คืนนี้ 3 พ.ค. ถ้าเฟดจบรอบดอกเบี้ยขาขึ้น จะลงทุนอย่างไรดี หุ้น หรือ ตราสารหนี้
การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 2-3 พ.ค. 2023 นี้ เรียกได้ว่าเป็นที่จับตาของตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลกว่าจะหยุด หรือไปต่อ เกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ย สำหรับมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือบลจ.ในประเทศไทย มีมุมมองสอดคล้องตามนักลงทุนทั่วโลกที่คาดว่ารอบนี้เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25 % และสิ้นสุดวัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้น โดยระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุด หรือ Terminal Rate ที่ระดับ 5.00 - 5.25%จนถึงสิ้นปี 2023
พร้อมกันนี้บลจ.ได้แนะนำกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางตลาดผันผวน โดยบลจ.ยูโอบี แนะนำอาศัยจังหวะตลาดผันผวนทยอยสะสม หรือ Buy On Dip ในหุ้นที่มีความสามารถในการสร้างกําไรที่สมํ่าเสมอ และมีพื้นฐานรองรับการเติบโตที่ชัดเจนสามารถเติบโตเป็น Secular Trend ส่วนบลจ.ไทยพาณิชย์ แนะนำ ให้ซื้อขาย หรือเทรดดิ้งตามรอบ
บทวิเคราะห์การลงทุนประจำสัปดาห์ ( 1-5 พ.ค.) ของบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย ) มีมุมมองว่าตัวเลขอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ที่ชะตัวลงสอดคล้องกับที่ตลาดคาดเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนว่าอัตราเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและมีแนวโน้มค่อยๆปรับตัวลดลงตามภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในระยะข้างหน้า ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะสามารถดําเนินนโยบายทางการเงินได้ยืดหยุ่นมากขึ้น
บลจ. ยูโอบี คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25 % และสิ้นสุดการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวัฎจักรรอบนี้ที่ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุด (Terminal Rate) 5.00% - 5.25% ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เห็นตรงกัน
อย่างไรก็ดีในแง่ของช่วงเวลาการลดอัตราดอกเบี้ย บลจ. ยูโอบี ค่อนข้างให้นํ้าหนักไปยังมุมมองของเฟดที่คาดการณ์ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุด (Terminal Rate) ไปจนถึงสิ้นปี 2023 เนื่องจากมองการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ( Recession) รอบนี้เป็นลักษณะไม่รุนแรงและภาคการจ้างงานจะชะลอตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในส่วนนี้เองอาจจะมีความแตกต่างเล็กน้อยจากสิ่งที่ตลาดโดยส่วนใหญ่ที่คาดว่าเฟดอาจจะลดอัตราดอกเบี้ยได้ 2-3 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งอาจจะมีความผันผวนเกิดขึ้นได้จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ ( FOMC) ในสัปดาห์นี้ (ประชุม 2-3 พ.ค.) แต่ไม่ได้มากเหมือนก่อนหน้านี้ และตลาดจะให้ความสําคัญกับประเด็นนี้น้อยลงเรื่อยๆ
นอกจากนี้จับตาดูแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขภาคการจ้างงาน เช่น Job Openings, Non Farm Payroll รวมถึงตัวเลขดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจล่วงหน้าอย่าง ISM Manufacturing & Service PMI นอกจากนี้การประกาศกําไรของบริษัทจดทะเบียนจะเป็นอีกปัจจัยในการขับเคลื่อนตลาดและให้จับตาดูการประกาศผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเฮลธ์แคร์ อย่าง Pfizer, Moderna, Vertex ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกปรับลดคาดการณ์กําไรมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ว่าจะสามารถสร้างจุดเปลี่ยน (Turnaround) ได้หรือไม่
ด้านกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ยูโอบี แนะนำอาศัยจังหวะตลาดผันผวนทยอยสะสม (Buy On Dip) ในหุ้นที่มีความสามารถในการสร้างกําไรที่สมํ่าเสมอ และมีพื้นฐานรองรับการเติบโตที่ชัดเจนสามารถเติบโตเป็น Secular Trend ได้อย่าง (EV, ESG, Clean Energy)รวมถึงหุ้นกลุ่ม Big Tech ที่มี Earnings Visibility ที่ดี
ในขณะเดียวกันการลงทุนในตราสารหนี้ก็ยังคงเป็นคําแนะนําหลักของบลจ.ยูโอบี ด้วยระดับของอัตราผลตอบแทน (ยีลด์) ที่อยู่ในระดับที่น่าสนใจรวมถึงโอกาสในการได้รับกำไรจากส่วนต่างราคา ( Capital Gain) จาก
แนวโน้มการดําเนินนโยบายทางการเงินที่ใกล้ถึงจุดเปลี่ยนและเข้มงวดน้อยลง โดยแนะนําการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพในระดับอินเวสเมนท์เกรด ( Investment Grade) ขึ้นไปเพื่อลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชําระหนี้ในช่วงเศรษฐกิจ
ถดถอย ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้าควรเริ่มพิจารณาลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทน (Seek for Yield) ในตราสารหนี้ที่มีระยะเวลา ( Duration) หรือเน้นไปที่เครดิตมากขึ้น
บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25 % ในการประชุมระหว่างวันที่ 2-3 พ.ค.นี้ จากสภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ยังไม่ถดถอย เงินเฟ้อชะลอตัวแต่ยังอยู่ระดับสูง การขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นการส่งสัญญาณว่าปัญหาสภาพคล่องธนาคารพาณิชย์สหรัฐยังอยู่ในวิสัยที่จัดการได้
ซึ่งหากการตัดสินใจของเฟดเป็นไปตามข้างต้นเชื่อว่าตลาดหุ้นมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังผันผวนในกรอบกว้างกลยุทธ์หลักคือ การซื้อขาย หรือ เทรดดิ้งตามรอบ