โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เจาะลึกราคาทองคำ หลัง FED ลดดอกเบี้ย

The Bangkok Insight

อัพเดต 08 ต.ค. 2567 เวลา 01.22 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2567 เวลา 01.22 น. • The Bangkok Insight

เจาะลึกราคาทองคำ หลัง FED ลดดอกเบี้ย พร้อมส่องกลยุทธ์ลงทุนทองคำที่นี่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างจุดสูงสุดใหม่ โดยนับตั้งแต่ปี 2018 ราคาทองคำได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 100% แม้ว่าจะมีความผันผวนในบางช่วง แต่แนวโน้มการปรับตัวขึ้นยังคงชัดเจน

ราคาทองคำ

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาทองคำมาจากการเพิ่มการถือครองทองคำของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยปี 2022 นับเป็นปีที่น่าสนใจสำหรับตลาดทองคำ แม้ว่าผลตอบแทนจะติดลบเล็กน้อยที่ 0.3% แต่เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นโลกอย่าง MSCI All-Country World Equity Index ที่ปรับตัวลดลงถึง 19.9% ถือว่าทองคำยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยกดดันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับค่าเงินดอลลาร์

โดยปกติแล้ว ราคาทองคำมักจะมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับค่าเงินดอลลาร์ (Correlation นับตั้งแต่ปี 1995 = -0.5; รูป 1) และตรงกันข้ามกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Correlation นับตั้งแต่ปี 1995 = -0.2; รูป 2) อย่างไรก็ตาม ในปี 2022 ได้เห็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างออกไป โดยราคาทองคำสามารถต้านทานแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด

ราคาทองคำ

สาเหตุสำคัญมาจากการที่ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ได้เพิ่มการซื้อสะสมทองคำอย่างมีนัยสำคัญ โดยปริมาณการซื้อทองคำของธนาคารกลางเพิ่มขึ้นจาก 450.1 ตันในปี 2021 เป็น 1,081.9 ตันในปี 2022 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 140% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จากธนาคารกลางนี้ได้ช่วยพยุงราคาทองคำไว้ แม้ว่าจะเผชิญกับปัจจัยลบอื่น ๆ ก็ตาม

บทบาทของจีนในตลาดทองคำโลก

ธนาคารกลางจีนถือเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดทองคำโลก โดยได้เพิ่มการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกาในปี 2018 ในสมัยที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างมหาอำนาจทั้งสองประเทศได้ส่งผลให้จีนปรับเปลี่ยนนโยบายการถือครองสินทรัพย์ในทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐและหันมาเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำมากขึ้น

จากข้อมูลล่าสุด พบว่าจีนได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองจาก 2.4% ในเดือนธันวาคม 2018 เป็น 5% ในเดือนกรกฎาคม 2024 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาทองคำในปัจจุบันได้ปรับตัวขึ้นอย่างมากกว่า 100% จากจุดต่ำสุดในไตรมาส 3 ปี 2018 ทำให้จีนหยุดซื้อทองคำนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อทองคำของธนาคารกลางจีนในช่วงปี 2015-2022 พบว่าเมื่อธนาคารกลางจีนหยุดซื้อทองคำ มักจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 7-12 เดือน ดังนั้น ธนาคารกลางจีนอาจจะหยุดซื้อต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1 ปี 2025 หรือจนกว่าราคาทองคำจะปรับตัวลง ซึ่งอาจส่งผลให้แรงสนับสนุนราคาทองคำจากปัจจัยนี้ลดลงในระยะสั้น

ปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำช่วงต้นปี 2024 ถึงปัจจุบัน

ในปี 2024 เราได้เห็นการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของราคาทองคำ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการคลี่คลายของปัญหาเงินเฟ้อในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานได้ชะลอตัวลงจาก 6.6% ในเดือนกันยายน 2022 เหลือ 3.2% ในเดือนสิงหาคม 2024 การชะลอตัวของเงินเฟ้อนี้ได้นำไปสู่การคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในอนาคตอันใกล้

นักลงทุนได้เริ่ม "Front Run" การลดดอกเบี้ยของเฟด โดยเห็นได้จากกระแสเงินไหลเข้าในกองทุน ETF ทองคำในเดือนสิงหาคม 2024 ซึ่งเป็นการไหลเข้าสุทธิเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มราคาทองคำในอนาคต นอกจากนี้ ในเดือนดังกล่าว ยังมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมที่ช่วยหนุนอุปสงค์ของทองคำ จากการที่อินเดียได้ประกาศลดภาษีนำเข้าทองคำ มาตรการนี้ได้ส่งผลให้เกิดความต้องการซื้อทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคทองคำหลักของโลก การลดภาษีนำเข้านี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นความต้องการจากผู้ค้าปลีกเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริโภครายย่อยด้วย

สถิติผลตอบแทนของทองคำในช่วงการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

จากการศึกษาผลตอบแทนของทองคำในช่วงการกลับทิศนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 1984 ถึง 2019 พบว่าหลังจากที่เฟดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งแรก ราคาทองคำจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 5.9% ในช่วง 12 เดือนหลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 เดือนแรกหลังจากที่เฟดลดดอกเบี้ย ทองคำจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -0.7% ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้ในระยะสั้นหลังการลดดอกเบี้ย ราคาทองคำอาจจะมีการปรับตัวลง จากการ Sell on Fact หลังจากที่มีการเก็งกำไรมาในช่วงก่อนหน้า แต่ในระยะกลาง ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่นโยบายการเงินเริ่มผ่อนคลายลง

มุมมองราคาทองคำในระยะสั้นช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า

แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในปี 2024 และมีปัจจัยสนับสนุนจากการลดดอกเบี้ยของเฟดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่เราเห็นว่าในระยะสั้นราคาทองคำมีความเสี่ยงที่จะผันผวนมากขึ้น จึงอาจเป็นการดีที่จะรอจังหวะการปรับฐานของราคาทองคำก่อนที่จะเข้าลงทุนเพิ่มเติม เหตุผลหลักมีดังนี้

1. การเก็งกำไรในตลาดทองคำเพิ่มสูงขึ้นมาก

จากข้อมูลล่าสุดของ CFTC พบว่าสถานะซื้อสุทธิ (Net Long Position) ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าทองคำอยู่ที่ 226,700 สัญญา ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าช่วงปี 2008 ก่อนที่ราคาทองคำจะเข้าสู่วงจรการปรับฐาน 17% ในเดือนตุลาคม 2008 รวมทั้งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวนับตั้งแต่ปี 2006 ถึง 1.9 เท่า ซึ่งระดับการเก็งกำไรที่สูงเช่นนี้อาจนำไปสู่การขายทำกำไรในระยะสั้น (ดังรูปที่ 3)

2. การเก็งกำไรกระจายตัวไปยังตลาด OTC

นอกจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าแล้ว ยังพบว่าการเก็งกำไรได้แพร่กระจายไปยังตลาด Over-the-Counter (OTC) ด้วย โดยในไตรมาส 2 ปี 2024 มียอดซื้อในตลาด OTC สูงถึง 329.2 ตัน เพิ่มขึ้น 53% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นถึง 385% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการซื้อขายในตลาด OTC อาจเป็นสัญญาณของการเก็งกำไรที่มากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนในระยะสั้น

3. สัญญาณทางเทคนิคแสดงถึงภาวะซื้อมากเกินไป

จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค พบว่าดัชนี Relative Strength Index (RSI) ของกราฟราคาทองคำรายสัปดาห์เข้าสู่เขตซื้อมากเกินไป (Overbought) นอกจากนี้ ยังพบภาพ Bearish Divergence ระหว่าง RSI กับราคาทองคำ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบที่อาจนำไปสู่การปรับฐานในระยะสั้น

4. ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับ Dollar Index

แม้สถิติระยะยาวจะชี้ว่าราคาทองคำมักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับ Dollar Index แต่ในระยะสั้นความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ทั้งสองอาจเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งสังเกตได้จากค่าความสัมพันธ์แบบเคลื่อนที่ 26 สัปดาห์ (26-week Rolling Correlation) ที่บางช่วงกลับมีค่าเป็นบวก ด้วยเหตุนี้ ราคาทองคำจึงอาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นเสมอไปในช่วงที่ Dollar Index อ่อนค่าลง (รูปที่ 4) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทองคำมีการเก็งกำไรมากเกินไป ความซับซ้อนของความสัมพันธ์นี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรพิจารณาในการประเมินแนวโน้มราคาทองคำในระยะสั้น

ราคาทองคำ

แนวโน้มราคาทองคำในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า

แม้ว่าในระยะสั้นอาจมีการปรับฐาน แต่ภาพในระยะกลางถึงยาวของราคาทองคำยังคงเป็นบวก โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้

1. การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก

หลังจากที่หลายประเทศสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ดีขึ้น คาดว่าธนาคารกลางหลายแห่งจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในไตรมาส 4 ปี 2024 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2025 ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ ทำให้กระแสเงินลงทุนไหลเข้า Gold ETF เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำจะลดลง

2. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก

สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนยังคงต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน

3. การเติบโตของอุปสงค์ในเซคเตอร์เทคโนโลยี

แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีสำหรับการบริโภคทองคำ อันเนื่องมาจากกระแสของ AI ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการทองคำที่ใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมนี้สูงขึ้น โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 ยังคงเห็นความต้องการทองคำที่แข็งแกร่ง เติบโตถึง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าในระยะสั้น 3 – 6 เดือนข้างหน้า อาจมีการชะลอตัวบ้างเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่หากมองในภาพระยะกลางถึงระยะยาวแล้ว การลงทุนในด้านเทคโนโลยีจะยังคงเป็นแรงสนับสนุนต่อการบริโภคทองคำ

4. การกระจายความเสี่ยงของธนาคารกลาง

แม้ว่าในระยะสั้นธนาคารกลางจีนอาจชะลอการซื้อทองคำ หลังจากที่ซื้อไปแล้ว 316 ตันในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในระยะยาว ธนาคารกลางจีนมีโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับความต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจีนจะกลับมาซื้อทองคำอีกครั้งในอนาคต โดยเฉพาะหลังจากที่ราคาทองคำได้ปรับฐานลงมาแล้ว

5. นวัตกรรมในตลาดทองคำ

การพัฒนาของผลิตภัณฑ์การลงทุนในทองคำแบบใหม่ ๆ เช่น สกุลเงินดิจิทัลที่มีทองคำหนุนหลัง (Gold-Backed Cryptocurrency) จะช่วยเพิ่มอุปสงค์อีกทางหนึ่ง

กลยุทธ์การลงทุนในทองคำ

แนะนำคือการทยอยสะสมทองคำเมื่อราคามีการปรับตัวลง ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า อันเนื่องมาจากสภาวะการเก็งกำไรที่มากเกินไปตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น โดยเราได้ประเมินระดับราคาที่เหมาะสมสำหรับการเข้าซื้อไว้ที่ 2,320 เหรียญ ซึ่งคิดเป็นการปรับฐานลงประมาณ 10% จากราคาปัจจุบัน ทั้งนี้ การทยอยซื้อจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและเพิ่มโอกาสในการได้ราคาเฉลี่ยที่ดี

ขอบคุณ ชาญณรงค์ มีชัยเจริญยิ่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...