายเป็นทหารสินะขอรับ ดาบนี้ของพี่ชายใช่มั้ยขอรับ?”

คำพูดแปลกๆแต่นายทหารคิดว่าเป็นเพราะเด็กจรเหล่านี้ไม่รู้ความเลยเลือกไม่สนใจคำพูดแปลกๆนิดหน่อยของอีกฝ่าย แต่หันมาหยิบดาบและฟักดาบของตัวเองออกมาอวดเด็กน้อยตรงหน้าอย่างภาคภูมิใจ

“ใช่แล้ว เจ้าตาถึงนะ ดาบของข้าใช้เงินตำลึงทองที่ข้าเก็บมา 10 ปีซื้อมาเชียว แม้จะไม่ใช่อาวุธปราณระดับ 1 ก็ตาม แต่มันก็ถือว่าดีมากในเมืองนี้เชียวละ”

เขาไม่ได้พูดโม้เกินจริง อาวุธทุกชิ้นล้วนแต่เป็นของแพง หากอยากได้อาวุธดีๆต้องหาช่างตีดาบที่ดีๆทำให้ซักอัน เพียงแต่ช่างทำอาวุธมือดีล้วนแต่มีลูกค้าใหญ่โตมีเงินเข้าหา ไม่สนใจทหารผู้น้อยและมีเงินน้อยอย่างเขา

ดาบที่เขามีก็ถือว่ายอดเยี่ยมระดับหนึ่งเลย ภายในเมืองจีคงถือว่าเป็นนับชั้นดีระดับต้นๆเลยก็ว่าได้!

“อาวุธปราณ?”

ปันที่ได้ยินก็พลันเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมา อาวุธประเภทดาบยาวตรงหน้าไม่มีอะไรให้เธอสนใจเท่าไร มองดูจากปลอกดาบและด้ามจับก็รู้แล้วว่าใช้ไม่นานคงพังลง ตัวด้ามจับก็ไม่ปราณีทั้งปลอกก็ยังทำจากหนังวัวที่นานไปกลิ่นจะเหม็นขึ้นเรื่อยๆ

ไม่แน่ปอกดาบนี้อาจจะทำให้ดาบภายในมีกลิ่นเหม็นอับและเกินความชื่นได้ง่าย ทำให้โลหะหรือเหล็กพวกนี้กร่อนเร็วบางเร็วเป็นเหตุให้พวกมันพังเร็วขึ้นนั่นเอง

ช่างฝีมือสมัยนี้ทำงานชุ่ยจริงๆ!!

“เจ้าไม่รู้จักหรือเจ้าหนู อาวุธปราณคืออาวุธที่ถูกตีขึ้นด้วยช่างทำอาวุธที่มีความสามารถ ในแผนดินต้าเฉิงแห่งนี้มีผู้ที่ได้ขนานนามว่า สุดยอดช่างทำอาวุธเพียง 2 คนเท่านั้น แถมท่านสุดยอดช่างที่ว่ายังเสียชีวิตไปแล้วคนหนึ่ง อีกคนก็เร้นกายหายหน้าไปจากแผ่นดิน ที่สำคัญคืออาวุธของทั้งสองท่านที่เป็นสุดยอดอาวุธปราณมีเพียงแค่ 5 ชิ้นเท่านั้นเอง!”

อาวุธปราณ?

ช่างทำอาวุธ?

สุดยอดช่างทำอาวุธ!!!!

ฟังแล้วไพเราะยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ฟังแล้วเหมือนฉายานักทำอาวุธที่เก่งที่สุดในประเทศของเธอไม่มีผิด

ใช่แล้ว

ต่อไปเธอจะเป็นสุดยอดช่างทำอาวุธ ทะลุมิติมาโลกอื่นแล้วยังไง? ความใฝ่ฝันของเธอคือการได้ทำอาวุธที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อมาโลกนี้เธอก็จะเป็นนักสร้างอาวุธที่มีชื่อเสียงเหมือนเดิม

เป็นสุดยอดช่างทำอาวุธไงละ!!

// หนทางสู่สุดยอดช่างทำอาวุธครับ!!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...