โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แผนลงทุน ปตท. 89,203 ล้าน "อรรถพล" ส่งไม้ต่อ "คงกระพัน" ลุย EV ยา ไฮโดรเจน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 มี.ค. 2567 เวลา 07.13 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2567 เวลา 04.17 น.
PTT

ปตท. เผยแผนงานตลอด 4 ปี ของ “อรรถพล” ก่อนส่งแผนพลังงาน Powering Life with Future Energy and Beyond ภายใต้เงินลงทุน 5 ปี เกือบ 90,000 ล้านบาท ให้ “คงกระพัน” ผู้ว่าคนใหม่ พ.ค. 2567 เดินหน้ามุ่งสู่ธุรกิจใหม่ New S-curve ทั้งยา EV AI โลจิสติกส์ครบ รวมทั้งไฮโดรเจน ด้วยโมเดลตั้งบริษัทลูกดำเนินงาน ปี 2567 ทุ่มลงทุน 20,000-30,000 ล้านบาท ปลุกการลงทุน คาดราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอยู่ที่ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

วันที่ 25 มีนาคม 2567 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนงานปี 2567 ว่า หลังจากที่บอร์ดอนุมัติเงินลงทุน 89,203 ล้านบาท แม้กำลังจะเปลี่ยนผู้นำในช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 นี้ แต่สำหรับการลงทุนในปี 2567 จะใช้เงินประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท และ ปตท. ยังคงเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิต ด้วยพลังแห่งอนาคต เป้าหมายคือการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และสร้างการเติบโตในธุรกิจพลังงานอนาคตรวมถึงธุรกิจใหม่

ขณะเดียวกันยังต้องที่บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2583 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยมุ่งธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจพลังงานสะอาด หรือธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต (Future Energy) เช่น พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงไฮโดรเจน

รวมถึงธุรกิจที่สนับสนุนการขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนนอกเหนือธุรกิจพลังงาน (Beyond) หรือธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรม New S-curve คือ ธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life Science) เช่น ยา Nutrition อุปกรณ์และการวินิจฉัยทางการแพทย์ ธุรกิจสนับสนุนการเคลื่อนที่และวิถีชีวิต (Mobility & Lifestyle) รวมถึงธุรกิจค้าปลีก Nonoil ธุรกิจ AI หุ่นยนต์ และดิจิทัล (AI, Robotics & Digitalization) ธุรกิจโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Business)

ทั้งนี้ ธุรกิจใหม่คือส่วนที่ทำให้ ปตท. มีรายได้และเติบโตมากขึ้น จากวางเป้าหมายไว้ว่าจะมุ่งไปธุรกิจที่เป็น New S-cruve ปัจจุบันสามารถทำยา EV bio AI โลจิสติกส์ ถือว่า New S-curve ทั้งหมดทำครบแล้วใช้โมเดลการเติบโต ด้วยการตั้งบริษัทลูกขึ้นมา เพื่อดำเนินงานแล้วเข้าถือหุ้นหรือซื้อธุรกิจนั้น ๆ มาเพื่อสร้างการเติบโต อย่างที่ร่วมทุนกับบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งบริษัทร่วมทุน บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด เพื่อผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอเป็นวัตถุหลักสำหรับทำหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 ชุดกาวน์ และแผ่นกรองอากาศ

ตั้งบริษัท อินโนบิก เอลเอล โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อเพิ่มทุนบริษัทยา Lotus Pharmaceutical บริษัทผลิตยาชั้นนำในไต้หวัน การก่อตั้ง บริษัท นิวทรา รีเจนเนอเรทีฟ โปรตีน จำกัด ที่ผลิตอาหารแพลนต์เบสให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการด้านอาหาร และแบรนด์ต่าง ๆ

จัดตั้ง บริษัท อินโนบิก นูทริชั่น จำกัด (INNT) จัดตั้งขึ้นในปี 2565 ดำเนินธุรกิจทั้งในส่วนของโภชนาการทางการแพทย์ (Medical Nutrition) สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการดูแลทางด้านโภชนาการ โดยจะพัฒนาสูตรสำหรับผู้ป่วยทั่วไปและสูตรสำหรับผู้ป่วยเฉพาะโรค และในส่วนของโภชนเภสัช (Nutraceutical) ธุรกิจเกี่ยวกับโภชนาการอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ และเพื่อป้องกันโรค

ตลอดที่ผ่านมาได้ปรับพอร์ตการลงทุนมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ส่วนธุรกิจพลังงานใหม่และธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากพลังงานต้องสร้างกำไรในปี 2573  มากกว่า 30% และต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% ภายในปี 2573 เช่น โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้พลังงานไฮโดรเจน การปลูกป่าใหม่เพิ่ม 2 ล้านไร่

สำหรับเงินลงทุน 5 ปี (2566-2570) ที่จะมารองรับการดำเนินงานตามแผนปี 2567-2571 อยู่ที่ 89,203 ล้านบาท เป็นกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ 30,636 ล้านบาท หรือ 34% ธุรกิจท่อส่งก๊าซธรรมชาติ 14,934 ล้านบาท หรือ 17% ธุรกิจธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานและสำนักงานใหญ่ 12,789 ล้านบาท หรือ 14% ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและปิโตรเลียมขั้นปลาย 3,022 ล้านบาท หรือ 4% บริษัทที่ ปตท. ถือหุ้น 100% อีก 27,822 ล้านบาท

“ปตท.มีการเปลี่ยนผู้นำมาตลอด คนใหม่นี้เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มบริษัท ปตท. อยู่แล้ว ถือว่าสบายใจได้ซึ่งคนใหม่น่าจะรู้ PTT WAY อยู่แล้ว เชื่อว่าการเดินตาม PTT WAY มันจะประสบความสำเร็จ การรับไม้ต่อจะทำให้มันเจริญก้าวหน้าไปด้วยอยู่แล้ว เหมือนกับที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นมาโดยตลอด”

ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่เงินเฟ้อชะลอตัว ส่วนเศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้น แต่อาจเผชิญกับการควบคุมการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปก อุปทานจากกลุ่ม non-OPEC และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนราคาน้ำมัน Dubai ปี 2567 มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากปีก่อน หรือจะอยู่ที่ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

นายบุรณิน รัตนสมบัติ ประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (INNOBIC) กล่าวว่า ธุรกิจ Life Science ปตท. เปิดดำเนินการมาแล้ว 3 ปี เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตยา เช่น ยาชีววัตถุที่มีนวัตกรรม ยาสามัญที่เพิ่งหมดสิทธิบัตร โดยมุ่งไปที่โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร โรคการผิดปกติของระบบประสาท เป็นต้น นอกจากนี้ได้ต่อยอดจากธุรกิจปิโตรเคมีกลุ่ม ปตท. ใช้เม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีนผลิตผ้า Melt Blown รวมถึงการผลิตยางสังเคราะห์ Nitrile Butadiene Latex (NBL) เพื่อเป็นวัตถุดิบทำถุงมือไนไตรต์ รวมไปถึงการผลิตอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นยาสำหรับ เทรนด์พลังงานในปัจจุบันและอนาคต ด้วย

ผลกระทบของสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เป็นผลมาจากการเพิ่มปริมาณของก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas : GHG) โดยมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นองค์ประกอบสำคัญ จึงมีข้อตกลงระหว่างประเทศในการลดปริมาณ CO2 ในชั้นบรรยากาศ ทำให้แนวโน้มการใช้พลังงานฟอสซิล อาทิ ถ่านหิน ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติลดลง และกำลังจะหมดไปในอนาคต

โดยจะถูกแทนที่ด้วยพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ที่นำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานชีวมวล และพลังงานไฮโดรเจน

สำหรับพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen) เนื่องจากก๊าซไฮโดรเจนไม่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ การใช้ไฮโดรเจนจึงไม่ปล่อยก๊าซ CO2 ฝุ่นละออง หรือมลพิษไอเสียอื่น ๆ นอกจากนี้ ไฮโดรเจนยังมีค่าพลังงานความร้อนต่อน้ำหนักสูงกว่าน้ำมัน Gasoline ประมาณ 3 เท่า

ซึ่งไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ทั่วโลกสนใจมากขึ้น และถูกเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เนื่องจากไฮโดรเจนมีความสะอาด ไม่มีสารประกอบคาร์บอนจึงไม่มีการปลอดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อถูกใช้งาน ดังนั้น หลายประเทศจึงให้ความสนใจในการใช้ไฮโดรเจนในหลายรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงในภาคขนส่งต่าง ๆ ทั้งในรถยนต์ รถบรรทุก รถไฟ และเรือ หรือการใช้เป็นเชื้อเพลิง สำหรับให้ความร้อนคุณภาพสูงโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กแทน

ไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตไฮโดรเจนผ่านกระบวนการ Gasification ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการที่มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตโดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบผ่านกระบวนการ Steam Methane Reforming (SMR)

ไฮโดรเจนสีฟ้า (Blue Hydrogen) ก็จะหมายถึงไฮโดรเจนที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตโดยใช้กระบวนการ Water Electrolysis ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ก็จะหมายถึง ไฮโดรเจนที่ผลิตจากกระบวนการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำโดยพลังงานไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้านั้นต้องมาจากพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) หรือ พลังงานลม (Wind Energy)

ดังนั้น ไฮโดรเจนสีเขียวนับเป็นพลังงานที่มีความสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด แม้จะมีการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวอยู่เพียง 5% ของปริมาณไฮโดรเจนที่ใช้งานกันทั่วโลก แต่ก็เป็นที่คาดหมายกันว่า ไฮโดรเจนสีเขียวนี้จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในด้านพลังงานหลังปี 2573 เป็นต้นไป และราคาของไฮโดรเจนสีเขียวก็จะอาจจะถูกกว่าไฮโดรเจนสีเทาในอนาคตอีกด้วย

สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาของไฮโดรเจนสีเขียวมีแนวโน้มที่ลดลงในอนาคตมาจาก 2 ปัจจัยด้วยกัน กล่าวคือ ต้นทุนของเทคโนโลยีของ Water Electrolysis มีราคาต่ำลง (ลดลงกว่า 40-50% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2015-2019)) และอย่างที่สองก็คือ ราคาต้นทุนไฟฟ้าจาก Renewable Energy ที่มีแนวโน้มลดลง

ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยราคาต้นทุนพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลดลงกว่า 40-90% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2010-2020) ราคาของไฮโดรเจนสีเขียวที่ผลิตได้ในปัจจุบันทั่วโลกจะอยู่ในช่วง $1.6-$10 ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาไฮโดรเจนสีเขียวก็จะขึ้นอยู่กับราคาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศนั้น ๆ และขนาดกำลังการผลิตของ Electrolyzer

ทั้งนี้ ปตท.ได้เล็งเห็นความสำคัญของการประยุกต์ใช้งานไฮโดรเจนในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมถึงโอกาสในการสร้างธุรกิจไฮโดรเจน โดยที่ผ่านมา ปตท.ได้มีการติดตามความเคลื่อนไหวในเทคโนโลยีไฮโดรเจนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง และในปี 2562 ปตท.ได้จัดตั้ง Hydrogen Thailand Club ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นต้น เพื่อเตรียมความพร้อมและผลักดันในเรื่องเทคโนโลยีไฮโดรเจนให้กับประเทศไทย

นอกจากนี้ ปตท.ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรดำเนินโครงการศึกษาและทดสอบการใช้งานไฮโดรเจนในภาคขนส่ง (Fuel Cell Electrical Vehicle (FCEV) Demonstration Project) โดยได้มีการจัดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนแห่งแรกในประเทศไทยที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และทดสอบการใช้งานของรถ FCEV จำนวน 2 คัน ในช่วงปี 2566-2567 ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากโครงการก็จะเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนการใช้งานโฮโดรเจนในภาคขนส่งของประเทศต่อไป

สำหรับผลการดำเนินงาน ปตท. และบริษัทย่อย ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 112,024 ล้านบาท คิดเป็น 3.6% ของยอดขาย สูงกว่าปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของกลุ่ม ปตท. ในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 13,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนกำไรส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของบริษัทในกลุ่ม ปตท. มาจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 45% ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น 9% ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทย่อยอื่น ๆ 17%

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แผนลงทุน ปตท. 89,203 ล้าน “อรรถพล” ส่งไม้ต่อ “คงกระพัน” ลุย EV ยา ไฮโดรเจน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...