โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

นายกญี่ปุ่น อยากมีกองทัพเต็มรูปแบบ ‘ว่าที่นายกฯ พิธา’ อยากให้กองทัพไทยเล็กลง ความต่างแห่งประวัติศาสตร์ ‘ญี่ปุ่นกลัวจีน’ ส่วนไทยมีบาดแผลกลัวทหารยึดอำนาจ

THE STATES TIMES

อัพเดต 20 พ.ย. 2568 เวลา 10.19 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2568 เวลา 05.30 น. • Hard News Team

ภาพตัดกัน: นายกญี่ปุ่น “อยากให้มีกองทัพ” vs ว่าที่นายกฯ พิธา “ไม่อยากให้กองทัพแบบเดิม”

ถ้าดูผิวเผิน เหมือนโลกกลับด้าน
- ญี่ปุ่น: ประเทศที่มี “รัฐธรรมนูญสันติภาพ” ห้ามทำสงคราม และระบุว่า “จะไม่มีกองทัพ” ตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่วันนี้นายกฯ ฟูมิโอะ คิชิดะ กลับเดินหน้าเพิ่มงบกลาโหม และทำให้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” (JSDF) มีสถานะใกล้เคียงกองทัพปกติมากขึ้น
- ไทย: ประเทศที่มีกองทัพขนาดใหญ่ มีประวัติรัฐประหารหลายครั้ง มีระบบเกณฑ์ทหาร และกองทัพมีบทบาทการเมืองสูง แต่กลับมี “ว่าที่นายกฯ” อย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่เสนอจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ปรับลดกำลังพล และปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้ออกจากการเมือง

บทความนี้จึงชวนมองให้ลึกกว่าภาพคู่ขัดแย้งแบบง่ายๆ ว่า
ทำไมนายกญี่ปุ่นเหมือนอยากให้ญี่ปุ่นมีกองทัพที่ชัดเจนขึ้น
ขณะที่ว่าที่นายกฯ พิธา กลับอยากให้กองทัพไทยเล็กลง โปร่งใสขึ้น และห่างจากการเมืองมากขึ้น

1. ญี่ปุ่น: จากประเทศแพ้สงคราม สู่การถกเถียงใหม่เรื่อง “กองทัพ”

หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง รัฐธรรมนูญปี 1947 เขียน “มาตรา 9” ไว้ชัดว่า ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงคราม และจะไม่มีกองกำลังบก–เรือ–อากาศ หรือศักยภาพทางทหารใดๆ

บนกระดาษ ญี่ปุ่นคือประเทศที่ “ไม่มีสิทธิ์มีกองทัพ” แต่ในโลกความเป็นจริง ช่วงสงครามเย็นและสงครามเกาหลีทำให้สหรัฐต้องการให้ญี่ปุ่นช่วยแบกภาระด้านความมั่นคงในเอเชีย จึงค่อยๆ สร้าง “กองกำลังป้องกันตนเอง” (Japan Self-Defense Forces – JSDF) ขึ้นมาภายใต้การตีความว่า “ป้องกันตัวเองได้ แต่ห้ามเป็นกองทัพเชิงรุก”

หลายสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นจึงอยู่ในสภาพ “มีทหารจริง แต่พูดไม่ได้ว่ามีกองทัพเต็มรูปแบบ”

แล้วทำไมยุคนี้นายกฯ ญี่ปุ่นถึงอยากให้ “มีกองทัพชัดๆ” มากขึ้น?

บริบทสำคัญคือ
- จีนแสดงแสนยานุภาพทางทะเลรอบๆ ญี่ปุ่น
- เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามหัวญี่ปุ่นเป็นช่วงๆ
- รัสเซียบุกยูเครน ทำให้ทั้งยุโรปและเอเชียตื่นตัวเรื่องความมั่นคง

รัฐบาลญี่ปุ่นจึงประกาศจะเพิ่มงบกลาโหมให้แตะระดับประมาณ 2% ของ GDP และพูดถึงการมีขีดความสามารถ “โจมตีโต้กลับ” หากถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธก่อน

ภาพของ “นายกญี่ปุ่น” จึงดูเหมือนผู้นำที่อยากให้ญี่ปุ่น “มีกองทัพจริงๆ” ไม่ใช่แค่ชื่อสวยๆ ว่า “กองกำลังป้องกันตนเอง” แต่ในสังคมญี่ปุ่นเองก็ยังมีอีกฝ่ายที่กังวลว่า การเดินหน้าทางทหารมากเกินไปอาจพาให้ประเทศย้อนกลับสู่เงาของจักรวรรดินิยมยุคเก่า

2. ไทย: จาก “กองทัพผู้ปกครอง” สู่คำถามว่ากองทัพควรใหญ่แค่ไหน

ในขณะที่ญี่ปุ่นมีบาดแผลจากการเป็น “ผู้รุกราน” ไทยกลับมีบาดแผลจาก “กองทัพของตัวเองเข้ามายึดอำนาจในประเทศ” หลายรอบ

ตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา กองทัพไทยสลับบทบาทระหว่าง “ผู้ดูแลความมั่นคง” กับ “ผู้เล่นการเมืองตัวจริง” ผ่านรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

พร้อมกันนั้น ไทยมีระบบ “เกณฑ์ทหาร” ที่ถูกวิจารณ์เรื่องความไม่เป็นธรรม การถูกเอาเปรียบ และการละเมิดศักดิ์ศรีของทหารเกณฑ์ ขณะที่กองทัพถือครองงบประมาณจำนวนมากเมื่อเทียบกับหลายภารกิจอื่นอย่างการศึกษาและสาธารณสุข

ในบริบทนี้ พรรคก้าวไกลและพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงเสนอแพ็กเกจ “ปฏิรูปกองทัพ” ที่ชัดเจน เช่น
- ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ
- ลดจำนวนกำลังพลที่ไม่จำเป็น
- ปฏิรูปโครงสร้างให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง
- ปรับงบฯ กลาโหมให้มีความโปร่งใสและสะท้อนภัยคุกคามที่แท้จริง

ภาพของพิธาจึงกลายเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ “ไม่อยากให้ไทยมีกองทัพแบบเดิม” ไม่ใช่ “ไม่มีทหารเลย” แต่คือ “กองทัพเล็กลง มืออาชีพขึ้น และออกจากการเมืองให้มากที่สุด”

3. ทำไมญี่ปุ่นอยากมีกองทัพ แต่พิธาอยากลดบทบาทกองทัพ?

หากเทียบกันทีละมิติ จะเห็นว่า ทั้งสองประเทศมีประสบการณ์และโจทย์คนละแบบ

3.1 บาดแผลทางประวัติศาสตร์คนละชนิด
- ญี่ปุ่นมีบาดแผลจากการเป็นผู้รุกรานในสงครามโลก จึงเขียนมาตรา 9 เพื่อ “มัดมือ” ตัวเองไม่ให้เดินซ้ำรอย แต่เมื่อภัยคุกคามใหม่เพิ่มขึ้น สังคมญี่ปุ่นบางส่วนจึงตั้งคำถามว่า “สันติภาพที่ไม่มีเกราะป้องกัน อาจไม่ใช่สันติภาพที่ปลอดภัยจริงๆ”
- ไทยมีบาดแผลจากรัฐประหาร การสลายการชุมนุม และบทบาทกองทัพในทางการเมือง คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงมองว่า “กองทัพที่ใหญ่เกินไป กลายเป็นความเสี่ยงต่อประชาธิปไตย มากกว่าจะเป็นเกราะให้ประเทศ”

3.2 โครงสร้างพันธมิตรและแรงกดดันจากภายนอก
- ญี่ปุ่นอยู่ใต้ร่มความมั่นคงของสหรัฐผ่านสนธิสัญญาด้านความมั่นคง สหรัฐก็อยากให้ญี่ปุ่นช่วยแบกภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น จึงกดดันให้ญี่ปุ่นเพิ่มบทบาททางทหารของตน
- ไทยไม่มีสนธิสัญญาความมั่นคงแบบเดียวกับญี่ปุ่น แรงกดดันที่คนไทยรู้สึกหนักส่วนใหญ่จึงมาจาก “การเมืองภายใน” ไม่ใช่ภัยคุกคามจากภายนอก

3.3 คำว่า “ความมั่นคง” หมายถึงคนละเรื่อง
- ในญี่ปุ่น “ความมั่นคง” หมายถึงจีน เกาหลีเหนือ รัสเซีย เส้นทางเดินเรือ และภัยสงครามยุคใหม่ ฝ่ายที่อยากมีกองทัพเข้มแข็งจึงเชื่อว่า ถ้าไม่มีศักยภาพป้องกันตัวเองจริงๆ อธิปไตยอาจสั่นคลอน
- ในไทย “ความมั่นคง” มักถูกใช้เพื่อปราบปรามคู่แข่งทางการเมือง และปิดปากคนเห็นต่าง ฝ่ายที่อยากปฏิรูปกองทัพจึงเน้นว่า ถ้ากองทัพไม่กลับเข้ากรมกอง ประชาธิปไตยจะไม่มั่นคงสักที

4. “ไม่อยากมีกองทัพ” จริงไหม หรือแค่ “อยากให้กองทัพเปลี่ยนบทบาท”

เมื่อมองให้ลึกลงไป จะเห็นว่า ทั้งสองกรณีไม่ได้สุดโต่งแบบ “เอา–ไม่เอากองทัพ”

ญี่ปุ่นไม่ได้เริ่มจากการไม่มีทหารเลย แต่มี JSDF อยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลอยากให้สิ่งที่มีอยู่ “แข็งแรงขึ้น ชัดเจนขึ้น และถูกยอมรับในเชิงการเมืองมากขึ้น”

ขณะที่พิธาไม่ได้เสนอให้ไทย “ไร้กองทัพ” แต่เสนอให้ไทย “ไร้กองทัพที่ครอบงำการเมือง” โดยมองว่ากองทัพควรเป็นอาชีพสมัครใจ ทันสมัย โปร่งใส อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน และใช้งบประมาณเท่าที่จำเป็นต่อภัยคุกคามจริง

5. บทเรียนสำหรับสังคมไทย: เราอยากได้ “กองทัพแบบไหน”
เมื่อวางภาพ “นายกญี่ปุ่น” ข้าง “ว่าที่นายกฯ พิธา” จะเห็นคำถามร่วมกันข้อหนึ่งคือ
“เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับกองทัพอย่างไร”

สำหรับไทย บทเรียนที่น่าคิดต่อคือ
1) กองทัพไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป แต่ต้องตอบโจทย์ภัยคุกคามจริงๆ หากเราตอบได้ชัดว่า ภัยหลักของไทยวันนี้คืออะไร งบประมาณและขนาดกองทัพก็จะชัดตาม
2) กองทัพที่แข็งแรงที่สุด คือกองทัพที่ประชาชนไว้ใจได้ ซึ่งต้องมาพร้อมความโปร่งใส ไม่เล่นการเมือง และไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต
3) ความมั่นคงของชาติไม่ใช่แค่เรื่องปืน–รถถัง แต่รวมถึงเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และความรู้สึกยุติธรรมของประชาชนด้วย

สรุปแล้ว ระหว่าง “อยากมีกองทัพเข้มแข็งขึ้น” ของญี่ปุ่น กับ “อยากให้กองทัพเปลี่ยนบทบาท” ของพิธา ไม่ได้ขัดแย้งกันในเชิงตรรกะ แต่สะท้อนประวัติศาสตร์ ปัญหา และโจทย์ของแต่ละสังคมที่แตกต่างกัน

คำถามสำคัญสำหรับไทยจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า “จะเอากองทัพหรือไม่เอา” แต่คือเราจะมีกองทัพแบบไหน ที่ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยทั้งจากศัตรูภายนอก และจากอำนาจที่เกินขอบเขตภายในประเทศไปพร้อมกันได้อย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...