โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชีวิตที่สมดุลของ ‘พล ตัณฑเสถียร’ ในวันที่ปล่อยวางความเป็นตัวตน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 14 มิ.ย. 2567 เวลา 07.49 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2567 เวลา 07.49 น.

ชีวิตที่สมดุลของ ‘พล ตัณฑเสถียร’ ในวันที่ปล่อยวางความเป็นตัวตน

กลับมารับละครอีกครั้งก็ทำเอาแฟนๆ ถึงกับฮือฮา เมื่อนักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมืออย่าง พล ตัณฑเสถียร กลับมาในบทบาทของ ‘คุณชายรณพีร์’ ในละครชุดดวงใจเทวพรหม ซึ่งกำลังออกอากาศทางช่อง 3 อยู่ในตอนนี้

โดยการกลับมารับงานเจ้าตัวก็บอกว่า นอกจากแฟนๆ จะดีใจแล้ว ตนเองก็ดีใจไม่แพ้กัน กับการที่ไม่มีผลงานละครออกมาให้ได้ติดตามตลอดเหมือนนักแสดงคนอื่นนั้น พลก็ว่าเป็นเพราะเหตุปัจจัยต่างๆ ประกอบกัน

“ส่วนมากก็จะดูบทด้วยว่ามันเหมาะกับเราหรือเปล่า ถ้าสมมุติว่ามันไกลตัวเกินไป หรือว่าไม่เหมาะผมอาจจะไม่รับ”

“เรารู้ตัวว่าเราเป็นคนที่ไม่ได้เล่นละครเยอะมาก พอเราทิ้งช่วงมาแล้ว ก็จะทิ้งช่วงนานเลย เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ได้มองว่าเราเป็นคนเล่นละครเก่ง ลงไปแล้วเล่นได้เลย คือเหมือนต้องเอาไปเคาะสนิม” เพราะฉะนั้นในการเลือกรับงานละครแต่ละครั้งจึงต้องมั่นใจแล้วว่าจะไม่ทำให้ทีมงานในกองนั้นๆ ต้องเดือดร้อน

“เวลาเขาจะเลือกเราไปเล่นเขาก็คงคาดหวังแหละ คนที่อยู่ในอายุรุ่นเดียวกับเรา ก็เรียกได้ว่ามีตัวเลือกหลายคน บางคนก็อาจจะเล่นละครบ่อยกว่าเรา หรือมองว่าบางคนอาจจะเหมาะสมกว่าเรา”

“เพราะฉะนั้นก็จะดูว่ามีความเหมาะสมจริงๆ ในเรื่องของเวลา ในเรื่องของการรับแล้วมั่นใจว่าเราทำได้” รวมถึงข้อจำกัดในเรื่องของเวลาทำงานด้วย “เนื่องจากว่าเราทำโปรดักชั่นของเราเองด้วย แม้ว่าจะเล็กๆ แต่สัปดาห์หนึ่งก็กินเวลาไปแล้ว 4-5 วัน ดังนั้นจะเหลือเวลาไม่เยอะ”

“อาทิตย์นึงถ้าจะถ่าย 3 วัน เราขอไปวันนึงได้ไหม ก็จะมีข้อจำกัดตรงนั้นด้วย”

ในเรื่องของการบาลานซ์การทำงานกับการพักผ่อนก็สำคัญ “เราเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ การพักผ่อน ด้วยอายุที่พอมากขึ้นแล้ว เราก็พยายามสมดุลไลฟ์สไตล์ของเราในเรื่องของงานให้เหมาะกับตัวเอง เป็นคนที่ไม่ฝืนทำอะไรที่รู้สึกว่าจะทำให้เราเหนื่อยเกินไป”

“เราให้เวลากับการออกกำลังกายค่อนข้างเยอะ” ก่อนจะเล่าต่อว่า “เอาจริงๆ พอเราอายุขึ้นเลข 5 แล้ว เราเริ่มเห็นอะไรเยอะ เราเริ่มจะต้องไปงานของเพื่อนๆ หรือคนรู้จักที่ใกล้ตัว เลยรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร” นั่นเลยทำให้รู้สึกว่าการที่ทำงานหนักมาตลอด แถมในมุมของการใช้เงินก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือย เงินที่มีก็สามารถอยู่จนถึงวันสุดท้ายได้แบบไม่ขัดสน เลยเป็นโอกาสให้สามารถเลือกสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีสติ

“มีสติในที่นี้ผมไม่ได้มองว่าของบางอย่างเรารู้สึกว่าเราอยากทำ ถ้าเกิดว่ามันล้นมือของเราจนรู้สึกว่าเราทำได้ไม่ดี หรืออาจจะไม่มีเวลาพอ เราก็อาจต้องยอมตัดใจ”

“ต้องพยายามดูแลตัวเองให้ดีด้วย” พล ตัณฑเสถียร ในวัย 53 ปี ก็ได้เล่าถึงชีวิตที่เริ่มปล่อยวางสิ่งที่แบกอยู่เริ่มจากเรื่องเล็กน้อยอย่าง การซื้อเสื้อผ้า ที่เมื่อก่อนเสื้อผ้าราคาแพงก็จะต้องมานั่งกังวลในการซักการดูแล “บางทีมีแบบแม่บ้านเอาไปซักแล้วเสีย เราก็รู้สึกหงุดหงิด โกรธ คือสมัยนี้ ถ้าเกิดซื้อใหม่ได้ก็ซื้อ แต่ส่วนมากก็ไม่ซื้อ เพราะเราเคยมีครั้งหนึ่งแล้วก็มีความรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องมีแล้ว จะไม่ค่อยยึดติดกับเรื่องพวกนี้” หรือแม้กระทั่งเรื่องใหญ่อย่างเรื่องการควบคุมอารมณ์ จากที่เคยใช้โซเชียลมีเดียเป็นที่ระบายอารมณ์ ตอนนี้ก็เปลี่ยนไป

“ของบางอย่างเวลาที่เรามีสติแล้วเราทำไป มันก็มีข้อดีของมันเอง แล้วเราก็ลองมองกลับไปที่ตัวตนของเราที่ไม่มีสติ ก็มีความรู้สึกว่ามันไม่น่ารักเลย” การที่ได้เปลี่ยนวิธีการคิดให้เติบโตขึ้นตามกาลเวลาก็ทำให้ได้ค้นพบสัจธรรมและเห็นความสำคัญในเรื่องอื่นๆ มากขึ้น

“เริ่มมีความรู้สึกว่า ทุกเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ เราควรจะดีกับคนที่เราควรจะดีด้วย หมายถึงครอบครัว หลายครั้งที่เขาขอเวลาเรา พักหลังผมมีความรู้สึกว่าถ้าติดงานก็เลื่อนได้ ถ้ากันเวลาให้ที่บ้านได้ มันเป็นเวลาที่มีคุณค่านะ เราควรจะให้เขาบ้าง” หรือแม้กระทั่งเรื่องเพื่อน จากที่เป็นคนเพื่อนน้อยจนถึงแทบจะไม่มีเพื่อน ก็กลับมามีความรู้สึกว่า “ถ้าเกิดสมมุติเราทำงานหนัก มีเงินเยอะ จนสามารถดูแลตัวเองได้ หรืออะไรหลายๆ อย่างได้ แต่เราไม่มีเพื่อน มันดูน่าหดหู่เหมือนกัน”

“พอโตขึ้นมาวันหนึ่งเรารู้สึกโหรงมากว่า เฮ้ย เราไม่มีเพื่อน เลยค่อยๆ กลับมาเปิดใจ รับเพื่อนเข้ามาในชีวิตใหม่ จากเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มารีคอนเน็กต์กับเขา”

“เริ่มที่จะขอไลน์และสร้างกรุ๊ปขึ้นมาเล็กๆ เริ่มที่จะไปทำอาหารและไปเจอกับคนใหม่ๆ ที่รู้สึกว่าวัยใกล้กันและคุยกันรู้เรื่อง ซึ่งเราก็รู้สึกว่าชีวิตแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน เจอกับเพื่อนเดือนละครั้ง ให้รู้สึกว่าชีวิตมันบาลานซ์มีอะไรมากกว่างานอย่างเดียว” ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็ยอมรับตามตรงว่า “ชอบชีวิตแบบนี้มากกว่า”

“เราลองมองย้อนกลับไปว่าที่ผ่านมาเราก็เป็นคนอำมหิตเหมือนกันนะ คือไม่ค่อยสนใจในเรื่องของมิตรภาพในแง่ของเพื่อน คิดแต่เรื่องของงานเป็นหลัก”

“เวลาเขามีเลี้ยงรุ่นก็นั่งคิดแต่ว่าไม่อยากไป เราเป็นนักแสดงเดี๋ยวไปแล้วจะมีแต่คนขอถ่ายรูป จะไม่สนุก ไปคิดอะไรที่ทำให้ติดอยู่กับตัวตนของความเป็นพล ซึ่งในวันหนึ่งก็จางๆ ไป” แต่วันนี้อะไรที่เราสามารถดึงสายสัมพันธ์กลับมาได้ ก็พยายามทำ

หรือในเรื่องของการดูแลตัวเอง พลก็ว่า “จะเป็นด้วยความโชคดีที่เรามาทำงานในเรื่องของอาหาร ทีนี้ก็เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ว่านอกจากความอร่อยแล้วยังมีเรื่องของสุขภาพ”

“ก็เลยกลับมาในเรื่องดูแลตัวเองว่าออกกำลังกายให้เพียงพอ อย่าให้อ้วนเกินไป แล้วเราเป็นคนที่ทานอาหารที่บ้านบ่อยกว่าทานข้างนอก คือพยายามจะลิมิตว่าทานข้างนอกอาทิตย์นึงไม่เกิน 3 ครั้ง ที่เหลือก็ทำอาหารทานเอง” แต่ยังไม่ถึงขั้นกับปลูกผักทำสวนเองขนาดนั้น

“จะเชื่อในเรื่องของการอย่าทานน้ำมันเยอะ อย่าทานเค็มเยอะ อย่าทานหวานเยอะ พยายามบาลานซ์รสตรงนั้นมากกว่า” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถามว่ายังติดกับเรื่องความอร่อยไหม ก็ยอมรับว่าติด พร้อมเล่าว่า

“กลางคืนเวลาดูหนังก็โทรสั่งป๊อปคอร์นมากิน แต่ก็จะบาลานซ์ ก็ให้เป็นโอกาสพิเศษแล้วกันว่า คืนนี้อยากนอนดึกๆ แล้วอยากดูหนัง อยากกินขนมอร่อยๆ แต่ก็ให้ลิมิตที่ตรงนั้น”

“แล้วก็รู้แล้วว่าชีวิตช่วงที่เหลือของสัปดาห์นั้นต้องทำตัวดีๆ นะ”

เป็นการ เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ที่แท้จริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชีวิตที่สมดุลของ ‘พล ตัณฑเสถียร’ ในวันที่ปล่อยวางความเป็นตัวตน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...