ตาคลี เจเนซิส : ความย้อนแย้งของการท่องเวลา
บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
เธอชื่อสเตล่า ลูกสาวของพ่ออเมริกัน แม่ชาวอีสาน เธอเติบโตในหมู่บ้านเล็กๆ ทางภาคอีสาน ในยามบ่าย พ่อพร่ำสอนเรื่องจักรวาล ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ พอตกเย็นทั้งบ้านก็เข้าร่วมพิธีบูชาเจ้าแม่ดอนหาย ที่มีตำนานว่ามีชาวบ้านเข้าไปขโมยแหวนวิเศษเจ้าแม่ดอนหายดัวยความโลภ เจ้าแม่จึงสาปให้หมู่บ้านนี้ต้องประสบแต่ความแห้งแล้งไปตลอด และทุกปี ชาวบ้านต้องทำพิธีบูชาขอขมา สวดภาวนาขอเจ้าแม่ให้อภัยและทำให้หมู่บ้านกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยห้ามไม่ให้หันหลังกลับไปมองหรือกลับเข้ามาในป่าอีก พอตกกลางคืน วิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์ก็ปะทะกันเมื่อสเตล่าพบว่า พ่อของเธอเข้าไปในป่า สวมกำไลพิลึกๆ และพยายามสื่อสารกับลูกบอลประหลาดที่เรืองแสงและลอยได้ พ่อบอกว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นให้ใช้วิทยุส่งโค้ด ‘บราโว่ 125’ แล้วจะมีคนมาช่วย พลันเจ้าแม่ดอนหวายปรากฏกายคล้ายสัตว์ประหลาดยักษ์ จากนั้นก็มีคนร่วงหล่นลงมาจากฟ้า เสตตล่าวิ่งเตลิดจนสบไป เมื่อตื่นมา เธอพบว่าพ่อของเธอหายตัวไปแล้ว
หลายปีต่อมา สเตล่าหรือหล้าที่ยังคงมีความหลังฝังใจกับหมู่บ้าน ย้ายออกไปเรียนเมืองนอกและกลับมาใช้ชีวิตในตัวเมือง ตอนนี้ เธอมีลูกสาวหนึ่งคน เพิ่งเลิกกับสามีและต้องออกจากงานอย่างไม่ยุติธรรม จู่ๆ อิฐ เพื่อนเก่าก็โทรมาหาและบอกว่าแม่เธอเข้าโรงพยาบาล เธอจึงต้องกลับมาที่ดอนหายอีกครั้ง
ที่โรงพยาบาล แม่บอกเธอว่าได้เวลาออกไปตามหาพ่อแล้ว พร้อมกับกระซิบโค้ดลับ ‘บราโว่ 125’ กับเธอ ก่อนจะบอกให้เธอเอากำไลกับแหวนวิเศษไปที่ค่ายรามสูรเพื่อเปิดตาคลีเจเนซิส แรกทีเดียว หล้าคิดว่าแม่เพ้อ แต่คืนนั้น หลังหายตัวไปสามสิบปี เธอได้ยินเสียงของพ่อในวิทยุสื่อสารเครื่องเก่า นั่นเท่ากับว่าทั้งหมดคือเรื่องจริง แต่กำไลเดียวที่เหลือเป็นกำไลของ ลุงจำนูญ ผู้ใหญ่บ้านที่หน้าตาไม่แก่ลงเลยตลอดสามสิบปี สเตล่าจึงไปขอร้องให้ ก้อง -ลูกชายลุงจำนูญที่หน้าไม่เปลี่ยนเลยเช่นกัน- ช่วยขโมยกำไลแล้วเขาไปเอาแหวนในป่าดอนหาย จากนั้นจึงเดินทางไปห้องเรดาร์ร้างใต้ดินในค่ายรามสูรเพื่อเปิดเครื่องตาคลีเจเนซิส ซึ่งคือเครื่องเดินทางย้อนเวลาที่ประกอบด้วยกำไลซึ่งทำหน้าทีเป็นรีโมตคอนโทรลบังคับลูกบอลซึ่งเป็นเสมือนเครื่องวาร์ป ล้อมรอบด้วยวงแหวนห้าวง แต่ละวงทำหน้าที่ต่างกันไป ตอนนี้บางวงแตกหักเสียหายกระจัดกระจายไปอยู่คนละห้วงเวลา เธอต้องข้ามเวลาไปซ่อมแซมเสียก่อนจึงจะใช้งานได้ มหกรรมข้ามเวลาเพื่อซ่อมเครื่องและช่วยพ่อจึงเกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ
นี่คือหนังที่พอจะเรียกได้ว่า ‘ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์’ (แปลงตามอำเภอใจจากคำว่านิยายวิทยาศาสตร์ ซึ่งมาจากคำว่า Science -fiction อีกที และกลายเป็นคำทำนายถึงหนังกลายๆ เพราะดูเหมือนคำแปลของคำว่า sci-fi ในภาษาไทยไม่ได้ถูกแปลเผื่อหรือเหลือให้พื้นที่ไว้สำหรับเรื่องเล่ารูปแบบอื่นนอกจากงานเขียน) และความน่าตื่นเต้นของหนังเรื่องนี้ในฐานะหนังไซ-ไฟ คือมันมีพื้นมาจากหนังไซ-ไฟอเมริกัน แต่มันกลายพันธุ์และงอกเงยออกมาในแบบของมันเอง ทั้งมันถูกคิดขึ้นโดยมีพื้นฐานจากภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของไทย เหตุการณ์จะเกิดขึ้นได้เฉพาะที่นี่ ตรงนี้ ไม่สามารถยกเรื่องเล่าทั้งหมดไปสวมลงบนพื้นที่อื่นแล้วเล่าได้โดยไม่ต้องดัดแปลงอะไร ขณะเดียวกัน สำหรับคนที่เติบโตมากับหนังไซ-ไฟในยุคทศวรรษที่ 90 – 2000’s หรือคือยุคที่วิทยาศาสตร์ในหนังเป็นเครื่องมือของความสนุกในการสร้างโลกพาฝันจำลองขึ้นมาเพื่อผจญภัย (ขอให้นึกถึงความย้อนยุคที่กลับมาปรากฏใหม่ในซีรีส์ Stranger Things -ที่คารวะจิตวิญญาณไซ-ไฟเด็กเล่นของยุค 90s ด้วยการทำขึ้นใหม่) มากกว่าจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของความฉลาดที่วางตัวขึงขังตลอดเวลา การมีไซ-ไฟที่เราจินตนาการได้เองว่า ใต้ค่ายรามสูรมีห้องเรดาร์ลับ (ไม่ใช่สถานที่ที่ต้องจินตนาการขึ้นโดยเลียนแบบว่ามันคืออะไรสักอย่างที่คล้ายๆ เมืองเล็กๆ ในอเมริกา) หรือการเดินทางข้ามเวลาจะพาเรากลับไปยังเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา หรือการที่ไคจูถล่มอุดรธานี ไม่ใช่โตเกียวหรือนิวยอร์ค การที่ไซ-ไฟที่สร้างขึ้นจากรากของประวัติศาสตร์บาดแผล และความพาฝันของเรานี้เองทำให้มันเชื่อมโยงกับเรา ทำให้เด็กๆ จากอุดรธานีข้ามเวลาได้โดยไม่ต้องเป็นลูกชายของนักบินอวกาศในนาซ่า และทำให้เจ้าพ่อเจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์อาจจะเป็นเอเลี่ยนที่เกิดจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของรัฐ และก็เพราะความเป็นไซ-ไฟนี้แยกไม่ออกจากความเป็นอเมริกันในฐานะผู้นำของระเบียบโลกใหม่ค่ายเสรีนิยม หลังชนะสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกาตั้งมาตรฐานของการคิดถึงความเป็นไปได้ของโลกใหม่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ผลิตซ้ำผ่านสื่อบันเทิง เรื่องเล่า ข่าว และแพร่กระจายออกไปทั่วโลก ในทางหนึ่ง อเมริกาจึงเป็นคล้ายๆ เจ้าอาณานิคมทางความคิดอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งโดยเฉพาะในตลอดหลายทศวรรษของสงครามเย็น (กระนั้นก็ตาม หากมองจากฟากสังคมนิยม หนัง/นิยายไซ–ไฟของสหภาพโซเวียต ก็แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง)
ด้วยเหตุนี้ หากจะมีอะไรที่เชื่อมโยงโลกของ อเมริกันไซ-ไฟ เข้ามาหาประเทศเล็กๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แล้วล่ะก็ มันย่อมควรเชื่อมโยงผ่านการปรากฏของอเมริกันในยุคสงครามเย็นที่มีประเทศไทยเป็นฐานทัพในการทำสงครามกับเวียดนาม ที่เป็นตัวแทนของลัทธิคอมมิวนิสต์
ในบทนำของหนังสือ ‘ในกระจก : วรรณกรรมและการเมืองสยามในยุคอเมริกัน’ (In the Mirror: Literature and Politics in Siam in the American Era) ซึ่งเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นไทยที่คัดสรรและแปลเป็นอังกฤษ โดย เบน แอนเดอร์สัน และ รุจิรา เมนดิโอเนส ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1985 ก่อนจะถูกแปลกลับเป็นภาษาไทยโดย ไอดา อรุณวงศ์ และ พงษ์เลิศ พงษ์วนานนท์ (แปลเฉพาะบทนำ ส่วนเรื่องสั้นใช้ต้นฉบับเดิม) ในปี 2010 นั้น เบน แอนเดอร์สันได้สรุปรวบยอดถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงยุคปัจจุบัน (ตามปีของหนังสือ) ได้อย่างน่าตื่นเต้น ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ประเทศ การถือกำเนิดของคนชั้นกลางที่มาพร้อมกับการขยายตัวของการศึกษา และการที่ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบเผด็จการระลอกแล้วระลอกเล่าโดยเชื่อมโยงกับบทบาทของอเมริกาในไทยและในอุษาคเนย์ โดยในตอนหนึ่งของบทความ เบน แอนเดอร์สันเขียนถึงการเมืองไทยในยุคหลังเหตุสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ซึ่งทำให้ ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัย ตามด้วยยุคสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องสิ้นสุดลงพร้อมกับการมาถึงของเผด็จการ ‘รุ่นใหม่ของรุ่นใหม่’ อย่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไว้ว่า
“…เผด็จการทหารในช่วงหลังสงครามนี้ยังต่างจากเผด็จการรุ่นก่อนหน้าในอีกแง่มุมหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือเผด็จการรุ่นนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากอำนาจภายนอกคือสหรัฐอเมริกา ทั้งจอมพลป. พล ต.อ.เผ่า จอมพลสฤษดิ์ และพรรคพวก ต่างก็เรียนรู้ตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้แล้วว่าพวกตนสามารถได้รับความช่วยเหลือทางการทหารและการเงินจำนวนมหาศาลจากวอชิงตันถ้าหากว่าพวกตนพร้อมที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับการดำเนินสงครามเย็นของอเมริกาในเอเชีย รัฐบาลไทยยอมรับรัฐบาลหุ่นเชิดเบ๋าได๋ในไซ่ง่อน ส่งกำลังทหารเข้าไปในเกาหลี ออกกฏหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างแข็งขันตามแนวทางอเมริกัน ให้สำนักงานใหญ่ SEATO เข้ามาตั้งฐานบัญชาการ และต่อมากลายเป็นฐานปฏิบัติการทางอากาศและหน่วยข่าวกรองที่สำคัญของอเมริกาในการทำสงครามกับเวียดนาม เขมรและลาว”
“..หากจะเรียกช่วงระยะเวลาหลายปีของเผด็จการสฤษดิ์ (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 จนเมื่อเขาจบชีวิตด้วยโรคตับแข็งในปี 2506) รวมถึงช่วงของคณะพรรคและผู้สืบทอดอันได้แก่ จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุสเถียร (พ.ศ. 2506-2516) นี้ว่า ‘ยุคสมัยอเมริกัน’ ในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ก็คงไม่เป็นการเกินเลยแต่อย่างใด…”1
SEATO มีชื่อเต็มว่า องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEATO (Southeast Asia Treaty Organization) ตั้งขึ้นในปี 1955 โดยมีกรุงเทพฯ เป็นสำนักงานใหญ่ จนกระทั่ง “…หลังเวียดนามโจมตีเรือรบสหรัฐอเมริกา สภาคองเกรสสหรัฐก็มีมติว่าเวียดนามละเมิดกฏบัตรสหประชาชาติที่มีผลต่อสันติภาพ สหรัฐอเมริกาจึงส่งกองกำลังทางทหารเข้ามาไทยเพื่อปฏิบัติการโต้ตอบ ในปี 2507 เจ้าหน้ากองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาในไทยมี 3,000 คน และเพิ่มเป็น 33,500 คนในปี 2512 ช่วงปี 2507-2512 รัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐอเมริกาใช้ฐานทัพอากาศในไทย (ที่จังหวัดอุดรธานี, นครพนม, อุบลราชธานี, นครราชสีมา, นครสวรค์, ชลบุรี, กรุงเทพฯ) เพื่อทำสงครามอินโดจีน ประเทศไทยเองก็ส่งทหารเข้าไปเวียดนามในปี 2507-2509 ตามคำร้องของเวียดนามใต้…” 2 และจากรายชื่อ เราจึงเห็นได้ว่า อุดรธานี และตาคลี นครสวรรค์สำคัญอย่างไรในยุคสมัยแห่งสงครามเย็น
สเตล่าในฐานะลูกสาวของหญิงพื้นเมืองอุดรธานีและซีไอเอจากอเมริกา ในทางหนึ่งเธอจึงคือเลือดเนื้อเชื้อไขของสงครามเย็น เป็นพลพวงที่ยังมีลมหายใจจากยุคสมัยอเมริกัน ซึ่งกินความทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ไปจนถึงวัฒนธรรม ลักษณะทางกายภาพของสเตล่าในฐานะลูกครึ่ง หรือสถานะทางสังคมแบบคนชั้่นกลางในเมือง จึงซ้อนทับเข้ากับสถานะของชนชั้นกลางไทยที่เกิดขึ้นใหม่ผ่านทาง ‘ความย้อนแย้ง’ ของการเข้ามาของอเมริกาที่“…มาตราการเหล่านี้และงบประมาณใช้จ่ายทางทหารจำนวนมหาศาลของอเมริกันในสยามช่วงหลังปี พ.ศ.2507 ที่สงครามอินโดจีนกำลังตึงเครียด ส่งผลส่วนหนึ่งให้เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟูอยู่นานต่อเนื่องตลอดทั้งทศวรรษ ซึ่งก็ทำให้ชนชั้นกลางไทยของจริงถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย…” 3 และลักษณะทางความคิดแบบเสรีนิยมอเมริกันภาคภาษาไทย สเตตล่าจึงไม่ใช่เพียงบุคคลเฉพาะ หากยังเป็นภาพแทนเราหลายคนหรือเกือบทุกคนในฐานะลูกหลานทางความคิดของยุคสมัยอเมริกันในสังคมนี้
เหตุนี้ จึงน่าสนใจมากที่หนังทั้งเรื่องยืนอยู่บนไอเดียเชิงปัจเจกของการ ‘ตามหาพ่อ’ ผ่านการย้อนเวลา เราเข้าใจและยอมรับการผจญภัยของสเตล่าและผองเพื่อนได้ไม่ยากเพราะเรายอมรับคุณค่าแบบครอบครัว ก่อนที่เราจะได้เรียนรู้ว่าในการย้อนเวลาแต่ละครั้งเพื่อ ‘ช่วย’ เราก็ได้ ‘ทำลาย’ โลกแบบเดิมไปพร้อมๆ กันจากการสูญเสียระเบียบเวลาดั้งเดิม หนำซ้ำ ในการช่วยแต่ละครั้งก็ส่งผลกระทบไปยังผู้คนรอบนอก ตัวอย่างเช่น การตามหาวงแหวนที่บ้านเชียงนำไปสู่การทำให้ซอมบี้บุกเข้ามาทำลายล้างชาวบ้านที่ถูกวงแหวนปกป้องไว้ หรือการกลับมาแล้วพบว่า การข้ามเวลาทำให้อุดรธานีล่มสลายกลายเป็นแดนร้างเช่นกัน การเอาวงแหวนในอนาคตทำให้หนุ่มสาวใน ‘นิว ยู-ดอว์น’ อาจถูกทำลายจากมิสไซล์ของนครหลวงที่วงแหวนช่วยปกป้องเอาไว้
แต่ทุกห้วงเวลาทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบันในอีกแบบหนึ่งนั้นตัดขาดออกจากห้วงเวลาปัจจุบันของสเตล่า ราวกับเธอคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ถ้าเดินหน้าช่วยเหลือครอบครัวตัวเองต่อไป เธอจะย้อนไปแก้ไขทุกอย่างแม้จะยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง การท่องเวลาทำให้เธอพลัดหลงกับลูกสาว ซึ่งทางที่ถูกต้องสำหรับมวลชนคือการปล่อยทิ้งลูกและพ่อไว้ในต่างมิติ เพราะยิ่งท่องเวลาไปก็จะยิ่งเลวร้าย ผลสืบเนื่องของมันทำให้เจ้าแม่ดอนหายกลายเป็นไคจู ทั้งยังเกิดระเบิดนิวเคลียร์ในอุดรธานี หรือจะพูดให้ง่ายว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะสเตลล่าพยายามช่วยพ่อและช่วยลูก แต่เราคงไม่สนับสนุนให้เธอทิ้งลูกไว้บ้านเชียงเพื่อช่วยโลก เพราะเราเชื่อมั่นในพลังแห่งความรักของครอบครัวนิวเคลียร์แบบอเมริกันมากกว่าสังคมรวมหมู่แบบคอมมิวนิสต์ เราจึงบอกได้ว่าการท่องเวลาของเธอคือความย้อนแย้งในตัวมันเอง การทำลายอุดมการณ์แบบหนึ่งเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์อีกแบบ เช่นเดียวกันกับวงแหวนแต่ละวงที่ทำหน้าที่ปกป้องผู้คนจากภยันตรายภายนอก (ซอมบี้/มิสไซล์) แต่ขณะเดียวกันก็จองจำผู้คนไว้ภายในให้ต้องใช้ชีวิตอย่างจำกัด อย่างไม่อาจต่อต้าน หรือไม่อาจเลือกทางเดินของตัวเองได้ เราอาจจะกล้อมแกล้มไปแบบเดียวกับอิฐที่บอกว่า ถึงอย่างไรบ้านเชียงก็ต้องล่มสลายไปตามประวัติศาสตร์ในอดีต แต่นั่นเป็นเพียงเครื่องปลอบใจว่าการท่องเวลาของเราไม่ใช่การทำลายแต่เป็นการช่วย ทั้งช่วยได้และช่วยไม่ได้
ถึงที่สุด ทุกตัวละครต่างทำเพื่อตัวเอง หนังขึ้นถึงจุดเร้าอารมณ์สูงสุด เมื่อก้องที่เป็นตัวละครลึกลับผู้ไม่เคยโตขึ้นเลยตลอดหลายสิบปี ท่องเวลากลับไปยังที่ที่เขาจากมา ในเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาเพื่อค้นหาว่าที่จริงแล้วเขามาจากไหน และพบความจริงว่าเขาไม่ได้เกิดและโตที่ดอนหาย หากแต่เขาคือหนึ่งในผู้ร่วงจากฟ้าจากฝีมือของรัฐบาล ‘นครหลวง’ ด้วยความร่วมมือกับอเมริกาที่ใช้ตาคลีเจเนซิสในการเคลื่อนย้ายศพของนักศึกษาผู้ชุมนุมมาทิ้งในเวลาอื่น แบบเดียวกับที่เสตลล่าเคยได้เห็นกับตาในเดือนพฤษภาคมปี 2535 ในคืนที่พ่อหายตัวไป เช่นเดียวกับที่ยุคสมัย ‘อเมริกานุวัตร’ ที่เต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ -ไคจูของสงครามเย็น, การทิ้งระเบิดนาปาล์ม (ไม่ใช่ที่อุดรธานีแต่คือเวียดนามเหนือ) หรือแม้แต่การเข้ารวมกับเผด็จการในหลายประเทศในการปราบปรามประชาชน ตั้งแต่ละตินอเมริกามาจนถึงประเทศไทยภายใต้ฉลากคอมมิวนิสต์ที่เราคุ้นเคย ในขณะเดียวกัน การเข้ามาของอเมริกา ก็มาพร้อมกับการพัฒนาประเทศไทย มาพร้อมกับถนนมิตรภาพ คำขวัญ น้ำไหลไฟสว่าง ไปจนถึงการขยายการศึกษาให้กว้างไกลจนในที่สุดเราได้ชนชั้นใหม่ขึ้นมา และ ‘ความย้อนแย้ง’เหล่านี้เองที่ผลักให้หนังเดินไปข้างหน้า การเดินทางของสเตล่าในฐานะผู้ครอบครองเวลา จึงก่อเรื่องไปทั่วไม่ต่างจากการเดินทางของอเมริกาในฐานะผู้ครอบครองระเบียบโลกใหม่ที่ทั้งสร้างและทำลายโดยเล็งเห็นผลประโยชน์ของตัวเองเป็นสำคัญ
ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นว่าทุกคนตกเป็นเหยื่อของการท่องเวลา การเปลี่ยนแปลงเวลา การยับยั้งเวลาที่ชวนให้อุปมาถึงยุคสมัยต่อต้านคอมมิวนิสต์ หากในแง่นี้ เหยื่อที่ชัดเจนที่สุดคือลาวันและจำนูญ ซึ่งถูกจับมาใช้เป็นสัตว์ทดลองก่อนใครเพื่อน ลาวันและจำนูญถูกจับไปทดลองในโครงการตาคลีเจเนซิส จนลาวันกลายเป็นสัตว์ประหลาด และถูกทำให้เป็นทั้งผีในป่าแบบที่ครั้งหนึ่งรัฐไทยเคยทำให้คอมมิวนิสต์เป็น ขณะที่จำนูญใช้ความย้อนแย้งนี้ในการปกป้องคนรักของตน และปกป้องไม่ให้ตาคลีเจเนซิสถูกนำกลับมาใช้ด้วยการทำให้เป็นเทพเจ้า เรื่องของลาวันและจำนูญชวนให้กลับไปนึกถึงหนังไซ-ไฟแสนพิสดารอีกเรื่องบนพื้นที่อีสานในนครพนมอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ (2010) ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่แม้หนังจะมีท่าทีแบบหนังไสยศาสตร์พิศวงมากกว่า และการระลึกชาติก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเวลา ในขณะที่ลิงผีกับผีเจ้าแม่ดอนหายก็แทบจะเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะสัตว์ประหลาด จำนูญและดวงพร -แม่ของสเตล่า- ก็ไม่ต่างอะไรจากลุงบุญมีและป้าเจนที่ยังคงดำรงชีวิตและกำลังตายลงในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของการปราบคอมมิวนิสต์ เมื่อดอนหายกลายเป็นมัลติเวิร์สของนาบัว และตัวการท่องเวลาผ่านตาคลีเจเนซิส (และตัวหนังทั้งเรื่อง) ก็ชวนให้นึกถึงความฝันของลุงบุญมี ที่ลุงบุญมีเล่าว่า “ข้อยฝันว่าได้ไปที่เมืองเมืองหนึ่งในอนาคต ในเมืองนั้น รัฐบาลสามารถทำให้เราหายไปได้ เวลาเขาจับใคร เขาจะฉายไฟไปที่คนคนนั้น แล้วภาพของเขาตั้งแต่อดีตไล่เรียงไปจนถึงอนาคตจะปรากฏขึ้นบนจอ แล้วถึงที่สุดแล้วร่างของเขาก็จะค่อยๆ หายไป ข้อยย่านหลาย”4 และสำหรับจำนูญกับลาวัน การทดลองและการหลบหนีในครั้งนั้นทั้งทำให้เกิดการระเบิดใหญ่ในอนาคตของอุดรธานี และกลับไปทำให้เกิดซอมบี้ในบ้านเชียง ทุกการกระทำเชื่อมต่อถึงกัน
การทำลายระเบียบของเวลาทำให้ทุกอย่างถูกเชื่อมโยงถึงกัน การปกป้องลูกของแม่ที่บ้านเชียงกับแม่ชนชั้นกลางไทยกลายเป็นหนึ่งเดียวกันและเช่นกัน การต่อสู้ของนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลากับการต่อสู้ของเยาวชนในนิวยู-ดอว์น ก็เป็นการต่อสู้เดียวกันโดยมีศัตรูเดียวกันคือ ‘นครหลวง’ ในความร่วมมือกับอเมริกา ที่ดูดกลืนทรัพยากรจากดินแดนชายขอบเข้าไปและทิ้งให้พวกเขาอดอยากทุกข์ลำเค็ญ มองพวกเขาเป็นคนนอก เป็นสัตว์ทดลอง เป็นศัตรู การทะลุทะลวงของเสียงทมยันตีจากวิทยุ (ที่กำลังพูดถึงการได้รับการรับรองจากอเมริกา) ทะลุจากธรรมศาสตร์ไปนิวยู- ดอว์น เช่นเดียวกับที่ยานอวกาศจากอนาคตทะลุกลับมากราดยิงนักศึกษาในธรรมศาสตร์ ราวกับว่าเวลานั้นไหลทบกัน ราวกับว่าทุกอย่างล้วนเคลื่อนที่เป็นวงกลม ศัตรูที่เรามีร่วมกันทำให้ทุกการต่อสู้เป็นการต่อสู้เดียวกัน ที่ส่งต่อความพ่ายแพ้และความหวังจากรุ่นต่อรุ่น ในแง่มุมนี้เวลาจึงไม่ได้เป็นเส้นตรงไปข้างหน้า แต่มันวนซ้ำซ้อนทับกันเหมือนเส้นที่คดเคี้ยวไปมาการเรียนรู้อดีตจึงจำเป็นสำหรับการแก้ไขอนาคตจากปัจจุบัน เราทุกคนคือผลข้างเคียงของการพยายามทำลายระเบียบเวลาในยุคของสงครามเย็น เราเป็นทั้งนักท่องเวลาและซอมบี้ หรือคนที่ติดในแบร์เรียของแหวนวิเศษไปพร้อมๆ กัน
ฉาก 6 ตุลาที่จะกลายเป็นหนึ่งในฉากสำคัญของประวัติศาสตร์หนังไทยในอนาคตนี้ก็ชวนให้ต้องพูดถึง ละครเวทีชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงในช่วงเวลาเดียวกันกับที่หนังเข้าฉายอย่าง ‘รักดงดิบ’ (Wilderness I &II) โดย ธนพนธ์ อัคควทัญญู ที่เป็นเหมือนทั้งภาคต่อและกระจกสะท้อนของ ‘ตาคลี เจเนซิส’ ตัวละครภาคแรก เล่าถึงชีวิตในป่าของนักศึกษาที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เรื่องรักไม่สมหวังสามคู่ที่ชวนให้คิดว่า หากก้องไม่ได้เข้าป่าที่ดอนหายและชายคนรักของเขาไม่ตายลง ชีวิตของเขาหลังจากนั้นจะเป็นเช่นไร ขณะที่ครึ่งหลังที่ไม่ใช่ ‘นิวยู-ดอว์น’ แต่เป็นในนครหลวงหลังม๊อบราษฏรในปี 2021 ที่นักการละครรุ่นใหม่ต้องประสบพบเจอกับสภาวะนิ่งงันตีบตันทางการเมือง แต่ก็มีเรื่องมหัศจรรย์มากมายเกิดขึ้นที่ทำให้พวกเขาต้องใคร่ครวญตัวเองไม่แพ้กับนักรบเยาวชนในอนาคต -น่าสนใจที่งานทั้งสองชิ้นสามารถกลับไปพูดถึง 6 ตุลาได้โดยไม่ต้องซ่อนเร้นอีกต่อไป ขณะเดียวกัน การพูดถึง 6 ตุลาก็มีนัยประหวัดในฐานะภาพแทนของการย้อนกลับมาพูดเรื่องที่อยากพูดและยังพูดได้บ้างไม่ได้บ้างในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของปัจจุบัน
ถึงที่สุด สเตล่ากู้โลกไม่ได้ ช่วยพ่อก็ไม่ได้ ถึงจะช่วยลูกทันแต่แม่ชาวบ้านเชียงก็ต้องเสียสละตัวเองไป เธอเสียก้องให้อดีตที่เขาจากมา เสียอิฐให้อนาคตที่เธอไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ เธอได้รับมอบหมายให้รีเซ็ตทุกอย่างแล้วเริ่มต้นจากปัจจุบัน แต่การรีเซ็ตคืออะไรกันแน่ระหว่างการชำระประวัติศาสตร์เพื่อเริ่มต้นใหม่ หรือการลืมทุกอย่างแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเลวร้ายของสงครามเย็นที่ยังฝังรากอยู่ในเราได้ แต่เราเรียนรู้ที่จะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำได้ เช่นเดียวกับที่เราทิ้งพ่อชาวอเมริกันไว้ในอวกาศ หนังฝากความหวังไว้กับสองสิ่ง หนึ่งคือการจดจำอดีต ผ่านวิดีโอจากมือถือของอิฐที่จะกลายเป็นบทความในนิตยสารต่วยตูน และ ภาพถ่ายจากฟิล์มจากคนรักของก้อง การบันทึก การจดจำกลายเป็นเครื่องมือการท่องเวลาที่สำคัญกว่าลูกบอลวาร์ป และสองคือเด็กๆ ของเรา ไม่ว่าจะลูกสาวของสเตล่ากับเด็กชายจากบ้านเชียง ว่าจะไม่นำพาสังคมไปสู่หายนะ การที่หนังเลือกจบให้หม้อดินเขียนหนังสือได้จึงเป็นการส่งต่อความหวังเท่าที่หนังจะมี ไปให้กับคนรุ่นต่อไปที่มือเปื้อนเลือดน้อยกว่า
ถึงที่สุด ‘ตาคลี เจเนซิส’ อาจจะไม่สมบูรณ์พร้อม หนังอาจจะกระพร่องกะแพร่งทั้งในแง่ของการสร้างโลกอดีตและโลกอนาคตที่ดูทีเล่นมากกว่าทีจริง การแสดงกระโดกกระเดกของนักแสดง (อย่างไรก็ตาม พอลล่า เทย์เลอร์ และการออกเสียงไร้น้ำหนักของเธอก็เข้ากับตัวละครสเตล่าอย่างประหลาด เพราะนอกจากการพูดอีสานไมไ่ด้ นี่คือบุคลิกของสเตล่าที่น่าจะถูกต้อง คือเป็นคนที่ดูไม่พอใจโลกตลอดเวลาแต่ก็ไม่สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือแม้แต่ต่อต้านมันได้) หรือการที่หนังมีเวลาไม่พอจนต้องเล่าไอเดียทุกอย่างผ่านบทสนทนา กระนั้นก็ตามหนังสนุกเสียจนข้อบกพร่องเหล่านี้หดเล็กลง (แต่ไม่ถึงขนาดมองข้ามไปได้) และสร้างประเด็นถกเถียงต่อได้อีกหลากหลายจนคิดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่กลับมาอ่านซ้ำๆ ได้ในอนาคต
อ้างอิง
1 จากบทนำในหนังสือ ‘ในกระจก: วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน’
2 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SEATO ที่นี่ https://www.silpa-mag.com/history/article_60172
3 จากบทนำในหนังสือ ‘ในกระจก: วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน’
4 จากภาพยนตร์ ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’