ร่าง พ.ร.บ.สตาร์ตอัป คือความหวังสุดท้าย ดึง 'เงินทุนข้ามชาติ' แสนล้าน! ชี้สิทธิประโยชน์ภาษีต้องจูงใจพอ ก่อนเงินจะไหลไปสิงคโปร์-อินโดฯ แทน
THE STATES TIMES
อัพเดต 04 ธ.ค. 2568 เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2568 เวลา 06.00 น. • Hard News Teamร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. … ที่กำลังถูกผลักดันอยู่ในขณะนี้ ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการยกเครื่อง ระบบนิเวศสตาร์ตอัป (Startup Ecosystem) ของประเทศไทย และเป็นความพยายามครั้งใหญ่ของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านประเทศจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย นวัตกรรม (Innovation) และ เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) . หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อมิติทางธุรกิจในประเทศไทย
1. มิติการดึงดูดการลงทุนและเงินทุน (Investment & Funding)
ร่างกฎหมายนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยขาดแคลนเงินทุนและการเติบโตในระดับยูนิคอร์น (Unicorn)
มาตรการภาษีเพื่อดึงดูด Venture Capital (VC): มาตรการสำคัญคือการให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษี แก่บริษัทร่วมลงทุน (VC) และนักลงทุนรายบุคคล (Angel Investors) ที่เข้าลงทุนในสตาร์ตอัปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้จากการขายหุ้น (Capital Gains Tax) การลดภาระภาษีนี้จะจูงใจให้ เงินทุนต่างชาติ และ เงินทุนส่วนตัวในประเทศ กล้าที่จะเข้าลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงอย่างสตาร์ตอัปมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่ม สภาพคล่องทางการเงิน ให้กับบริษัทเทคโนโลยีไทย
การตั้งกองทุนส่งเสริมสตาร์ตอัป: กฎหมายอาจนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมโดยรัฐหรือรัฐร่วมทุน (Fund of Funds) เพื่อเข้าลงทุนร่วมกับ VC ในภาคเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ลงทุนเอกชนและกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น HealthTech, FinTech และ AgriTech
2. มิติกฎระเบียบและการปลดล็อกทางธุรกิจ (Regulation & Ease of Doing Business)
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตช้าคือ กฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย (Regulatory Sandbox) ที่ไม่เอื้อต่อการทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ
การจัดตั้ง 'คณะกรรมการสตาร์ตอัปแห่งชาติ': คณะกรรมการนี้จะมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและสำคัญที่สุดคือการ อำนวยความสะดวก และ ปลดล็อกกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจเทคโนโลยี
Sandbox เฉพาะทาง: อาจมีการกำหนดให้มีพื้นที่ทดลองทางธุรกิจ (Regulatory Sandbox) เฉพาะสำหรับสตาร์ตอัปในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น FinTech หรือ InsurTech ทำให้สตาร์ตอัปสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วภายใต้การกำกับดูแลที่ผ่อนปรน ก่อนที่จะนำออกสู่ตลาดจริง ซึ่งช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาด
การจ้างงานผู้มีความสามารถ (Talent Mobility): กฎหมายอาจอำนวยความสะดวกในการดึงดูดและจ้างงาน ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ (Foreign Talents) โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีหายาก โดยอาจผ่อนปรนเงื่อนไขด้าน Work Permit และ Visa เพื่อทำให้สตาร์ตอัปไทยสามารถแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการดึงตัวบุคลากรได้
3. มิติการแข่งขันในอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Traditional Industries)
การเติบโตของสตาร์ตอัปจะส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีทั้งโอกาสและความท้าทาย
การถูก Disrupt (Disruption Risk): สตาร์ตอัปนำเสนอโซลูชันที่ถูกกว่า เร็วกว่า และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่กว่า ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว หากไม่ปรับตัว ตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมที่ต้องเผชิญกับ E-commerce หรือธนาคารที่ต้องเผชิญกับ FinTech
โอกาสในการร่วมมือ (Corporate Venture Capital - CVC): ในทางกลับกัน บริษัทขนาดใหญ่มีโอกาสใช้กฎหมายนี้เป็นกลไกในการ ปรับตัวและสร้างนวัตกรรม โดยการตั้ง Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อลงทุนหรือเข้าซื้อสตาร์ตอัปที่มีนวัตกรรม . การร่วมมือนี้ช่วยให้บริษัทขนาดใหญ่ได้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operational Efficiency) และขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
มาตรฐานแรงงานและผลตอบแทน: การเติบโตของสตาร์ตอัปจะผลักดันให้เกิดมาตรฐานใหม่ในการจ้างงาน โดยเฉพาะเรื่องของ Stock Options หรือสิทธิในการซื้อหุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจูงใจบุคลากรคุณภาพสูงในโลกเทคโนโลยี ทำให้บริษัทดั้งเดิมต้องพิจารณารูปแบบผลตอบแทนที่ยืดหยุ่นและน่าสนใจมากขึ้นเพื่อรักษาบุคลากรของตนเอง
4. มิติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement)
ร่าง พ.ร.บ. อาจรวมถึงมาตรการที่ส่งเสริมให้ ภาครัฐเป็นลูกค้ากลุ่มแรก (First Customer) ของสตาร์ตอัป ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
การจัดซื้อแบบ Fast Track: อาจมีการกำหนดสัดส่วนหรือกลไกพิเศษเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการจากสตาร์ตอัปได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีข้อกำหนดที่ยืดหยุ่นกว่าการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป . การที่รัฐเป็นลูกค้าจะช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือ (Traction) และ รายได้เริ่มต้น (Initial Revenue) ให้กับสตาร์ตอัป ซึ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตในระยะแรก
ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปจึงเป็นมากกว่ากฎหมาย แต่เป็น เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะ: (1) ตัวเร่งการลงทุน ผ่านมาตรการภาษี (2) ตัวลดอุปสรรคทางกฎหมาย ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ (3) ตัวกระตุ้นการแข่งขันและนวัตกรรม ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม และ (4) ผู้สร้างโอกาสใหม่ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หากกฎหมายนี้ถูกออกแบบและบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางสตาร์ตอัปในภูมิภาค (Regional Startup Hub) ได้อย่างแท้จริง