เปิดหลักฐานพระราชปณิธาน ทรงยอมสละอำนาจเด็ดขาดเพื่อราษฎร ด้วยหวังนำ “สยามเป็นประชาธิปไตย” ย้อนรอยจาก 2 ร่างรัฐธรรมนูญ ก่อน 2475
THE STATES TIMES
อัพเดต 11 ธ.ค. 2568 เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 14.45 น. • Hard News Team“สยามเป็นประชาธิปไตย”
เป็นพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงตั้งใจ
“…ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้า ที่จะให้ราษฎรมีสิทธิ์ออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าในฐานที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมาก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์…” ข้อความตอนหนึ่งของคำประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์ทรงได้รับการถวายการยกย่องว่าเป็น "กษัตริย์นักประชาธิปไตย" แต่มีนักวิชาการส่วนหนึ่งที่ยังคงกังขาอยู่ ทั้ง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้มีการร่างรัฐธรรมนูญแล้วถึงสองฉบับ และทรงยอมสละอำนาจจากพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute monarchy) มาทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitution monarchy) จึงขอนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้
หลังจากครองสิริราชสมบัติได้ 1 ปี ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาในหัวข้อ “Problem of Siam” ถึงพระยากัลยาณไมตรี (ดร. Francis Bowes Sayre) โดยมีพระราชปุจฉาว่าด้วยสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่การสืบราชสันตติวงศ์ดำรงคงอยู่ในเชื้อพระวงศ์จำนวนน้อย อันไม่อาจมีหลักประกันใดว่าจะได้พระประมุขที่ดีและสามารถได้ ดังที่ทรงมีพระราชปรารภว่า “พระเจ้าแผ่นดินของสยามสืบทอดตามการสืบเชื้อสายที่มีตัวเลือกที่เป็นไปได้ค่อนข้างจำกัดอย่างมาก ในกรณีนี้จึงไม่แน่นอนว่า เราจะมีพระเจ้าแผ่นดินที่ดีอยู่เสมอ ฉะนั้น พระราชอำนาจเด็ดขาดจึงอาจจะกลายเป็นอันตรายที่แท้จริงต่อประเทศ” กับทั้งในเวลานั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง เช่น “เมื่อใกล้ ๆ สิ้นรัชกาล ประชาชนเริ่มหมดความเชื่อถือกษัตริย์พระองค์ก่อน” ควรแล้วหรือไม่ที่จะมีการปกครองในระบบรัฐสภา มีการปกครองแบบมีผู้แทน มีอัครมหาเสนาบดี มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีรัฐธรรมนูญ เพราะพระองค์ “ได้รับฎีกาจำนวนมากเกี่ยวกับรูปแบบของสภาประเภทนี้”ในรัชสมัยของพระองค์ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ในประเทศตามแบบของประเทศศิวิไลซ์ที่ใช้กัน พระยากัลยาณไมตรีจึงได้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีเพียง 12 มาตรา เรียกว่าเป็น “Outline of Preliminary Draft” เมื่อปี พ.ศ. 2467 โดยมีรายละเอียดดังนี้
มาตรา 1 ว่าด้วยการยืนยันว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดในราชอาณาจักร มาตรา 2 - มาตรา 6 กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีซึ่งบริหารราชการแผ่นดินโดยรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีและถอดถอนรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบในการบริหารกระทรวงต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษากันแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องนำข้อราชการสำคัญขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย นอกจากนั้นมาตรา 7 กำหนดการแต่งตั้งคณะอภิรัฐมนตรีให้มีอำนาจหน้าที่ถวายคำปรึกษา มาตรา 8 สภาองคมนตรี มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งรัชทายาท มาตรา 10 กำหนดเรื่องศาลฎีกาและศาลต่างๆ ภายใต้พระราชอำนาจ มาตรา 11 กำหนดให้อำนาจนิติบัญญัติเป็นของพระมหากษัตริย์ และมาตรา 12 กำหนดให้สภาองคมนตรีโดยคะแนนเสียง 3 ใน 4 ถวายคำแนะนำให้แก้รัฐธรรมนูญได้
และพระยากัลยาณไมตรี ก็ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมตอบพระราชหัตถเลขาในหัวข้อ “Problem of Siam” กลับมาในหัวข้อ “Sayrt’s Memorandum’” โดยตอบเป็นภาษาอังกฤษโดยแยกกลุ่มการตอบเป็น 3 กลุ่ม โดยการตอบกลุ่มที่ 2 เป็นเรื่องการปกครอง โดยพระยากัลยาณไมตรี ได้เริ่มอารัมภบทแสดงความไม่เห็นด้วยกับการมีสภาผู้แทนราษฎรว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยว่าควรจะพิจารณาจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรในสยามในขณะนี้ การจะมีรัฐสภาที่ใช้งานได้จะต้องอาศัยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าใจระบอบการปกครองแบบนี้ดี หากไม่มีประชาชนที่มีสติปัญญามากำกับควบคุม รัฐสภามีแต่จะเสื่อมถอยไปเป็นองค์การที่เลวร้ายและเผด็จการ ตราบใดที่ปวงประชาชาวสยามทั้งหลายยังไม่ได้รับการศึกษาสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การพยายามตั้งองค์กรเชิงรัฐสภาที่ประชาชนเลือกตั้งมามีแต่จะนำอันตรายใหญ่หลวงมาให้ ดังนั้น จึงดูไม่มีทางเลือกนอกจากการคงไว้ซึ่งระบอบการปกครองที่อำนาจเด็ดขาดยังคงอยู่กับพระมหากษัตริย์ อย่างน้อยที่สุดในช่วงปัจจุบันนี้”
ความเห็นดังกล่าว ยังได้รับการยืนยันเมื่อพระยากัลยาณไมตรี เขียนบทความลงในหนังสือ “Atlantic Monthly” หลังจากที่ถวายความเห็น โดยวิจารณ์ความตั้งพระทัยของพระมหากษัตริย์สยาม ให้เป็นระบบรัฐสภาว่า “รัฐสภาใดที่ไม่ถูกควบคุมโดยมวลผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีสติปัญญาและความใส่ใจ อาจเป็นกลไกของการกดขี่ที่เป็นอันตรายและมีความฉ้อฉลเสียยิ่งกว่ากษัตริย์ผู้ทรงสมบูรณาญาสิทธิ์” ซึ่งพระองค์ก็ทรงเอาจดหมายตอบดังกล่าวให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพดู และท่านก็ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการมีนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 12 มาตรา ที่ท่านได้ร่างขึ้นก็หาได้ใช้จริง ๆ ในสยามแต่อย่างใด เป็นเพียงแต่ร่างที่รู้กันเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ต่อมาในปลายปี พ.ศ. 2474 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะมอบรัฐธรรมนูญเป็นอนุสรณ์สำคัญในมงคลวาระที่พระบรมราชจักรีวงศ์ครองกรุงรัตนโกสินทร์มาได้ศตวรรษกึ่งในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 เมื่อพระองค์นิวัตพระนครหลังจากเสด็จฯ สหรัฐอเมริกาจึงรับสั่งให้ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมร่างรัฐธรรมนูญถวาย และพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย ได้มอบให้นาย Raymond B. Stevens และพระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง หรือ หุ่น ฮุนตระกูล) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญถวายเพื่อทรงพิจารณา ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วว่า “ทรงเห็นว่าควรจะต้องให้ Constitution มาตั้งแต่รัชกาลที่ 6 แล้ว และเมื่อได้ทรงรับราชสมบัติ ก็มั่นพระราชหฤทัยว่า เป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะให้ Constitution แก่สยามประเทศ” และ “เมื่อเสด็จกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ยิ่งรู้สึกแน่ใจว่าจะกักไว้อีกไม่สมควรเป็นแท้…”
นาย Raymond B. Stevensชาวอเมริกัน เป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศตั้งแต่ พ.ศ. 2469 เคยทำงานการเมืองกับพรรคเดโมแครตและเคยทำงานในรัฐสภาสหรัฐฯ (Congress) เห็นว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามในเวลานั้นเป็นรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมแล้วกับสภาพการณ์ ดังที่เขาได้ทูลกับพระองค์เจ้าบวรเดชว่า “ข้าพเจ้ามีความเห็นหลังจากรับสนองพระมหากรุณาธิคุณในสยามมาเป็นเวลา 4 ปีว่า ระบอบกษัตริย์ทรงอำนาจไม่จำกัด เป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดในช่วงระยะเวลาหนึ่งสำหรับประเทศนี้แน่นอน” ขณะที่พระยาศรีวิสารวาจา เป็นผู้ที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา สำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด จนทางราชการให้สัญชาติไทยและให้เข้ามารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2468
ในเอกสารที่ใช้ชื่อว่า An Outline of Changes in the Form of the Government หรือ “เค้าโครงความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการปกครอง” นี้ เขียนเป็นใจความ (แต่ไม่ได้เขียนเรียงเป็นมาตรา) ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์และสภานิติบัญญัติ และทรงไว้ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติจำนวนกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของราษฎร มีอภิรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์มีอำนาจอย่างกว้างขวาง เช่น การออกเสียงคัดค้านของพระองค์ อย่างไรก็ดีผู้ร่างทั้ง 2 คนเห็นว่า การมีรัฐสภานั้นยังไม่จำเป็น แต่สนับสนุนให้มีสภาเทศบาลในระดับท้องถิ่นขึ้นก่อน เพราะเห็นว่า ความปรารถนาที่จะมีการปกครองโดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางนั้นไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในสยาม โดยพระยาศรีวิสารวาจาได้ถวายความเห็นประกอบร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่า สถานการณ์ขณะนั้นยังไม่ควรที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองใด รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ควรจะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวก่อน แล้วค่อย ๆ ปูพื้นฐานการปกครองในระบอบใหม่ให้แก่ประชาชนต่อไป ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ไม่ได้ประกาศใช้ในวาระ 150 ปี ของกรุงรัตนโกสินทร์แต่อย่างใด
และเมื่อคณะราษฎรทำการปฏิวัติยึดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 สิ่งที่ที่ปรึกษาชาวอเมริกันทั้งสองคาดการณ์ไว้ก็เป็นจริง (1) อำนาจอธิปไตยนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงวันที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะทหารยึดอำนาจรัฐบาลที่มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม (หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร) เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 อำนาจทางการเมืองการปกครองกลายเป็นสมบัติผลัดชมของสมาชิกคณะราษฎร (2) หลังจากนั้นแล้วอำนาจก็ยังไม่ได้เป็นของประชาชนแต่อย่างใด ยังของเป็นของคณะเผด็จการทหารอีก 16 ปี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ไทยจึงมีรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้สงบเรียบร้อยจนถึงทุกวันนี้ ด้วยเป็นไปเช่นที่พระยากัลยาณไมตรี (ดร. Francis Bowes Sayre) ได้กราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยว่าควรจะพิจารณาจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรในสยามในขณะนี้ การจะมีรัฐสภาที่ใช้งานได้จะต้องอาศัยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าใจระบอบการปกครองแบบนี้ดี หากไม่มีประชาชนที่มีสติปัญญามากำกับควบคุม รัฐสภามีแต่จะเสื่อมถอยไปเป็นองค์การที่เลวร้ายและเผด็จการ ตราบใดที่ปวงประชาชาวสยามทั้งหลายยังไม่ได้รับการศึกษาสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การพยายามตั้งองค์กรเชิงรัฐสภาที่ประชาชนเลือกตั้งมามีแต่จะนำอันตรายใหญ่หลวงมาให้ ดังนั้น จึงดูไม่มีทางเลือกนอกจากการคงไว้ซึ่งระบอบการปกครองที่อำนาจเด็ดขาดยังคงอยู่กับพระมหากษัตริย์ อย่างน้อยที่สุดในช่วงปัจจุบันนี้” โดยไม่ผิดเพี้ยนเลย ด้วยตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงวันนี้ประชาชนชาวไทยส่วนหนึ่งยังคงขาดความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ยอมขายสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ ใช้สิทธิเสรีภาพของตนจนเกินขอบเขตกระทั่งไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ๆ และเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดีคือ ยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย เสียภาษีอากรอย่างถูกต้องและครบถ้วน
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่ได้นำมากล่าวถึงคือ ขณะที่คณะราษฎรทำการปฏิวัติยึดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจโดยชอบที่จะสั่งให้หน่วยทหารหัวเมืองต่าง ๆ สนธิกำลังเข้าปราบปรามคณะราษฎร ฐานเป็นกบฏก็ย่อมได้ แต่ที่สุดแล้วพระองค์ได้ตรัสว่า "เมื่อได้ฟังความเห็นของเจ้านายและเสนาบดีทั้งสองฝ่ายแล้ว ทรงเห็นว่าถ้าจะสู้ก็คงสู้ได้ แต่จะเสียเลือดเนื้อข้าแผ่นดินซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน" สุดท้ายทรงตัดสินพระทัยที่จะอยู่ในราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังที่พระองค์ทรงสนับสนุนที่จะให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ราชอาณาจักรไทยจึงมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนับแต่นั้นมาจนทุกวันนี้