โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

ประวัติศาสตร์ร็อกแอนด์โรล (ฉบับต้องห้าม) : เมื่อ ‘เอลวิส เพรสลีย์’ จะเกิด แต่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งคุมกำเนิดเพลงร็อกแอนด์โรล

The101.world

อัพเดต 15 ม.ค. 2568 เวลา 00.50 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. 2568 เวลา 17.46 น. • The 101 World

“หากใครจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์สังคมไทยในกาลานุกรมของช่วงเวลา ระหว่างปี พ.ศ.2500 ถึง 2516 ถ้าหากใครนั้นละเลยไม่กล่าวถึง เอลวิส เพรสลีย์ เลยแม้แต่น้อย ก็ไม่อาจนับถือได้ว่าการกล่าวถึงประวัติศาสตร์สังคมไทยช่วงเวลานั้นสมบูรณ์ไปได้เลย เพราะอะไร? ก็เพราะ เอลวิส เพรสลีย์ เจ้าของฉายา “ราชาแห่งโยกและคลึง” (King of Rock ‘n’ Roll) มิได้มีอิทธิพลเขย่าสังคมสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่เขาเขย่าให้สะเทือนไปทั้งโลก ซึ่งเมืองไทยอันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นพิเศษกับสหรัฐอเมริกาในยุคนั้น ย่อมได้รับแรงสะเทือนและแรงเหวี่ยงอย่างไม่อาจต้านทานได้”

คำโปรยปิดท้ายจากหน้าสุดท้ายของหนังสือ ‘กาลานุกรม เอลวิส เพรสลีย์ ที่ปรากฏในสังคมไทยปี 2500 – 2516’ ของ นิตยา กาญจนะวรรณ1 ชวนให้ผู้เขียน (อิทธิเดช ลูกคอไฟ) ที่หลงใหลในวงดนตรีร็อกยุค ’90s (แต่ร้องเพลงแล้วกลับมีลูกคอ) ปรารถนาที่จะหวนกลับมา ‘โยกและคลึง’ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทยในยุคสงครามเย็นผ่านกระแสความโด่งดังเขย่าโลกของ ‘ราชาเพลงร็อกแอนด์โรล’ เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley)

ก่อนการเดินทางมาถึงแคมป์ทหาร G.I. ของ แหลม มอริสัน และคณะวงคาไลโดสโคปในช่วงทศวรรษ 2510 เรื่อยมาจนถึงการเกิดขึ้นของคณะเนื้อกับหนังและดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ จนกระทั่งถึงการคลอดกำเนิดออกจากมดลูกวงการเพลงไทยของ ‘ราชาร็อกแอนด์โรลเมืองไทย’ พี่เสก – เสกสรรค์ ศุขพิมาย แห่งวง LOSO ในช่วงทศวรรษ 2530

หากย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นในวันที่กระแสดนตรีร็อกแอนด์โรลเข้ามาในเมืองไทยช่วงทศวรรษ 2500 มิตรรักนักเพลงขาร็อกบางท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า ดนตรีร็อกแอนด์โรลถือเป็น ‘สิ่งต้องห้าม’ ของเมืองไทย และผู้ที่ ‘สั่งแบน’ เพลงร็อกแอนด์โรลก็มิใช่ใครที่ไหน นายกรัฐมนตรีนักรัก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่นเอง

จิตใจเป็น ‘เอลวิส’ ความคิดเป็น ‘เจมส์ ดีน’

เอลวิสจากภาพยนตร์ Jailhouse Rock (1957)

พายเรืออีโปงข้ามมหาสมุทรไปที่สหรัฐอเมริกาในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1950 การก้าวขึ้นสู่ฟลอร์เวทีของนักร้องหนุ่มดาวรุ่งพุ่งปริ๊ดๆ นาม เอลวิส เพรสลีย์ ได้ทำให้กระแสเพลงร็อกแอนด์โรลเขย่าโสตประสาทคุณผู้ฟังทั่วโลก คุณตาคุณยายในหลายประเทศเกิดอาการขี้หูเต้นระบำจากเสียงรัวกระเดื่องกลองและเส้นสายกีต้าร์ที่คำรามผ่านเครื่องขยายเสียง (Amplifiers) และดอกลำโพงที่เบ่งบานใหญ่ยิ่งกว่าดอกชบา แน่นอนว่ารวมถึงประเทศไทย

ในช่วงปลายทศวรรษ 2490 ด้วยความสัมพันธ์ทางทูต การทหาร และการเงิน ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาที่แนบแน่นเป็นข้าวต้มมัดที่รัดด้วยตอกไม้ไผ่ ยิ่งทำให้กระแสวัฒนธรรมเพลงและภาพยนตร์ของสหรัฐอเมริกาบินข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรมาสู่ประเทศไทยอย่างรวดเร็ว วัยรุ่นไทยเกิดวัฒนธรรมการแต่งกายเลียนแบบดาราภาพยนตร์อเมริกันที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้นอย่าง เจมส์ ดีน (James Dean) และส่งผลต่อรสนิยมการฟังเพลงจากอิทธิพลความโด่งดังของนักร้องร็อกแอนด์โรล นามเอลวิส เพรสลีย์ เจ้าของท่าเต้นเอกลักษณ์ ‘โยกและคลึง’ ที่เริ่มมีผลงานเพลงและภาพยนตร์ตรงกับในช่วงราวปี 2499 ของไทย

เจมส์ ดีน, เอลวิส เพรสลีย์ และ 2499 ใช่แล้วล่ะ นี่คือภาพกระแสวัฒนธรรมอเมริกันในเมืองไทยที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยกันดีจากภาพยนตร์ดัง ‘2499 อันธพาลครองเมือง’ (2540)- แล้วแต่ปุ๊

กระนั้น ภาพและความทรงจำที่ปรากฏในภาพยนตร์ ‘2499 อันธพาลครองเมือง’ โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้วเป็น ‘ประวัติศาสตร์ความทรงจำลวง’2 เพราะทั้ง ปุ๊ ระเบิดขวด, แดง ไบเล่ และกระแสความคลั่งไคล้ในตัว เจมส์ ดีน และ เอลวิส เพรสลีย์ ของวัยรุ่นไทยในพระนครยุคนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2500 ไม่ใช่ปี 2499 อีกทั้งในสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนทั่วไป วัยรุ่นเลือดร้อนแห่งพระนครก็มิได้ถูกจัดอยู่ในประเภท ‘อันธพาล’ หากแต่นิยามเรียกกันว่า ‘จิ๊กโก๋’ หรือ ‘จิ๊กกะโล่’ (gigolo)3

ตามความหมายเดิม ‘จิ๊กกะโล่’ ในภาษาอิตาเลี่ยน หมายถึงพวก ‘แมงดาแมน’ ผู้ชายที่เกาะหากินอยู่กับผู้หญิงขายบริหาร หรือรับจ้างเต้นรำกับผู้หญิง รวมถึงผู้ที่มีบุคลิกและการแต่งกายด้วยสีสันฉูดฉาดสะดุดสายตาชาวบ้าน แต่ในเมืองไทยเพี้ยนนิยมเรียกว่า ‘จิ๊กโก๋’ หมายถึง วัยรุ่นที่นิยมแต่งตัวเลียนแบบดารานักร้องอเมริกัน ชื่นชอบการฟังเพลงร็อกแอนด์โรล และมักทำท่าทางเดินยักไหล่ คอเอียง เหมือนคนนอนตกหมอน หรือมีอาการกระดูกทับเส้น โดยวลี ‘โก๋หลังวัง’ ก็หมายถึง วัยรุ่นจิ๊กโก๋ที่เดินเหล่สาวอยู่บริเวณหลังวังบูรพา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานบันเทิงดูหนัง/ฟังเพลงของวัยรุ่นพระนครยุคทศวรรษ 2500

เจมส์ ดีน จากภาพยนตร์เรื่อง Rebel Without a Cause (1955)

ตามคำบอกเล่าของจิ๊กโก๋ในยุคนั้นอย่าง ‘ปุ๊ กรุงเกษม’ เล่าว่า ในช่วงทศวรรษ 2500 วัยรุ่นพระนครชื่นชอบวัฒนธรรมแบบอเมริกันเป็นอย่างมาก ทั้งแฟชั่นการแต่งตัว ภาพยนตร์ และดนตรี วัยรุ่นส่วนใหญ่นิยมแต่งกายเลียนแบบพระเอก เจมส์ ดีน พร้อมทั้งนิยมหยอดตู้เพลงเพื่อ ‘โยกและคลึง’ ไปกับคำร้องและท่วงทำนองจากนักร้องคนโปรด เอลวิส เพรสลีย์

“‘เอลวิส’ ไม่ได้เป็นเทพเจ้าของผมคนเดียว แต่เป็นขวัญใจของวัยรุ่นเกือบทุกคนในยุคนั้น ส่วนดาราฝรั่งที่พวกเราคลั่งไคล้ที่สุดคือ ‘เจมส์ ดีน’”4

กระแสความคลั่งไคล้ดาราภาพยนตร์และนักร้องอเมริกันของจิ๊กโก๋พระนคร แสดงให้เห็นว่า อำนาจของสหรัฐอเมริกา ไม่ได้มีแค่อาวุธนิวเคลียร์ เงินดอลลาร์ หรือเทคโนโลยี แต่ยังมีอำนาจวัฒนธรรมป๊อปที่สำแดงอำนาจตัวตนแห่งความเป็นอเมริกันมากที่สุด5 โดยเฉพาะวัฒนธรรมป๊อปอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด (Hollywood) และอุตสาหกรรมดนตรีร็อกแอนด์โรล ‘โยกและคลึง’ ของเอลวิส เพรสลีย์

กล่าวได้ว่า ในช่วงทศวรรษ 2500 ขณะที่ผู้เฒ่าผู้แก่ยึดถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ จิ๊กโก๋ไทยวัยรุ่นพระนครยุคนั้น ยึดถือสโลแกนประจำใจว่า จิตใจเป็น ‘เอลวิส’ ความคิดเป็น ‘เจมส์ ดีน’

นายกรัฐมนตรีบางประเทศ หากบังเอิญผ่านมาได้อ่านบทความนี้ อาจอุทาน – “โอ้ววว ซอฟต์พาวเวอร์”

เมื่อ ‘เอลวิส เพรสลีย์’ จะเกิด แต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งคุมกำเนิดเพลงร็อกแอนด์โรล

การแสความนิยมคลั่งไคล้เอลวิส เพรสลีย์ และเพลงร็อกแอนด์โรลของจิ๊กโก๋พระนคร ปรากฏอย่างเด่นชัดตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2499 และไม่เพียงแต่ผลงานเพลงเอลวิส เพรสลีย์ ยังปรากฏกายในจอภาพยนตร์ เพื่อ ‘โยกและคลึง’ มีข้อมูลว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 2500 ภาพยนตร์ที่เอลวิสแสดงนำเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ย่านวังบูรพาต่อเนื่องกันถึงสามเรื่อง ได้แก่ ‘ฤทธิ์คะนอง’ หรือ Loving You (1957) ที่โรงหนังแกรนด์ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2500 ต่อเนื่องด้วย ‘หนุ่มเลือดร้อน’ Jailhouse Rock (1957) ที่คิงส์ในเดือนมีนาคมปี 2501 และ ‘นักร้องนักเลง’ หรือ King Creole (1958) ที่แกรนด์ในปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2501

จิ๊กโก๋พระนคร ‘โยกและคลึง’ ร็อกกันทั้งปี

แต่แล้ว วันที่ 20 ตุลาคมปี 2501 ‘จอมพลผ้าขาวม้าแดง’ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ชื่นชอบขับร้องเพลง ‘เย้ยฟ้าท้าดิน’ และนิยมชมชอบความสนุกสนานสไตล์ไทยๆ แบบ ‘เชียร์รำวง’ ก็ปฏิวัติยึดอำนาจและปกครองในระบบเผด็จการแบบ “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”

เอลวิสจากภาพยนตร์เรื่อง King Creole (1958)

ยากที่จะปฏิเสธเหตุผลในเชิงอัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่ว่า จอมพลสฤษดิ์เป็นทหารกล้ามาทั้งชีวิตและมีนิสัย “รักสวยรักงาม ล้างหน้าวันละหลาย ๆ ครั้ง หวีผมเรียบร้อยอยู่เสมอ แต่งตัวสะอากหมดจด เสื้อกางเกงรีดเรียบ เข็มขัดสายรัดกุม รองเท้ามันปลาบอยู่เสมอ”6 ดังนั้น ในสายตาของจอมพลสฤษดิ์ที่มีบุคลิกอกผายไหล่ผึ่งแบบชายชาติทหาร เมื่อเห็นเยาวชนนิยมแต่งกายเลียบแบบดาราภาพยนตร์ตะวันตก เดินยักไหล่ ทำท่าทางเหมือนคนชักกระตุก เต้น ‘โยกและคลึง’ กันอยู่ตามโรงภาพยนตร์และตู้เพลง จึงก่อให้เกิดภัยพิบัติทางอารมณ์และสายตา

ด้วยรูปแบบการปกครองทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์มีลักษณะแบบ ‘พ่อบ้าน’ (ไม่ใช่แบบ ‘พ่อขุน’ ตามข้อเสนอของ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ)7 หลายนโยบายและข้อสั่งการของจอมพลสฤษดิ์จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาความสะอาด เช่น เรื่องการแต่งกาย เรื่องสุขลักษณะ เรื่องหมาเรื่องแมว ไปจนกระทั่งถึงเรื่องระเบียบราวตากผ้า การได้เห็นเยาวชนวัยรุ่นกำลังคลั่งไคล้วัฒนธรรมนิยม ‘ดูหนังฝรั่งฟังเพลงร๊อก’ สำหรับจอมพลสฤษดิ์แล้วจึงอยู่ในอาการที่เรียกว่า ‘เยาวชนมีปัญหาส่งฮอลล์คลูไป’

ฮอลล์คลู ที่ว่าไม่ใช่ลูกอม แต่หมายถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะหลังการปฏิวัติยึดอำนาจ 20 ตุลาคมปี 2501 เพียงไม่นานเดือน ก็ปรากฏข่าวหนังสือพิมพ์ ขึ้นหน้าหนึ่งว่า ระดมจับหนุ่มร้อค วัยรุ่นหน้าโรงหนังได้นับร้อยประเภทแต่งตัวแบบดารากุ้ยใส่เสื้อลายกางเกงก้นยาน

“ตำรวจระดมกำลังออกกวาดจับหนุ่ม ‘ทีนเอจ’ ที่ชอบแต่งตัวด้วยเสื้อลายๆ กางเกงทรงกระสอบหรือทรงจิ้งเหลน ตัดผมทรงอเมริกัน เดินให้มีท่าทางเลียนแบบดาราภาพยนตร์ ที่เตร็ดเตร่อยู่แถวหน้าโรงหนังเป็นการใหญ่ ปรากฏว่ารวบมาได้กว่าร้อยคน ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งอันธพาลและนักเรียน

ทั้งนี้ เพื่อสนองตามนโยบายของคณะปฏิวัติซึ่งได้สั่งให้ตำรวจทุกสถานีออกกวาดล้างพวกที่เป็นอันธพาลและพวกหนุ่มจิกกาโล่ทั้งหลายที่ชอบแต่งตัวผิดปกติธรรมดา ไปยื่นทำปากยื่นคอเอียงเดาะแดะผู้หญิงแถวหน้าโรงหนังต่าง ๆ เป็นที่ชวนสลดใจ ประกอบกับที่ สน.พระราชวัง มีโรงภาพยนตร์มากและตามหน้าโรงภาพยนตร์นี้เองมีพวกเด็กวัยรุ่นส่วนมากเป็นนักเรียนและนักศึกษา หนีโรงเรียนมาเที่ยวเตร่ รวมทั้งพวกอันธพาลวัยรุ่นที่แต่ละคนชอบแต่งตัววสวมเสื้อลายๆ กางเกงทรงแบบใหม่คือที่ก้นยานๆ รอบกางเกงสูงขึ้นมาจนเกือบปิดหน้าอก เดินร้องเพลงจังหวะรอคแอนด์รอลล์ บ้างก็เดินยักย้ายผิดสามัญชน เป็นที่แสลงตาแสลงใจแก่สุภาพชน…”8

นอกจากเสื้อลายกางเกงก้นยาน อีกหนึ่งแฟชั่นการแต่งตัวที่กำลังระบาดในหมู่เยาวชนขณะนั้น คือ แฟชั่นการแต่งตัวที่เรียกว่า ‘ออร์เหลน’ (orlane) ซึ่งหมายถึง พวกจิ๊กโก๋ที่ใส่กางเกงรัดรูปขาลีบแบบที่เรียกว่า ‘ทรงจิ้งเหลน’ สวมเสื้อเชิ้ตพอดีตัว หวีผมเสยใส่น้ำมัน มีปอยผมห้อยที่หน้าผาก ฟังเพลงร็อกแอนด์โรลจากตู้เพลงในคอฟฟี่ชอป ชื่นชอบเอลวิส เพรสลีย์ และเจมส์ ดีน9

เป็นไปได้ว่า หนุ่มร็อกหรือหนุ่มออร์เหลน ถือเป็นความอุจาดตาสำหรับคนเจ้าระเบียบอย่างจอมพลสฤษดิ์ ดังนั้นจึงปรากฏการรายงานข่าวเช่นกันในวันที่ 19 มกราคมปี 2502 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการ ‘กวาดหนุ่มออร์เหลน’ ที่มีลักษณะ ‘หนุ่มทรงจิ้งเหลน ที่ชอบแต่งกายเลียนแบบดาราภาพยนตร์ประเภทร็อคแอนด์โรลล์’ ตามหน้าโรงภาพยนตร์และร้านกาแฟเป็นจำนวนมาก10 โดยเล่ากันว่า วิธีการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจในยุคนั้นว่าใครคือ ‘หนุ่มออร์เหลน’ ก็กระทำได้ง่ายๆ ด้วยการเอาขวดน้ำยัดขากางเกง ถ้ายัดไม่เข้า เขานั้นแหละคือ ‘หนุ่มออร์เหลน’

แม้ในช่วงราวปี 2501 – 2502 ชื่อเสียงและผลงานของ เอลวิส เพรสลีย์ในเมืองไทยน่าจะซาๆ ลงไปบ้าง เพราะเอลวิสต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นเวลาสองปี ทว่า เมื่อเอลวิสกลับออกมาจากค่ายทหารในช่วงราวปี 2503 ชื่อเสียงและความนิยมจากแฟนเพลงที่รอคอยและลอยคอรอก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณ เพราะเอลวิสปล่อยผลงานเพลงอัลบั้ม ‘Elvis Is Back!’ ก่อนจะตามมาติดๆ ด้วย ‘G.I. Blues’ ภาพยนตร์และอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ เอลวิส ทั้งร้องทั้งเล่น ‘โยกและคลึง’

กระแส เอลวิส เพรสลีย์ ฟีเวอร์ในเมืองไทยช่วงปี 2503 น่าจะส่งผลให้จิ๊กโก๋ไทย ‘โยกและคลึง’ ตามตู้เพลงกันข้ามคืนข้ามวัน จนกระดูกคอ เอว ไหล่ และหัวเข่าต้องร้องขอชีวิต ขณะเดียวกันย่อมถือเป็นการ ‘เย้ยฟ้าท้าดิน’ และเป็นภัยพิบัติทางสายตาสำหรับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีและผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคน จนเป็นผลทำให้คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษากันเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนปี 2503 ลงมติห้ามสถานีวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ วงดนตรีที่เป็นของรัฐบาล หรือองค์กรของรัฐบาล บรรเลงเพลงในจังหวะร็อกแอนด์โรลโดยเด็ดขาด และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการห้ามร้านค้าและร้านอาหาร/เครื่องดื่มที่มีหีบหรือตู้เพลง เปิดเพลงจังหวะร็อกแอนด์โรลด้วย

ด้วยมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้มีหนังสือไปถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนปี 2503 เพื่อให้กระจายมติของ ครม.ต่อไป ใจความว่า

“ด้วยสำนักบริหารของนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า ขณะนี้ได้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงบางแห่ง ออกอากาศเพลงในจังหวะ ร็อค เอน รอลล์ โดยจัดให้มีการแสดงในรายการพิเศษตามโรงภาพยนตร์ บางครั้งได้เกิดกรณีที่ไม่งดงามขึ้น โดยมีเด็กวัยรุ่นลุกขึ้นไปเต้นจังหวะร็อค เอน รอลล์ ตรงทางเดิน กล่าวคำหยาบคายกันลั่นโรงภาพยนตร์ ในที่สุดยกพวกตะลุมบอนกันขึ้น จนบาดเจ็บต้องไปถึงสถานีตำรวจกับโรงพยาบาล ทำให้เกิดกรณีที่ไม่งดงามขึ้นแก่วงการเยาวชน ซึ่ง ครม.ก็เคยลงมติในเรื่องนี้มาแล้วว่ายังไม่ถึงกับห้าม เป็นแต่เพียงให้แสดงความรังเกียจและกีดกันทางอ้อม เนื่องจากเพลงในจังหวะร็อค เอน รอลล์ เป็นผลทำลายวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของชาติให้เสียไป นอกจากนี้ยังปรากฏว่า ขณะนี้มีการแสดงเพลงจังหวะร็อค เอน รอลล์ทางวิทยุกระจายเสียงอยู่เสมอ จึงเห็นควรกำชับกระทรวงที่มีสถานีวิทยุและกรมประชาสัมพันธ์ ให้ดำเนินการตามที่ ครม.ได้เคยลงมติไว้”11

เอลวิสจากภาพยนตร์เรื่อง G.I. Blues (1960)

จอมพลสฤษดิ์ จะเคยลองเต้น ‘โยกและคลึง’ แบบเอลวิส เพรสลีย์บ้างหรือไม่นั้นผู้เขียนไม่อาจทราบได้ แต่จากบทสัมภาษณ์ต่างๆ แสดงให้เห็นว่า สำหรับจอมพลสฤษดิ์แล้ว เพลงร็อกแอนด์โรลได้ทำลายวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของชาติและก่อให้เกิดปัญหาเยาวชนตามมา ดังที่จอมพลสฤษดิ์ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์หลังการ ‘สั่งแบน’ เพลงร็อกแอนด์โรล ว่า

“ของบางอย่างที่เราผู้ใหญ่ดูแล้วละอายใจ แต่เด็ก ๆ ชอบทำ เพราะเห็นเป็นของโก้เก๋ อย่างกับผมมีหงอนยังงี้ นี่ยังดีที่สั่งห้ามร็อคแอลโรลล์ไปเสียแล้ว ม่ายงั้นจะเห็นเด็กเต้นกันเกลื่อน แล้วมันจะแย่”

เมื่อกล่าวถึงเพลงร็อกแอนด์โรล จอมพลสฤษดิ์ก็กล่าวถึงอิทธิพลของ ‘ราชาแห่งโยกและคลึง’ เอลวิส เพรสลีย์ที่มีผลต่อเยาวชนไทย ด้วยว่า

“รูปเพรสลี่เพรสเล่อเอาไปติดหัวนอนกันเต็มไปหมด แม่ผู้หญิงก็ติดดาราหนังผู้ชาย ฝ่ายผู้ชายก็ติดดาราหนังผู้หญิง – – มันยังไงๆ อยู่”12

กระนั้น แม้จอมพลสฤษดิ์จะ ‘สั่งแบน’ เพลงร็อกแอนด์โรล แต่เข้าใจว่าตามโรงภาพยนตร์ ร้านกาแฟ และร้านค้าที่มีการตั้งตู้เพลง ก็ยังคงแอบเปิดเพลงร็อกแอนด์โรลเพื่อเอาใจลูกค้าที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเต้น ‘โยกและคลึง’ แบบเอลวิส จนทำให้จอมพลสฤษดิ์มีแนวคิดคุมกำเนิดเพลงร็อกแอนด์โรลด้วยวิธีการแบบ ‘Unplugged’

Unplugged ของจอมพลสฤษด์ มิได้หมายถึง การเล่นดนตรีในสไตล์แนวอะคูสติกด้วยกีต้าร์โปร่ง แบบที่วงร็อก Nirvana หรือ อีริก แคลปตัน (Eric Clapton) เคยกระทำในรายการ MTV แต่ Unplugged ของจอมพลสฤษด์ ก็คือการถอดปลั๊กตู้เพลง

เหตุผลในการ Unplugged ของจอมพลสฤษดิ์ น่าจะมาจากในช่วงปี 2504 – 2505 ปัญหาเยาวชนตีกันได้กลายเป็นประเด็นสังคมที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ ‘ปุ๊ วังหลัง’ ขว้างระเบิดขวดใส่รถเมล์เพื่อถล่มคู่อริ จนเป็นเหตุให้มีนักเรียนหญิงถูกลูกหลงเสียชีวิตในปี 2504 จนนำมาซึ่งฉายา ‘ปุ๊ ระเบิดขวด’ รวมไปถึงเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทของ ‘แดง ไบเล่’ กับ ‘ปุ๊ ระเบิดขวด’ ที่ระเบิดขึ้นในเดือนกันยายนปี 2505 จนกลายเป็นข่าวใหญ่โตบนหน้าหนังสือพิมพ์ และนำมาสู่การสั่งกวาดล้างจิ๊กโก๋อย่างจริงจังทันที

จอมพลสฤษดิ์และผู้ใหญ่ในรัฐบาลเชื่อว่า สาเหตุสำคัญของปัญหาเยาวชนนั้นมาจากพฤติกรรมการลอกเลียนแบบดาราภาพยนตร์อเมริกันและภาพยนตร์ประเภทอาชญากรรมต่างๆ รวมไปถึงการได้ระเบิดอารมณ์เพราะฟังเพลงร็อกแอนด์โรล ดังที่จอมพลสฤษดิ์ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ถึงเรื่องปัญหาเยาวชนตีกันเพราะเชื่อว่าไปฟังเพลงร็อกแอนด์โรลของเอลวิส เพรสลีย์ตามตู้เพลง จนเกิดความคลั่งไคล้ในตัวเอลวิสถึงขนาดที่ว่าพกรูปเอลวิส ตั้งแต่หัวจดเท้า และเกิดการเลียนแบบถึงขนาด ‘จูบแบบเอววิส’

“อ้ายตู้เพลงก็เหมือนกัน ที่เห็นมาในเมืองนอกเมืองนาไม่เกิดเรื่อง เราก็เอาไว้อยากจะให้ฟังกันดูครึ้ม ๆ มั่ง ก็เกิดตีกันวุ่นวายไป – มันเป็นยังไงกันหือ?…”

“ผมว่าเพลงอื่น ๆ ไม่ค่อยมีเรื่องหรอกครับ มีก็จะมีแต่พวกเอลวิสนั่นแหละครับ” นักข่าวแนะ

“อืม” นายกรัฐมนตรีรับทราบ

“เอลวิสเดี๋ยวนี้เป็นกันมาก เป็นกันถึงขนาดยกพวกตีกันหัวร้างข้างแตกคราวจะไปดูหนังที่พ่อนี่เล่นเทียว ทำไปเล่นไป พวกเด็กสมัยนี้พกเอลวิสทั้งหัวนอนปลายตีน จะจูบจะเจอบ เห็นว่าจูบท่าอื่นไม่เหมาะ ต้องว่าท่าเอลวิส แบบเพลสเล่ย์!”13

ดังนั้น เพื่อเป็นการคุมกำเนิดเอลวิส เพรสลีย์และเพลงร็อกแอนด์โรล ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนปี 2505 จอมพลสฤษดิ์ จึงปฏิบัติการ ‘Unplugged’ ด้วยการมีคำสั่งให้กรมตำรวจดำเนินการหาวิธีให้ร้านค้าเลิกการตั้งตู้เพลง เพราะเห็นว่ามีเยาวชนและนักเรียนเป็นจำนวนมาก ชอบไปมั่วสุมกันฟังเพลงตามตู้เพลง และเพลงจากตู้เพลงดังกล่าวส่วนมากเป็นเพลงสากลประเภทที่มีจังหวะไปในทำนองเร้าอารมณ์14

ในท้ายที่สุด แม้จอมพลสฤษดิ์จะทำการสั่ง Unplugged เพลงร็อกแอนด์โรล แต่เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมื่อเอลวิส เพรสลีย์จะเกิด แม้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะสั่งคุมกำเนิดเพลงร็อกแอนด์โรล ก็มิอาจต้านทานได้ ซึ่งก็อาจจะเนื่องด้วยเหตุผลปัจจัยภายในว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ถึงแก่อสัญกรรมในเดือนตุลาคมปี 2506 จึงทำให้เพลงร็อกแอนด์โรลกลับมากระหึ่มในหมู่มิตรรักนักเพลงร็อก รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างความสัมพันธ์ทางการเมือง การทหาร และการเงินของสหรัฐอเมริกากับไทยที่เน้นเฟ้นเป็นอย่างมากในช่วงรัฐบาลต่อมาของจอมพลถนอม กิตติขจร ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวและเหล่าทหารกล้าของสหรัฐอเมริกา ยกพลขึ้นบกบุกเมืองไทยเป็นจำนวนมาก จนกล่าวได้ว่าเป็นยุค ‘อเมริกันครองเมือง’ ก็คงไม่ผิดนัก15

บนหน้าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของเมืองไทย ‘ราชาแห่งโยกและคลึง’ เอลวิส เพรสลีย์ จึงเปรียบเสมือนอาวุธทางวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกาที่ ‘ยกพลขึ้นบก’ เมืองไทยมาพร้อมกับเงินดอลลาร์และกองทัพทหารในช่วงทศวรรษ 2500 ที่แม้แต่ผู้นำเผด็จการ “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” อย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็มิอาจต้านทานได้ ขณะเดียวกัน ก็นับเป็นปฐมบทของเส้นทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเพลงร็อกแอนด์โรลในเมืองไทย

ก่อนที่ในกาลต่อมา แหลม มอริสัน จะหิ้วกีต้าร์ไฟฟ้าเดินทางมาถึงแคมป์ทหาร G.I.

  • นิตยา กาญจนะวรรณ, กาลานุกรม เอลวิส เพรสลีย์ ที่ปรากฏในสังคมไทย พ.ศ. 2500 – 2516, (นครปฐม: จัดพิมพ์โดย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน),2555) ↩︎
  • ดู อิทธิเดช พระเพ็ชร, แล้วแต่ปุ๊ : ว่าด้วย ‘ประวัติศาสตร์ความทรงจำลวง’ ของ ปุ๊ ระเบิดขวด-แดง ไบเล่ ใน 2499 อันธพาลครองเมือง, เข้าถึงข้อมูลใน https://www.the101.world/2499-and-young-gangsters/ ↩︎
  • ดูประเด็นนี้ใน วรยุทธ พรประเสริฐ, นักเลงพระนคร: ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ – สังคมกับการเกิดนักเลงแบบเมืองในสังคมไทย พ.ศ.2411 – 2500,วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2562, 300 – 307. ↩︎
  • ปุ๊ กรุงเกษม, ย้อนตำนานโก๋หลังวัง เดินอย่างปุ๊, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, 2559), 18. ↩︎
  • ธเนศ วงศ์ยานนาวา, ON ANGLO-AMERICAN ว่าด้วยแนวคิดแบบแองโกล-อเมริกัน ถามสั้นๆ ตอบยาวๆ กับ ธเนศ วงศ์ยานนาวา, (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2565),136. ↩︎
  • ประวัติและผลงานของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ คณะรัฐมนตรี พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2507, (พระนคร: สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี), 26. ↩︎
  • ดูประเด็นนี้ใน อิทธิเดช พระเพ็ชร, การสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในหนังสือพิมพ์ไทย (พ.ศ. 2500-2506), วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2561. ↩︎
  • สารเสรี 19 มกราคม 2502 ↩︎
  • ธนาวิ โชติประดิษฐ, ภาพปรากฏของนิทรรศการ, เข้าถึงข้อมูลใน https://www.the101.world/art-orlane/ ↩︎
  • พิมพ์ไทย 19 มกราคม 2503 ↩︎
  • โรม บุนนาค, ร็อคเอนโรลล์ ทวิสท์ ออฟบิท ลิมโบ้ร็อค จังหวะสุดฮิทของวัยรุ่น! ครม.คนแก่สั่งห้ามเปิดเด็ดขาด!!, เข้าถึงข้อมูลใน https://mgronline.com/onlinesection/detail/9610000097114 ↩︎
  • พิมพ์ไทย 23 มกราคม 2504 ↩︎
  • สยามนิกร 19 มกราคม 2505 ↩︎
  • สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (1 กรกฎาคม 2505), 3. ↩︎
  • ดูประเด็นนี้ได้ใน อิทธิเดช พระเพ็ชร, จาก ‘แหม่มปลาร้า’ ถึง ‘จดหมายจากเมียเช่า’: ฟังเพลงลูกทุ่งไทยในยุค ‘อเมริกันครองเมือง’, เข้าถึงข้อมูลใน https://www.the101.world/songs-of-the-americanization-in-thailand/ ↩︎
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...