Lourdes Barreto หญิงชาวบราซิลที่สักว่า “กูเป็นกะหรี่” อย่างภาคภูมิ เมื่อเธอเติบโตมาโดยขาดความรัก แต่สร้างตัวได้ด้วยการขายบริการทางเพศ
Eu sou puta แปลได้ว่า “กูเป็นกะหรี่
และนี่คือประโยคที่ ลอร์เดส บาร์เรโต (Lourdes Barreto) สักไว้ที่ท่อนแขนซ้าย และเธอจะยิ้มรับอย่างชื่นมื่นเสมอว่านั่นคืออาชีพหน้าที่การงานของเธอ ก่อนจะตอบไปว่า “แน่นอนสิ! ก็ฉันเป็นคนขายตัวนี่นา”
บาร์เรโตเป็นหญิงชาวบราซิล เธอเกิดในรัฐพาราอิบาซึ่งเป็นรัฐทางตอนเหนือของประเทศ ด้วยความสัมพันธ์ย่ำแย่ระหว่างเธอกับที่บ้านและปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศตลอดจนถูกทำร้ายร่างกายจากคนในครอบครัว ทำให้เธอหนีออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุ 14 ปี และนับแต่นั้น ภาคเหนือของบราซิลทั้งหมดคือดินแดนที่บาร์เรโตตระเวนไปทั่ว ในสมการของชีวิตเช่นนี้ การค้าบริการทางเพศคือทางออกไม่กี่ทางที่เธอมีในเวลานั้น
“ฉันรู้จักรัฐในภาคเหนือทุกตารางนิ้วแหละ” เธอเล่าอย่างภาคภูมิใจ “ฉันไปหาลูกค้าได้ทุกที่ ไม่เคยเกี่ยงงอนเลย ก็ฉันเป็นโสเภณีโดยสมัครใจนี่ และรอยสักนี้ก็เป็นอัตลักษณ์ของฉันด้วย ก็คำนี้มันมอบสิ่งสำคัญให้ชีวิตฉัน มันคอยย้ำเตือนว่าฉันทำลายขนบ ข้อห้ามบางอย่างที่สังคมขีดไว้นี่นา”
“เดาว่านะ จนถึงตอนนี้ ฉันน่าจะเป็นโสเภณีแค่คนเดียวในโลกที่สักคำนี้ไว้กับตัว”
บาร์เรโตได้รอยสักนี้จากงานอีเวนต์ว่าด้วยโรคเอดส์ที่จัดขึ้นโดยกระทรวงสาธารณสุขของบราซิล “ฉันคิดว่าคำว่ากะหรี่มันสะท้อนสิ่งแย่ๆ ที่สังคมพูดถึงคนค้าบริการทางเพศน่ะ แต่ขณะเดียวกัน สังคมนี้ก็ขาดคนค้าบริการทางเพศไปไม่ได้เลย!”
พร้อมกันนี้ บาร์เรโตก็นิยามตัวเองว่าเป็นโสเภณี, แม่และยาย รวมทั้งเป็นคุณทวดของเหลนๆ ด้วย เธอมีลูกสี่คนและเล่าอย่างภูมิใจว่าเลี้ยงดูแต่ละคนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและเปี่ยมไปด้วยความรัก อันเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้รับเมื่อสมัยเธอยังเด็ก “ฉันเป็นแม่คนนะ เป็นประสบการณ์ที่ฉันภูมิใจมาก แล้วฉันยังเลี้ยงดูหลานๆ อีกสิบชีวิต และตั้งใจจะเลี้ยงเหลนๆ ต่อไปให้ดีด้วย”
ชีวิตช่วงที่ค้าบริการทางเพศถือเป็นช่วงชีวิตที่โลดโผนที่สุดของบาร์เรโต เธอเล่าว่ามันพาเธอไปพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา นับตั้งแต่เพื่อนคนค้าบริการทางเพศเหมือนกัน ไปจนถึงนักแสดงดัง (ที่เธอไม่บอกชื่อว่าใคร), นักดนตรี ไปจนถึงศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย อย่างไรก็ดี ช่วงปี 1960s เรื่อยมาจนปลายยุค 1990s ซึ่งเป็นช่วงที่บาร์เรโตยัง ‘ทำงาน’ การค้าบริการทางเพศในบราวิลถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และนี่เองทำให้เธอครุ่นคิดถึงสถานะและบทบาทของเธอในสังคม
“ฉันคิดว่ามันต้องมีการขับเคลื่อนบางอย่างในเชิงสังคมและเชิงการเมืองน่ะ เป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้เรามีสิทธิมีเสียงในการจะบอกเล่าประวัติศาสตร์และเรื่องราวของเราได้ พูดถึงเรื่องชีวิตเราได้อย่างภูมิใจ พูดถึงบทเรียนที่เราได้จากการเป็นคนขายตัวน่ะ”
อย่างที่บาร์เรโตเกริ่นไว้ เธอไม่ได้เป็นคนมีการศึกษา เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำอย่างไรจึงจะได้สิทธิต่างๆ มา เธอแค่ย้ำว่า เธอไม่พอใจที่อาชีพของเธอถูกเหยียดหยามราวกับเป็นสิ่งไม่มีค่า ทั้งที่ไม่มีสังคมใดอยู่ได้โดยปราศจากโสเภณี “ช่วงนั้น ฉันสนับสนุนขบวนการเฟมินิสต์ในบราซิลทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเฟมินิสต์คืออะไร ฉันยกย่องจิ๋มมากๆ แม้ไม่รู้หรอกว่าบทบาทของจิ๋มคนเราในมิติอื่นๆ มันเป็นแบบไหน ฉันรู้แค่ว่าจิ๋มเรามีพลัง ไม่ใช่แค่เป็นที่ให้กำเนิดเด็ก แต่ยังเป็นที่ซึ่งมอบความผ่อนคลายให้คนด้วย”
ด้วยความตั้งใจนั้น ในปี 1987 บาร์เรโตกับเพื่อนจึงร่วมกันก่อตั้ง ‘เครือข่ายโสเภณีแห่งบราซิล’ (Brazilian Network of Prostitutes) ซึ่งถือเป็นหน่งในองค์กรที่สนับสนุนการค้าบริการทางเพศองค์กรแรกๆ ในบราซิล และยังมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องสิทธิให้แก่ผู้หญิง รวมทั้งผลักดันกฎหมายเพื่อผู้ค้าบริการทางเพศในเวลาต่อมา โดยตอนแรก เป้าหมายหลักของเธอคือการเรียกร้องสิทธิต่างๆ ให้ผู้ค้าบริการทางเพศ และป้องกันไม่ให้ผู้เยาว์ต้องเข้ามาทำงานเช่นนี้ในช่วงวัยที่ยังไม่อาจตัดสินใจได้ หรือป้องกันเยาวชนจากการถูกล่อลวงให้มาทำงานค้าบริการด้วย และภายหลัง บราซิลผ่านกฎหมายอนุญาตให้ค้าบริการทางเพศได้ในปี 2000 ส่วนบาร์เรโตนั้นขยับมาทำงานใหญ่มากขึ้นอย่างการทำงานในองค์กรเพื่อสิทธิสตรี (National Council of Women's Rights) โดยเธอถือเป็นโสเภณีคนแรกที่เข้ารับทำงานในองค์กรนี้
บาร์เรโตยังพยายามผลักดันการยุติการตั้งครรภ์ถูกกฎหมาย เหตุผลสำคัญคือการเป็นประจักษ์พยานเห็นเพื่อนที่ค้าบริการทางเพศมาด้วยกันต้องเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากการทำแท้งผิดกฎหมาย ตลอดจนคนยากไร้มากมายที่ไม่มีกำลังทรัพย์พอจะเข้ารับกระบวนการทางสาธารณาสุขที่ถูกต้อง “เพราะผู้หญิงที่ตายคือผู้หญิงที่จน ผู้หญิงที่ไม่มีเงินจะไปหาหมอดีๆ ยังไงล่ะ”
เวลานี้ บาร์เรโตย่างเข้าขวบปีที่ 82 ของชีวิต เธอยังดูแลครอบครัวและผลักดันเรื่องสิทธิโสเภณีเรื่อยมา “สิ่งสำคัญที่ฉันได้เรียนรู้ในชีวิตนี้คือ ครอบครัวเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของเรา” เธอว่า “ชีวิตมนุษย์นั้นมีเสาหลักสำคัญสองอย่างที่ทำให้เราดำเนินชีวิตไปได้อย่างมั่นคง อย่างแรกคือการศึกษา และอย่างที่สองคือครอบครัว ฉันไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาดีๆ อย่างใครเขา ไม่เคยได้ไปมหาวิทยาลัยหรือแม้แต่โรงเรียน หากแต่ฉันก็ได้เข้าศึกษามหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในนามของชีวิตนี่ล่ะ”
อ้างอิง
https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/17441692.2021.2020317#d1e256
https://sites.lsa.umich.edu/globalfeminisms/interviews/