โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบแล้ว/นิยายวาย) ทะลุมิติมาทั้งที อย่าให้ข้าเห็นผีได้หรือไม่!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 21 ม.ค. 2565 เวลา 16.26 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 16.26 น. • เสี่ยวม่าน
หมิงอวี้ดาราตกอับทะลุมิติมาเข้าร่างเด็กหนุ่มในยุคโบราณที่มีหน้าตากับชื่อเหมือนกัน… ต้องมาตามหาชาติกำเนิดก็แล้วไปเถอะ แต่ว่าวิญญาณหนุ่มรูปหล่อที่ตามติดเขานี่มันอะไรกัน! แม้แต่ยามเข้าส้วมก็ไม่เว้น!

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่องนี้ รวมทุกตอนแล้วราคาประมาณ 370+ บาทนะคะ

ที่ติดเหรียญตอนพิเศษไว้แพง เป็นเพราะเราอยากให้คนที่ไม่สะดวกซื้อ ebook ได้อ่านตอนพิเศษด้วย

ปกติแล้วตอนพิเศษจะมีแค่ใน ebook ค่ะ ดังนั้นเลยติดเหรียญไว้แพง หวังว่าจะเข้าใจเราน้า

หมิงอวี้ดาราตกอับ อยู่ดี ๆ ก็ทะลุมิติมาเข้าร่างเด็กหนุ่มชื่อไป๋อวี้ในยุคโบราณ นอกจากจะมีหน้าตาเหมือนตัวเองแล้ว ชื่อยังคล้ายกันอีก!

ไป๋อวี้อาศัยอยู่กับปู่ที่หมู่บ้านเชิงเขาแสนห่างไกล ทุกวันต้องฝึกยุทธ ต้องเรียนวิชาแพทย์ ไหนจะต้องขึ้นเขาเก็บสมุนไพรล่าสัตว์อีก ยุ่งวุ่นวายไม่ได้หยุดพัก

ตอนแรกนึกว่าจะได้ใช้ชีวิตสงบสุข สโลว์ไลฟ์ ใกล้ชิดธรรมชาติอยู่ที่หมู่บ้านเชิงเขาไปตลอด แต่แล้ววันหนึ่งท่านปู่ก็มาด่วนจากไป ก่อนตายท่านปู่ที่เลี้ยงดูเขามาตลอดยังบอกความจริงสุดช็อกว่าไม่ใช่ปู่แท้ ๆ ของเขา ท่านปู่เก็บเขามาเลี้ยง!

และแล้วภารกิจตามหาชาติกำเนิดก็บังเกิดขึ้น ไป๋อวี้ออกเดินทางจากหมู่บ้านเชิงเขา โดยมีจี้หยกที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดกับปานรูปจันทร์เสี้ยวที่ไหล่เป็นหลักฐานในการตามหาครอบครัว

แค่ต้องลำบากตามหาครอบครัวก็แล้วไปเถอะ แต่ว่าวิญญาณหนุ่มรูปหล่อที่ตามติดเขาเป็นเงาตามตัวนี่มันอะไรกัน! แม้แต่ยามเข้าส้วมก็ไม่เว้น!!

ไป๋อวี้อยากตะโกนเหลือเกินว่า “ทะลุมิติมาทั้งที อย่าให้ข้าเห็นผีจะได้หรือไม่!!”

…………………

นิยายเรื่องนี้จะเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ หลังจากจบแล้วเราจะเริ่มติดเหรียญ และลงขายเป็นอีบุ๊คค่ะ

โดยในอีบุ๊คจะมีตอนพิเศษเพิ่มมา แล้วเราจะลงตอนพิเศษ (แบบติดเหรียญไว้ตั้งแต่แรก) ด้วยค่ะ

อยากลองเขียนนิยายวายจีนโบราณดูบ้างค่ะ หวังว่าจะไปรอด ถ้ามีคำผิดหรืออ่านแล้วมีตรงไหนแปลก ๆ รบกวนทักด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

สามารถติดตามนิยายเรื่องอื่น ที่เนื้อหาไม่สามารถลงในเด็กดีได้ ที่ธัญวลัย, readAwrite หรือ fictionlog นะคะ นามปากกาเดียวกัน เว็บหลักที่เราใช้คือ readAwrite ค่ะ

หรือติดตามความเคลื่อนไหวเวลาลงนิยายตอนใหม่ได้ที่ facebook

บทนำ

ตอนที่ 1

บทนำ

ยามราตรีในเมืองใหญ่ ตึกรามบ้านช่องสว่างสไวไปด้วยแสงไฟ รถราวิ่งขวักไขว่บนท้องถนน เสียงบีบแตร เสียงตะโกนไปมา ดูสับสนวุ่นวายไม่ต่างไปจากตอนกลางวัน หมิงอวี้เดินจ้ำอ้าวท่ามกลางฝนที่เริ่มลงเม็ดเปาะแปะ เขาอยากจะรีบกลับให้ถึงที่บ้านก่อนที่ฝนจะตกหนัก จึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น น้ำฝนสมัยนี้ไม่รู้ปนเปื้อนอะไรบ้าง ทางที่ดีไม่โดนได้จะดีที่สุด

“เฮ้อ เกือบไป” ชายหนุ่มยืนหอบอยู่หน้าประตู ทันทีที่เขากลับมาถึงบ้านฝนก็เทลงมาพอดี โชคดีที่ไม่เปียกฝน แค่ออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตใกล้บ้านเลยไม่ได้พกร่มไปด้วย ใครจะคิดว่าวันนี้จะมีฝนตก

“พยากรณ์อากาศนี่เชื่อถือไม่ได้เลย” เขาบ่นพลางเก็บของสดที่ซื้อมาเข้าตู้เย็น ก่อนจะล้างมือเตรียมตัวทำอาหาร

“มีใครอยู่ไหม รับโทรศัพท์หน่อยจ้า”

“มีใครอยู่ไหม รับโทรศัพท์หน่อยจ้า”

เสียงอ้อแอ้ของเด็กเรียกให้รับโทรศัพท์ดังขึ้นรัว ๆ เป็นเสียงเรียกเข้าที่หมิงอวี้ใช้มาตั้งแต่สมัยมัธยม เขารู้สึกว่ามันน่ารักดีเลยใช้มาตลอด ถึงจะเปลี่ยนโทรศัพท์หลายครั้งก็ไม่เคยเปลี่ยนไปใช้เสียงเรียกเข้าอื่นเลย แม้ว่าเพื่อน ๆ หรือคนรู้จักจะพากันล้อเลียนหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่สนใจ

“สวัสดีครับพี่กัว” หมิงอวี้กดรับโทรศัพท์หลังจากเห็นชื่อคนที่โทรมา

“ทำอะไรอยู่ รับสายช้าจัง ยุ่งอยู่เหรอ”

“ไม่ยุ่งครับ แค่กำลังจะทำอะไรกินนิดหน่อย พี่กัวมีอะไรครับ”

“ไม่มีอะไร แค่จะโทรมาเตือนว่าอีกสองวันจะถึงวันแคสติ้ง นายเตรียมตัวให้พร้อมแล้วกัน งานนี้สำคัญมาก กว่าฉันจะคว้าโอกาสนี้มาให้นายได้…”

“ครับพี่กัว ผมจะพยายามให้ดีที่สุด ขอบคุณพี่มากครับ” เห็นปลายสายเงียบไป คิดว่าอีกฝ่ายพูดจบแล้ว หมิงอวี้เลยรับคำ

“ที่นายต้องเป็นแบบนี้ เป็นความผิดฉันเอง ไม่รู้ว่าที่ฉันดึงนายเข้าวงการบันเทิงเป็นเรื่องถูกหรือผิด”

เห็นอีกฝ่ายทำเสียงเศร้าและเริ่มโทษตัวเองอีกครั้ง หมิงอวี้ก็รีบพูดปลอบอีกฝ่าย “ไม่ใช่ความผิดของพี่เลยครับ พี่อย่าโทษตัวเองสิ ถ้าไม่มีพี่ ป่านนี้ผมจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

“ถ้าครั้งนี้ยังไม่ได้ นายก็ควรคิดหาทางเผื่ออนาคตข้างหน้าไว้ด้วยนะ วงการนี้ถ้ามันไม่ไหวก็อย่าฝืนเลย…ฉันเองก็ด้วย”

“พี่กัว…พี่อย่าพูดแบบนี้สิครับ พี่กัวที่ผมรู้จักน่ะ เป็นคนที่แข็งแกร่งมากนะ ไม่ว่ามีปัญหาอะไรก็ไม่เคยกลัวทั้งนั้น อย่าเพิ่งท้อสิครับ ผมยังไม่ท้อเลย

“…”

“งั้นเอาแบบนี้ไหมครับ ถ้าครั้งนี้ยังไม่ได้อีก พวกเราสองคนไปขายอาหารปิ้งย่างตอนเย็นกัน ช่วงนี้กำลังฮิตเลย ฝีมือทำอาหารผมดีมากเลยนะ พี่ก็รู้นี่”

“ยังจะมาทำเป็นพูดเล่นอีก”

ได้ยินน้ำเสียงของอีกฝ่ายเริ่มดีขึ้น หมิงอวี้ก็รีบพูดเสริมอย่างกับกลัวอีกฝ่ายจะไม่เชื่อ

“ผมพูดจริงนะ เราสองคนซื้อรถขายอาหารสักคัน แล้วไปขายตามตลาดนัดกลางคืน หรือจอดริมถนนที่คนเยอะ ๆ ผมทำ พี่ขาย แบบนี้ดีจะตาย”

“เอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้ที่นายต้องทำคืออ่านบทให้ดี ตีบทให้แตก แล้ววันแคสติ้งก็ทำให้ดีที่สุดพอ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉัน”

“ได้ครับพี่กัว” เห็นอีกฝ่ายเลิกเศร้าและเข้าโหมดจริงจังอีกครั้ง หมิงอวี้ก็รับคำเสียงจริงจัง ก่อนจะพูดเสริมไปอีกประโยค “ที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ผมจริงจังนะครับ พี่อย่าลืมเก็บไปคิดด้วยนะ”

“…”

“ผมพูดจริงนะ” เห็นอีกฝ่ายเงียบเหมือนไม่เชื่อ หมิงอวี้เลยพูดสำทับไปอีกครั้ง

“ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง อีกสองวันฉันจะไปรับตอนเจ็ดโมง เตรียมตัวให้พร้อม”

“โอเคครับ แล้วพี่กิ-”

ตู้ด ตู้ด

หมิงอวี้ยังพูดไม่จบอีกฝ่ายก็วางสายไปก่อนแล้ว ปล่อยให้คำพูดประโยคถัดไปค้างอยู่ที่ริมฝีปาก

“โธ่เอ้ย จะฟังคนเขาพูดให้จบก่อนก็ไม่ได้ จะถามว่ากินข้าวหรือยัง ดันวางสายใส่เราซะได้” หมิงอวี้บ่นพึมพำพลางแลบลิ้นใส่โทรศัพท์

มองดูโทรศัพท์ในมือที่หน้าจอดับไปแล้ว หมิงอวี้ก็ตกอยู่ในภวังค์ เขากับพี่กัวรู้จักกันมาหลายปีแล้ว พี่กัวหรือกัวหานชิงเคยเป็นดาราชื่อดังมาก่อน ตอนที่เขาเรียนมัธยม กัวหานชิงเป็นดาราที่ได้รับความนิยมมาก แต่ไม่รู้ทำไมอยู่ ๆ ก็หายหน้าหายตาไปจากจอ วงการบันเทิงมีดาราหน้าใหม่เกิดขึ้นเกือบทุกวัน ไม่นานคนก็ค่อย ๆ ลืมกัวหานชิงไป

เขาเจอพี่กัวครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน ขณะที่เดินสวนกันบนถนน อีกฝ่ายก็เข้ามาทักว่าสนใจเข้าวงการบันเทิงไหม ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นพวกต้มตุ๋น คุยกันอยู่สักพักถึงจำได้ว่าคนที่ทักตนคือกัวหานชิง หลังจากนั้นเขาก็รู้ว่ากัวหานชิงผันตัวไปอยู่เบื้องหลัง เป็นผู้จัดการดารา

หมิงอวี้ไม่ต่างจากเด็กกำพร้า พ่อแม่แยกทางตั้งแต่เขายังเล็ก ทั้งพ่อและแม่ต่างก็แต่งงานมีครอบครัวใหม่ เขาอาศัยอยู่กับพ่อจนจบชั้นมัธยมต้น พอขึ้นมัธยมปลายก็ย้ายออกมาใช้ชีวิตคนเดียว พอกัวหานชิงมาชวนเขาเข้าวงการเพราะเห็นว่าบุคลิกหน้าตาเขาเหมาะจะออกกล้องมาก ตอนแรกหมิงอวี้ยังลังเลอยู่บ้าง แต่ไม่นานก็ตกลง

เขาใกล้จะเรียนจบมัธยมแล้ว ถ้าจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยต้องใช้เงินอีกเยอะ เขาไม่อยากรบกวนพ่อมากเกินไป ถึงพ่อจะไม่มีปัญหาในการส่งเสีย แต่หมิงอวี้รู้ดีว่าภรรยาใหม่ของพ่อไม่ชอบหน้าตัวเอง ถึงแม้ว่าเวลาอยู่ต่อหน้าพ่อจะทำดีด้วย แต่ลับหลังก็สร้างความอึดอัดใจให้เขาไม่น้อย ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ย้ายออกมาอยู่คนเดียว

หลังจากตกลงว่าจะเข้าวงการบันเทิงแล้ว พี่กัวก็ส่งเขาไปเรียนการแสดง ปรับปรุงบุคลิกภาพอยู่ครึ่งปี ได้เซ็นสัญญากับบริษัทบันเทิงแนวหน้า หลังจากนั้นก็เริ่มรับงานโฆษณาเล็ก ๆ ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้เล่นละครฟอร์มยักษ์ ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลามีเสน่ห์ บวกกับบทในละครที่โดดเด่น ทำให้หมิงอวี้เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก

แต่แล้วความซวยก็บังเกิด เมื่อหน้าตาของเขาดันไปเข้าตานักลงทุนรายหนึ่งเข้า ผู้ลงทุนรายนั้นอยากรับเลี้ยงเขาแบบลับ ๆ แลกกับเงินลงทุน แต่หมิงอวี้ปฏิเสธไป ทำให้นักลงทุนคนนั้นไม่พอใจ เลยหาทางกดดันเขาทุกวิถีทาง ต้นสังกัดก็ลอยแพไม่ป้อนงานดี ๆ ให้อีก

หลังเกิดเรื่องนี้ขึ้นทำให้หมิงอวี้ได้รู้ว่าในอดีตพี่กัวหรือกัวหานชิงก็เคยเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันมาก่อน ทำให้พี่กัวต้องผันตัวมาเป็นผู้จัดการแทน สรุปแล้วทั้งผู้จัดการ ทั้งดารา ต่างเคยประสบปัญหาเดียวกัน คงเพราะหน้าตาดีเกินไปทำให้เกิดปัญหา ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

ครั้งนี้พี่กัวชิงโอกาสแคสติ้งบทของละครฟอร์มยักษ์มาให้เขาได้ นับว่าโชคดีอย่างมาก ถึงแม้บทจะไม่เยอะ แต่ถ้าแสดงได้ดีก็ไม่ต้องกลัวว่าผู้ชมจะไม่ชอบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคู่แข่งที่หมายตาบทนี้ต้องมีเยอะมากแน่นอน

“ครั้งนี้จะพลาดไม่ได้ ต้องเอาบทมาให้ได้” หมิงอวี้หลุดจากภวังค์และย้ำกับตัวเองเสียงหนักแน่น ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “หวังว่าจะไม่มีคนยื่นมือเข้ามาขัดขวางอีกนะ พวกแก่ตัณหากลับเอ้ย น่าจะจับไปตอนให้หมด”

เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกัน ทำไมยังมีผู้ชายมาชอบได้อีก อะไรก็มีเหมือนกันหมด…

⊱ ━━━━ ❈ ━━━━ ⊰

หลังกินข้าวอาบน้ำเสร็จ หมิงอวี้ก็มานั่งอ่านทบทวนบทอีกรอบ ละครเรื่องนี้สร้างมาจากนิยายที่กำลังเป็นที่นิยม ตีพิมพ์มาแล้วหลายครั้ง เขาลงทุนซื้อนิยายต้นฉบับมาอ่านจนจบไปหลายรอบ เขียนสรุปเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับตัวละครที่เขาต้องแคสบทออกมาได้หลายหน้ากระดาษ อ่านซ้ำไปซ้ำมาเพื่อทำความเข้าใจ เรียกได้ว่าครั้งนี้เขาทุ่มเทมากจริง ๆ

หลังจากจดจ่ออยู่กับการอ่านและวิเคราะห์บทติดต่อกันหลายชั่วโมง เขารู้สึกเมื่อยล้าไปทั้งตัว จึงลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะไปชงโกโก้ร้อนดื่ม

“ดื่มโกโก้ร้อน ๆ ตอนกลางคืนนี่รู้สึกดีจังเลย” หมิงอวี้ดื่มโกโก้หมดแก้วแล้วเปิดทีวีทิ้งไว้ให้ห้องไม่เงียบเหงา ก่อนจะเดินออกไปรับลมที่ระเบียง ถึงแม้จะเลยเที่ยงคืนมาแล้วแต่บนท้องถนนและอาหารแถวนี้ก็ยังคงสว่างไสว

ลมข้างนอกระเบียงกำลังเย็นสบาย เขามองดูดาวบนท้องฟ้าที่มองเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง เมืองใหญ่แบบนี้การจะเห็นดาวเต็มท้องฟ้าเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะแสงสว่างของหลอดไฟบดบังแสงของดวงดาวไปเกือบหมด

ขณะกำลังจะกลับเข้าห้องหมิงอวี้ก็สังเกตเห็นบางอย่างกำลังพุ่งลงมาจากบนท้องฟ้า

“หืม ดาวตก?” ยังไม่ทันได้แปลกใจกับสิ่งที่เห็น เบื้องหน้าพลันสว่างจ้าจนหมิงอวี้ต้องหลับตา เขารู้สึกเหมือนร่างกายโดนฉุดกระชากอย่างรุนแรง เหมือนวิญญาณจะหลุดจากร่าง หมิงอวี้พยายามฝืนลืมตา แต่สติสัมปชัญญะพลันดับวูบจมดิ่งสู่ความมืดมิด

⊱ ━━ โปรดติดตามตอนต่อไป ━━ ⊰

อยากลองเขียนแนวจีนโบราณดูบ้าง ขอฝากเรื่องใหม่ด้วยนะคะ

ถ้ามีคำผิดหรือประโยคแปลก ๆ ทักได้เลยน้า ขอบคุณมากค่ะ

ทะลุมิติมางั้นเหรอ

ตอนที่ 2

ทะลุมิติมางั้นเหรอ

“พี่ใหญ่ ๆ ท่านตื่นหรือยัง ท่านปู่บอกว่าถ้าพี่ใหญ่ยังไม่ตื่นไปฝึกยุทธ์อีกจะเอาไม้ขนไก่มาตีท่านแล้วนะ”

“อืม หนวกหูจัง” หมิงอวี้รู้สึกตัวตื่น เพราะทั้งตัวโดนเขย่าไปมาจนรู้สึกเวียนหัวเหมือนนั่งอยู่ในรถที่วิ่งบนทางขรุขระ พอลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงียก็สังเกตเห็นเด็กอายุประมาณสิบสิบเอ็ดขวบ กำลังเขย่าตัวเขาไปมา

“พี่ใหญ่ท่านตื่นแล้ว เดี๋ยวข้าไปบอกท่านปู่ก่อน” เสียงเล็ก ๆ นุ่มนิ่ม ของเด็กตรงหน้าหมิงอวี้ดังขึ้นอย่างร่าเริง ก่อนจะวิ่งออกไปจากห้อง โดยไม่สนใจท่าทางแปลกประหลาดของคนที่นอนบนเตียง

หมิงอวี้ลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยความสับสนมึนงง เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้กำลังมองดูดาวอยู่ที่ระเบียง หลังจากนั้นก็มีแสงสว่างจ้าเกิดขึ้น ก่อนที่เขาจะรู้สึกเหมือนร่างกายถูกฉุดกระชากและหมดสติไป พอตื่นมาอีกทีก็เป็นแบบนี้แล้ว

หมิงอวี้สำรวจรอบ ๆห้อง แล้วก็ก้มลงสำรวจร่างกายตัวเอง ก่อนจะพบว่าร่างกายนี้สวมใส่เสื้อผ้าแบบโบราณ ภายในห้องก็ตกแต่งแบบโบราณ เหมือนฉากในละครหรือภาพยนตร์ย้อนยุค

“นี่คงไม่ใช่รายการแกล้งกันหรอกนะ หรือว่าเราจะทะลุมิติมาเหมือนในนิยาย เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้ยังไง” หมิงอวี้บ่นพึมพำก่อนจะหัวเราะเสียงขื่นขณะลุกขึ้นสำรวจรอบ ๆ ห้อง

“โอ๊ย” ขณะที่กำลังสำรวจห้องอยู่นั้น หมิงอวี้ก็รู้สึกปวดหัวเหมือนหัวจะระเบิด พลันมีความทรงจำและภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ของตัวเองพรั่งพรูเข้ามาในสมองเหมือนน้ำหลาก

ที่แท้เจ้าของร่างนี้มีชื่อว่าไป๋อวี้ ปีนี้อายุสิบสี่ปี เป็นเด็กกำพร้า ตั้งแต่จำความได้ก็อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้กับปู่มาโดยตลอด ในความทรงจำของไป๋อวี้ ท่านปู่เป็นบุคคลที่เก่งกาจมาก เชี่ยวชาญทั้งวิชาแพทย์แล้วก็วรยุทธ เวลาชาวบ้านแถบนี้เจ็บป่วยมักจะมาให้ท่านปู่รักษาให้ทั้งนั้น

ทุก ๆวันตั้งแต่ไป๋อวี้จำความได้ท่านปู่จะเคี่ยวกรำสั่งสอนทั้งวิชาแพทย์และวรยุทธให้เขาอย่างเข้มงวด ตอนเช้าฝึกยุทธ์ ตอนบ่ายเรียนวิชาแพทย์หัดจำแนกสมุนไพร บางครั้งก็ขึ้นเขาล่าสัตว์หรือหาสมุนไพร นาน ๆ ทีก็ตามท่านปู่ไปซื้อของกินของใช้ในเมืองที่ห่างออกไปเป็นบางครั้ง เป็นเช่นนี้มาสิบกว่าปีแล้ว

บางครั้งไป๋อวี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่เก่งกาจเช่นท่านปู่ เหตุใดจึงมาหมกตัวอยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ทั้งทุรกันดารแล้วก็ห่างไกลแห่งนี้ได้ ด้วยความสามารถของท่าน การจะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ หรือแม้แต่ในเมืองหลวงน่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง ถึงแม้จะรู้สึกสงสัยแค่ไหนแต่ไป๋อวี้ก็ไม่เคยเอ่ยถามสักครั้ง

ส่วนเด็กที่เพิ่งวิ่งออกไปจากห้องเมื่อสักครู่ชื่อเสี่ยวเหยียน บิดามารดาตายเพราะโรคระบาดไปเมื่อหลายปีก่อน ท่านปู่ผ่านไปเจอพอดี ด้วยความสงสารที่เห็นเด็กน้อยเหลือตัวคนเดียว จึงพาตัวเสี่ยวเหยียนกลับมาเลี้ยงเป็นหลานอีกคน

ตอนมาอยู่ใหม่ ๆ เสี่ยวเหยียนผิวซีดเหลือง ตัวแคระแกร็นเนื่องจากขาดสารอาหาร ใคร ๆ จึงพากันเรียกว่าเสี่ยวหวง[1] ถึงแม้เวลาผ่านไปเสี่ยวหวงจะอ้วนท้วนสมบูรณ์ ตัวขาวกลมเหมือนก้อนแป้ง แต่ทุกคนก็ยังเรียกเสี่ยวหวงด้วยความเคยชิน

หลังจากคุ้นเคยกับความทรงจำของร่างนี้ อีกทั้งอาการปวดหัวก็หายไปแล้ว หมิงอวี้ก็ต้องทำใจยอมรับว่าเขาได้ทะลุมิติมาจริง ๆ จากชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่ากลายมาเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี แบบนี้ถือว่าเขาได้กำไรสินะ

“เอ่อ…นี่เราจะทำใจได้เร็วเกินไปหน่อยไหม” หมิงอวี้พึมพำก่อนจะสลัดเรื่องนี้ทิ้งไปก่อนชั่วคราว ในเมื่อมาอยู่ในร่างใหม่แล้วก็ต้องทำตัวให้ชินโดยเร็ว โชคดีที่เขาเป็นคนที่สามารถปรับตัวได้ง่าย อีกทั้งเป็นนักแสดงมาตั้งสามปี เรื่องปรับตัวแค่นี้สบายมาก

“ไม่รู้เจ้าของร่างเดิมจะเป็นยังไงบ้าง” ในเมื่อเขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน แล้ววิญญาณของร่างเดิมก็น่าจะสลับกับตัวเขาหรือเปล่านะ หรือจะตายไปแล้ว

“ช่างมันเถอะ คิดไปก็เปล่าประโยชน์ ที่ต้องทำตอนนี้คือรีบล้างหน้าแต่งตัว ก่อนจะโดนตีด้วยไม้ขนไก่จริง ๆ ” หมิงอวี้วักน้ำในอ่างที่ตั้งอยู่บนโต๊ะมุมห้องขึ้นมาล้างหน้ากลั้วปากแปรงฟันอย่างรีบร้อน ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดอย่างลวก ๆ หยิบเสื้อที่พาดบนราวมาสวมก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้อง

“ท่านปู่” หมิงอวี้เอ่ยปากเรียกคนที่นั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้โยกใต้ต้นไม้ เนื่องจากฟ้ายังมืดอยู่ทำให้มองไม่ชัด ยังไม่ทันได้พินิจพิจารณารูปลักษณ์ของอีกฝ่ายให้ชัดเจน พลันมองเห็นไม้ขนไก่ในมือเข้าเสียก่อน จึงรีบเดินไปทำท่านั่งม้า[2]ข้าง ๆเสี่ยวหวงตรงกลางลานบ้านอย่างว่าง่าย

ในชีวิตก่อนหน้าของหมิงอวี้ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน การออกกำลังกายส่วนใหญ่จะเข้าฟิตเนสตลอด แต่ร่างนี้ล้วนเคยชินกับการฝึกแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำให้หมิงอวี้ทำความคุ้นเคยได้ไม่ยาก

“พี่ใหญ่” เสี่ยวหวงหันมาฉีกยิ้มสดใสให้หมิงอวี้ก่อนจะส่งเสียงเรียกหมิงอวี้เสียงเบาเหมือนกลัวท่านปู่ที่นั่งห่างออกไปจะได้ยิน

“วันนี้ฝึกเพิ่มหนึ่งชั่วยาม” จู่ ๆ ชายชราก็โพล่งขึ้นมาโดยที่ยังหลับตาอยู่

“ไม่นะท่านปู่!!” หมิงอวี้กับเสี่ยวหวงส่งเสียงประท้วงออกมาพร้อมกัน

“ออกหมัดต่อไปอย่าหยุด ฝึกไม่ครบตามเวลาไม่ต้องกินข้าว” นอกจากท่านปู่จะไม่สนใจแล้วยังเอ่ยคำที่ชวนให้คนฟังสิ้นหวังออกมาอีก

“…”

“…”

หมิงอวี้กับเสี่ยวหวงหันมาสบตากันอย่างหมดหวัง ต่างรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า ถ้าเป็นเรื่องการฝึกยุทธ์ท่านปู่จะเข้มงวดแล้วก็ไม่ใจอ่อนง่าย ๆ

หลังจากฝึกท่านั่งม้าไปได้หนึ่งชั่วยาม หมิงอวี้กับเสี่ยวหวงก็ฝึกกระบวนท่าต่าง ๆ พร้อมประมือกันไปอีกสองชั่วยาม พอครบกำหนดเวลาทั้งสองแทบจะไม่มีแรงเดิน นอนหมดแรงกลางลานบ้าน

“หิว…หิวมากเลย” เสี่ยวหวงคร่ำครวญด้วยเสียงขาด ๆ หาย ๆ เสียงเล็ก ๆ นุ่มนิ่มเหมือนเด็ก ๆ นั้นชวนให้คนรู้สึกสงสารเป็นอย่างมาก

“อืม ข้าก็หิว” หมิงอวี้ส่งเสียงตอบ เขาไม่เคยทำอะไรที่ต้องออกแรงขนาดนี้มาก่อน โชคดีที่ร่างนี้ล้วนเชี่ยวชาญและเคยชินแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีแม้แต่แรงจะพูดแน่ ๆ

“ฝึกเสร็จแล้วก็ไปเตรียมข้าวได้” ท่านปู่ส่งเสียงออกมาอีกครั้ง จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยลืมตาขึ้นมาเลยสักครั้ง

“…”

หลังจากได้ยินคำพูด หมิงอวี้ก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะหันไปมองคนที่นอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยก ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้วทำให้เขามองเห็นรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายชัดเจน

ชายชราดูเหมือนคนอายุประมาณหกสิบเจ็ดสิบปี แต่แปลกที่ใบหน้ากลับไม่ค่อยมีรอยเหี่ยวย่นเหมือนคนสูงอายุทั่วไป ผมขาวโพลนม้วนเป็นมวยลวก ๆ กลางศีรษะ กลัดไว้ด้วยปิ่นไม้เรียบ ๆ เครายาวสีขาว สวมเสื้อผ้าฝ้ายเรียบง่าย มองดูคล้ายพวกเซียนหรือนักพรตในละครหรือภาพยนตร์ย้อนยุค

ยิ่งเห็นรูปลักษณ์ของท่านปู่บวกกับความทรงจำของร่างเดิม หมิงอวี้ยิ่งมั่นใจว่าไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน คนธรรมดาที่ไหนจะสอนหนังสือคัดอักษร แถมบังคับให้หลานชายฝึกฝนวรยุทธอย่างหนักมาตั้งแต่เด็กแบบนี้

‘คงไม่ใช่ว่าพ่อแม่ของร่างนี้ถูกคนฆ่าตาย ท่านปู่เลยให้เขาฝึกฝนอย่างหนักเพื่อไปแก้แค้นหรอกนะ’ ยิ่งคิดหมิงอวี้ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก บทละครหรือนิยายส่วนใหญ่ก็มาแนวนี้ทั้งนั้น

‘ช่างเถอะ คิดมากไปก็เปล่าประโยชน์ ไปทำอะไรกินก่อนดีกว่า’ หลายปีมานี้หน้าที่ทำอาหารล้วนเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของร่างนี้ หมิงอวี้เดินไปทางครัวตามความทรงจำด้วยความคุ้นเคย

หลังจากเดินสำรวจครัวไปรอบหนึ่งเห็นบนเตามีโจ๊กเปล่าเคี่ยวทิ้งไว้หม้อหนึ่ง ทำกับข้าวสักสองสามอย่างน่าจะพอ

“ทำเนื้อรมควันผัดต้นกระเทียม ปวยเล้งผัดน้ำมัน กับผัดมะเขือม่วงแล้วกัน ยังมีผักดองอีกเห็นมีอยู่หลายไห” หมิงอวี้คิดเมนูที่จะทำหลังจากตรวจสอบวัตถุดิบที่มีในครัวเสร็จ โชคดีวัตถุดิบกับเครื่องปรุงส่วนใหญ่ล้วนคล้ายคลึงกับชีวิตก่อน

หมิงอวี้ออกมาใช้ชีวิตคนเดียวตั้งแต่เรียนมัธยม ต้องทำอาหารกินเองตลอด ฝีมือจึงพอไปวัดไปวาได้ บวกกับเจ้าของร่างนี้ก็ทำอาหารเป็น รสชาติน่าจะออกมากินได้…ละมั้งนะ

เขานำผักทั้งหมดไปล้างก่อนจะเริ่มหั่นเนื้อรมควัน ต้นกระเทียม ขิง และผักอื่น ๆ หลังจากนั้นจึงตั้งกระทะใส่น้ำมันจนร้อน ทำปวยเล้งผัดน้ำมันเป็นจานแรก ใส่กระเทียมลงไปผัดให้หอม ใส่ปวยเล้งลงไปผัดต่อ ปรุงรสด้วยเกลือกับซีอิ๊ว

“เสียดายไม่มีน้ำมันหอย ไม่งั้นคงทำปวยเล้งผัดน้ำมันหอยได้” ถ้ามีโอกาสคงต้องลองทำน้ำมันหอยไว้ทำอาหารบ้างแล้ว

พอจานแรกเสร็จหมิงอวี้ก็เริ่มทำจานที่สอง เขาใส่พริกหวาน ต้นกระเทียม ขิง กระเทียมลงไปผัดเร็ว ๆในกระทะ ก่อนใส่เนื้อรมควันลงไปผัดต่อ ปรุงรสด้วยน้ำตาล ซีอิ๊ว ผัดต่อสักพักก็เป็นอันเสร็จ

“หะ… หอมน่ากินมากเลยที่ใหญ่” เสี่ยวหวงที่ยืนทำตาละห้อยอยู่ข้างเตาทำท่าน้ำลายไหล

“น้ำลายเจ้าจะหกแล้ว ตักโจ๊กออกไปตั้งรอก่อน อีกสักพักก็เสร็จแล้ว” หมิงอวี้พูดพลางเริ่มผัดกับข้าวจานสุดท้าย

“ท่านปู่ข้าวเสร็จแล้วขอรับ” หมิงอวี้ยกกับข้าวที่ทำเสร็จพร้อมผักดองที่ตักใส่ถ้วยเรียบร้อยออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะเรียกชายชราที่ยังนอนหลับตาอยู่บนเก้าอี้โยก

สามคนปู่หลานนั่งลงประจำที่แล้วก็ลงมือพุ้ยข้าวไม่พูดไม่จา เนื่องจากเลยเวลากินข้าวตามปกติมากว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ทุกคนต่างหิวจนหน้ามืดตาลาย

“ง่ำ ๆ กับข้าววันนี้อร่อยมากเลย” เสี่ยวหวงกินไปพูดไป มือไม่ยอมหยุดคีบกับข้าวเข้าปาก

“เคี้ยวให้หมดก่อนพูด” หมิงอวี้หันมาเอ็ดด้วยความเคยชินจากชีวิตก่อน พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองทะลุมิติมาอยู่ในร่างใหม่แล้วก็อดเหลือบมองไปทางท่านปู่ไม่ได้ เห็นอีกฝ่ายจดจ่ออยู่กับการกิน ไม่ได้สนใจที่เขาพูด อดรู้สึกโล่งใจไม่ได้ กลัวว่าตนเองจะเผยพิรุธอะไรออกไป

“ก็มันอร่อยนี่หนา รสชาติไม่เหมือนที่พี่ใหญ่ทำทุกวันเลย” เสี่ยวหวงประท้วงพร้อมหันไปขอเสียงสนับสนุน “จริงหรือไม่ท่านปู่?”

“อืม” ชายชรารับคำขณะคีบเนื้อรมควันขึ้นมาจ้องเล็กน้อยก่อนส่งเข้าปาก

“กับข้าวก็ทำเหมือนทุกวัน คงเพราะพวกเราหิวมากไปหน่อย เลยรู้สึกว่ารสชาติอร่อยขึ้นก็เป็นได้” หมิงอวี้เอ่ยอ้างเหตุผลขึ้นมา ในใจติดจะร้อนตัวอยู่บ้าง ‘คงไม่เผยพิรุธออกไปหรอกนะ ถ้าถูกจับได้ว่าไม่ใช่ไป๋อวี้ตัวจริงขึ้นมาจะทำยังไงดี’

โชคดีที่ท่านปู่กับเสี่ยวหวงไม่ได้พูดอะไรอีกต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตากิน จนกับข้าวบนโต๊ะหมดลงอย่างรวดเร็ว

แก๊ก

เสียงตะเกียบกระทบกันดึงความสนใจของหมิงอวี้ให้เงยหน้าขึ้นมอง เห็นเสี่ยวหวงกับชายชรากำลังแย่งกันคีบเนื้อชิ้นสุดท้ายในจาน

“เป็นเด็กเป็นเล็กกินเนื้อมากไม่ดี” ท่านปู่ขยับตะเกียบขึ้นกันตะเกียบของเสี่ยวหวง พร้อมกล่าวอ้างเหตุผลที่เหมือนจะฟังขึ้นออกมา

“ท่านปู่แก่แล้วกินเนื้อมากไปไม่ดี เดี๋ยวอาหารไม่ย่อยขึ้นมาจะลำบาก แถมเนื้อมันเหนียวเคี้ยวยาก ไม่ดีต่อฟันของท่าน เสี่ยวหวงจะกินแทนท่านปูเอง” เสี่ยวหวงแย้งอย่างหวังดี พยายามแย่งคีบเนื้อในจานท่าทางจริงจัง

“พอแล้วทั้งสองคน” หมิงอวี้ทั้งขันทั้งฉิวมองดูฉากตรงหน้าที่กลายเป็นการประลองตะเกียบระหว่างหนึ่งเด็กหนึ่งแก่ไป

“แย่งกันดีนัก ชิ้นนี้ขอข้าแล้วกัน” ทำเร็วกว่าพูดหมิงอวี้แย่งคีบเนื้อชิ้นสุดท้ายส่งเข้าปากอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้หนึ่งเด็กหนึ่งแก่ได้แต่กัดฟันกรอด ๆ ด้วยความคับแค้นใจ

“พี่ใหญ่ขี้โกง!”

“เจ้าเด็กหน้าเหม็น!”

เสี่ยวหวงกับท่านปู่ส่งเสียงร้องประท้วงออกมาพร้อมกัน มัวแต่แย่งกันสุดท้ายอดกินทั้งคู่ เหมือนสำนวนที่ว่านกปากซ่อมกับหอยกาบยื้อแย่งกัน ผู้เฒ่าหาปลาได้ประโยชน์[3]

ผู้เฒ่าหาปลาหมิงอวี้เมินหนึ่งเด็กหนึ่งแก่ตรงหน้า เก็บถ้วยจานบนโต๊ะแล้วเดินกลับเข้าครัวท่ามกลางสายตาทิ่มแทงจากข้างหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสายตานั้นมาจากไหน ก็หนึ่งเด็กหนึ่งแก่ที่กำลังนั่งกัดฟันกรอด ๆ อยู่ข้างหลังนั่นไง

‘ฮ่า ๆ เรานี่ช่างชั่วร้ายเสียจริง โชคดีที่นิสัยของไป๋อวี้ไม่ต่างจากเรามากนัก น่าจะพอกลบเกลื่อนได้จนกว่าจะคุ้นชินกับชีวิตใหม่’

“พี่ใหญ่ข้าจะล้างชามเอง” เสี่ยวหวงที่วิ่งตามมาข้างหลังส่งเสียงขึ้นขัดจังหวะความคิดของหมิงอวี้พอดี

“ก็ดี ระวังอย่าทำจานชามแตก” หมิงอวี้ส่งจานชามในมือให้เสี่ยวหวงก่อนจะเดินกลับห้องตัวเอง ก่อนหน้านี้เขายังไม่มีเวลาสำรวจดูรูปร่างหน้าตาของร่างนี้ให้ชัดเจน ตอนนี้ได้โอกาสพอดี

“จำได้ว่ามีกระจกอยู่แถวนี้” ปกติไป๋อวี้กับท่านปู่ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องส่องกระจก อีกทั้งเสี่ยวหวงก็ยังเด็ก ดังนั้นกระจกทองเหลืองที่มีในบ้านจึงไม่ได้เก็บไว้ในที่ที่หยิบใช้ได้สะดวก

“เจอแล้ว” หมิงอวี้หยิบกระจกทองเหลืองฝุ่นเขรอะออกมาจากตู้เก็บของ ใช้แขนเสื้อเช็ดฝุ่นที่เกาะอยู่ออก ถึงแม้กระจกทองเหลืองจะไม่ชัดเหมือนกระจกเงาในยุคปัจจุบัน แต่ก็พอมองรูปร่างหน้าตาชัดเจน

“หือ?” หมิงอวี้รู้สึกแปลกใจหลังจากมองเห็นหน้าตาที่สะท้อนในกระจก คนในกระจกหน้าตาเหมือนเขาก่อนที่จะทะลุมิติมาอย่างกับแกะ ต่างกันตรงที่ร่างนี้ยังดูอ่อนเยาว์ มีเค้าโครงของเด็กที่ยังไม่โต หน้าตาเหมือนเขาตอนเรียนมัธยมไม่มีผิด

“มันจะบังเอิญเกินไปไหม” หมิงอวี้พึมพำกับตัวเอง อยู่ดี ๆเขาก็ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มที่มีหน้าตาเหมือนเขาอย่างกับเป็นคนคนเดียวกัน แถมชื่อยังมี “อวี้” เหมือนกันอีก จะไม่ให้ตกใจหรือแปลกใจคงเป็นไปไม่ได้

“นี่คงไม่ใช่โลกคู่ขนานหรือชาติก่อน ๆ ของเราหรอกนะ” เรื่องแบบนี้ควรมีแค่ในนิยายเท่านั้นไม่ใช่เหรอ ถ้าหมิงอวี้ไม่เจอกับตัวเองแบบนี้เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเรื่องแบบนี้มีอยู่จริง

“แล้วเราจะกลับไปได้ไหม พี่กัวจะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้ เห็นเราหายตัวไปจะเป็นห่วงไหมนะ…ต้องเป็นห่วงอยู่แล้วล่ะ พี่กัวดีกับเราขนาดนั้น” หมิงอวี้รู้สึกเศร้าขึ้นมา เขารู้ว่าพี่กัวหวังดีแล้วก็ดีกับเขาจากใจจริง ถึงแม้จะอยู่ด้วยกันมาแค่สามปี แต่ความผูกพันยังมีมากกว่าพ่อแม่แท้ ๆ ของเขาซะอีก

ตั้งแต่เด็กหมิงอวี้ไม่เคยได้สัมผัสความรักความอบอุ่นของครอบครัวเลย พ่อกับแม่เขาถ้าไม่ยุ่งอยู่กับงานก็ทะเลาะกัน จนกระทั่งพ่อกับแม่แยกทางกันแล้วต่างฝ่ายต่างไปมีครอบครัวใหม่ หมิงอวี้ก็ยังรู้สึกว่าไม่มีอะไรต่างไปจากเดิมเลย สำหรับพ่อกับแม่การส่งเสียเลี้ยงดูเขาคงเป็นแค่หน้าที่อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่มีความรักความผูกพันเหมือนครอบครัวอื่น

ตั้งแต่จำความได้ ไม่มีใครเคยถามว่าเขากินข้าวหรือยัง เป็นอะไรไหม ต้องการอะไรหรือเปล่า ยามป่วยไข้ก็ไม่มีคนสนใจ พ่อกับแม่แค่ยื่นเงินให้กับถามว่าเงินพอใช้หรือเปล่าเท่านั้น จนกระทั่งได้รู้จักกับพี่กัว อีกฝ่ายดูแลเอาใจใส่เขาดีมาก สำหรับหมิงอวี้แล้วกัวหานชิงเปรียบเสมือนพี่ชายหรือคนในครอบครัวไปแล้ว

“เฮ้อ” เมื่อคิดถึงเรื่องต่าง ๆในชีวิตก่อนแล้ว หมิงอวี้ก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ ในเมื่อไม่รู้ว่าจะกลับไปได้หรือเปล่า ก็มีแต่ต้องทำตอนนี้ให้ดีที่สุดแล้ว เรื่องอื่นค่อยคิดทีหลัง

หลังจากวางเรื่องในชีวิตก่อนลงได้แล้วหมิงอวี้ก็ถือโอกาสเดินสำรวจรอบ ๆ บ้านหลังนี้สร้างอยู่เชิงเขาท้ายหมู่บ้าน บ้านสร้างด้วยไม้ผสมอิฐสีขาวหลังคามุงกระเบื้อง หลังบ้านมีลำธารสายเล็กไหลผ่าน บรรยากาศเงียบสงบชวนให้ผ่อนคลาย

ในหมู่บ้านชนบทบ้านหลังคามุงกระเบื้องยังนับว่าหาได้ยาก นอกจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดีไม่กี่ครอบครัวแล้ว บ้านของชาวบ้านส่วนใหญ่จะเป็นบ้านดินหรือบ้านไม้หลังคามุงฟาง

หมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ตอนนี้ก็เช่นกัน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา เวลาว่างก็ขึ้นเขาเก็บสมุนไพรแล้วก็ล่าสัตว์เลี้ยงชีพ ถึงจะไม่ร่ำรวยแต่ก็พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ โชคดีที่หลายปีมานี้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองสงบสุข ภาษีก็ไม่มาก ทำให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

“โชคดีที่เราทะลุมิติมาช่วงสงบสุข ถ้าเกิดมาช่วงบ้านเมืองเกิดสงครามคงแย่แน่” หมิงอวี้ทอดถอนใจ สงครามไม่ว่าเกิดขึ้นที่ไหน คนที่เดือดร้อนส่วนใหญ่ก็คือประชาชนตาดำ ๆ ทั้งนั้น

“พี่ใหญ่ระวัง!”

เสียงเรียกที่ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำให้หมิงอวี้ที่กำลังจมอยู่ในภวังค์จนเกือบเดินชนประตูรู้สึกตัว

“พี่ใหญ่ท่านเป็นอะไรหรือไม่ ท่านเกือบเดินชนประตูแล้ว!” เสี่ยวหวงเห็นสีหน้าหมิงอวี้ไม่ค่อยดีจึงถามด้วยความเป็นห่วง

“ข้าไม่เป็นไร” หมิงอวี้ที่ได้สติกลับมาแล้วส่งเสียงตอบรับออกไป “เจ้ามาหาข้ามีอะไรอย่างนั้นหรือ”

“พี่ใหญ่ลืมไปแล้วหรือว่าวันนี้เราต้องขึ้นเขา ท่านปู่บอกว่าหวงฉี[4]กับฉั่งฉิก[5]ที่มีใกล้จะหมดแล้ว ให้เก็บกลับมามากหน่อย”

“ข้ารู้แล้ว เจ้าไปเตรียมน้ำ เดี๋ยวข้าไปเตรียมของว่าง” เวลาจะขึ้นเขาต้องเตรียมเสบียงหรือของว่างไปด้วยเสมอ เพราะที่นี่ชาวบ้านส่วนใหญ่กินข้าวกันแค่สองมื้อ คือตอนสาย ๆ แล้วก็กินอีกทีตอนเย็น ดังนั้นระหว่างวันจึงจำเป็นต้องมีของว่างรองท้อง ไม่งั้นคงไม่มีแรงทำงานได้ถึงตอนเย็น

⊱ ━━ โปรดติดตามตอนต่อไป ━━ ⊰

เชิงอรรถ

1. เสี่ยว แปลว่า เล็กหรือน้อย หวง แปลว่า เหลือง เสี่ยวหวง=เหลืองน้อย

2. ท่านั่งม้า เป็นท่าการฝึกยุทธ์พื้นฐาน โดยยืนกางขาออกแล้วย่อตัวลงเหมือนนั่งม้า

3. นกปากซ่อมกับหอยกาบยื้อแย่งกัน ผู้เฒ่าหาปลาได้ประโยชน์ เป็นสำนวนจีน หมายถึง สองฝ่ายมัวแต่ทะเลาะกัน สุดท้ายบุคคลที่สามได้ผลประโยชน์ไป

4. หวงฉี เป็นสมุนไพรจีน คือรากของพืชชนิดหนึ่งมีรสหวาน ช่วยบำรุงพลังภายใน ขับปัสสาวะ บำรุงไต ระงับปวด รักษาเบาหวาน

5. ฉั่งฉิก เป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณบรรเทาอาการบวม ฟกช้ำ สลายเลือดคั่ง ใช้ห้ามเลือด

ไก่ป่าย่างน้ำผึ้ง

ตอนที่ 3

ไก่ป่าย่างน้ำผึ้ง

สองพี่น้องขึ้นเขามาก็วางบ่วงสำหรับดักกระต่ายและไก่ป่าทิ้งไว้ ก่อนจะไปเก็บสมุนไพรที่ต้องการ ไม่นานก็เก็บสมุนไพรไปได้เยอะพอสมควร แถมยังได้เห็ดป่ากับหน่อไม้มาไม่น้อย

หมิงอวี้รู้สึกทึ่งกับความอุดมสมบูรณ์ของป่าในยุคนี้มาก ในป่ามีทุกอย่าง ทั้งสมุนไพร และอาหารอย่างพวกผักผลไม้ป่า รวมไปถึงสัตว์ป่า ล้วนมีอยู่มากมาย อย่างน้อยชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับป่าหรือภูเขาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตาย

“พี่ใหญ่ดูนั่น รังผึ้ง” เสี่ยวหวงชี้ให้ดูรังผึ้งขนาดใหญ่บนต้นไม้ด้วยความตื่นเต้น

หลังจากขึ้นเขามาสองพี่น้องก็เก็บสมุนไพรไปได้เยอะพอควร ระหว่างนั่งพักเสี่ยวหวงบังเอิญเจอรังผึ้งบนต้นไม้

“รังผึ้งโดนใบไม้บดบังแบบนี้ ถ้าไม่มองจากใต้ต้นไม้ไม่มีทางหาเจอแน่ เสี่ยวหวงบ้านเรานี่โชคดีจริง” หมิงอวี้หยอกล้อเสี่ยวหวงอย่างอารมณ์ดี

“พี่ใหญ่ท่านยังจะล้อข้าอีก!” เสี่ยวหวงสับขาอยู่กับที่ไปมาเหมือนเวลาเด็กถูกขัดใจ “ข้าอยากกินน้ำผึ้ง จะเอามาได้อย่างไร พี่ใหญ่ท่านคิดหาทางที”

“ก็ได้ ๆ เห็นเจ้าชอบทำตัวแก่แดด ความจริงแล้วก็ยังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่ดี” หมิงอวี้ขยี้ศีรษะเสี่ยวหวงด้วยความเอ็นดู

“อย่าทำผมข้ายุ่งนะ!” เสี่ยวหวงเอามือป้องศีรษะ “แล้วเด็กแก่แดดคืออะไรหรือ ใช่ตากแดดนานจนร้อนหรือไม่”

พรืด

เมื่อได้ยินคำถามของเสี่ยวหวง หมิ่งอวี้ถึงกับพ่นน้ำที่กำลังดื่มอยู่ ก่อนจะหัวเราะดังลั่น “เด็กแก่แดดก็คือเด็กที่ชอบทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แบบเจ้ายังไงเล่า ฮ่า ๆ”

“พี่ใหญ่ท่านแกล้งข้า!” เสี่ยวหวงส่งเสียงฮึดฮัดออกมาก่อนจะเบือนหน้าหนี ทำปากยื่นไม่พอใจ

“ปากยื่นจนจะแขวนตะกร้าได้อยู่แล้ว ประเดี๋ยวข้าจะเอาน้ำผึ้งหวาน ๆ มาให้เจ้ากิน พอใจหรือไม่”

“ท่านพูดจริงนะ แล้วเราจะเก็บน้ำผึ้งอย่างไร” เมื่อได้ยินว่าจะได้กินน้ำผึ้ง เสี่ยวหวงก็เลิกแกล้งทำตัวแง่งอนทันที

“ต้องไปตัดกระบอกไม้ไผ่มาไว้รองน้ำผึ้งเสียก่อน ตามมา” หมิงอวี้เดินนำไปอีกทางที่มีต้นไผ่ขึ้นอยู่เยอะ พลางนึกขำอยู่ในใจ ‘เสี่ยวหวงชอบกินน้ำผึ้งขนาดนี้ เหมือนหมีเลย เอ๊ะ เหมือนจะมีหมีสีเหลืองที่ชอบกินน้ำผึ้ง(หมีพูห์)ด้วยนี่นะ แถมเสี่ยวหวงก็ไม่ใช่สีเหลืองเหมือนกันหรอกเหรอ’

“ฮ่า ๆ” หมิงอวี้หลุดหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างห้ามไม่อยู่

“พี่ใหญ่ท่านขำอะไร” เสี่ยวหวงทำสีหน้างุนงงเมื่อเห็นพี่ใหญ่ของตัวเองจู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา

“ไม่มีอะไร ไปเถอะประเดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน” หมิงอวี้พาเสี่ยวหวงไปตัดกระบอกไม้ไผ่มาได้หลายกระบอก ก่อนจะให้อีกฝ่ายไปเก็บใบไม้ขนาดใหญ่มาสักหลายใบ

เขาใช้หญ้าสาบเสือที่มีคุณสมบัติไล่แมลงทั้งต้นสดและแห้งมามัดเป็นคบเพลิง ปีนต้นไม้ขึ้นไปอย่างทุลักทุเล ใช้กลักไฟจุดคบเพลิงจนเกิดควันรมใต้รังผึ้ง รอจนผึ้งที่เกาะอยู่บินหนีไปจนหมดถึงได้ตัดกิ่งไม้ที่มีรังผึ้งปีนลงมาจากต้นไม้

“พี่ใหญ่ท่านเก่งกาจยิ่งนัก” เสี่ยวหวงที่รออยู่ใต้ต้นไม้อดจะส่งเสียงตื่นเต้นออกมาไม่ได้ ความเลื่อมใสที่มีต่อพี่ใหญ่พุ่งสูงขึ้นไปอีกขั้น “ว่าแต่ทำไมท่านถึงไม่ใช่วิชาตัวเบาเล่า”

“แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ทักข้าตั้งแต่แรกเล่า” หมิงอวี้ที่ลงมาจากต้นไม้แล้วถามขึ้น เขาลืมไปว่าตอนนี้ตนเองสามารถใช้วิชาตัวเบาได้ เสี่ยวหวงก็ไม่ยอมทัก ดันปล่อยให้ปีนต้นไม้อย่างยากลำบากไปเสียได้

“ก็ข้านึกว่าท่านปีนต้นไม้เพราะกลัวผึ้งแตกตื่นนี่นา” เสี่ยวหวงเกาศีรษะทำหน้าใสซื่อ รีบนำใบไม้ใบใหญ่หลายใบที่เช็ดทำความสะอาดแล้วมาวางรองบนพื้น

หมิงอวี้วางกิ่งไม้พาดระหว่างกิ่งไม้สองกิ่งที่ปักเตรียมไว้บนดิน โดยให้รวงผึ้งอยู่ตรงกลางที่มีใบไม้รองด้านล่าง เขาค่อย ๆ เฉือนรวงผึ้งออกเป็นส่วน ๆ แล้วกรอกน้ำผึ้งลงใส่กระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้จนครบทุกกระบอก ส่วนรวงผึ้งที่ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ไม่หมดก็ใช้ใบไม้ห่อซ้อนกันหลายชั้น แล้วมัดด้วยเถาวัลย์

“เอ้า นี่ให้เจ้า ดูท่าทางเจ้าสิ น้ำลายยืดหมดแล้ว ทำอย่างกับไม่เคยกินมาก่อน” หมิงอวี้ยื่นรวงผึ้งส่วนหนึ่งที่เหลือไว้ให้กับเสี่ยวหวง

“ข้าเคยกินแค่น้ำผึ้งนี่นา ไม่เคยกินทั้งรวงแบบนี้มาก่อน” เสี่ยวหวงรับรวงผึ้งมาอย่างยินดี ก่อนจะค่อย ๆ ส่งเข้าปาก “หวานมากเลยพี่ใหญ่ ท่านไม่กินดูบ้างหรือ”

“ไม่ล่ะ เจ้ากินไปคนเดียวเถอะ กินเสร็จก็ไปกันได้แล้ว ประเดี๋ยวต้องลงเขาอีก” หมิงอวี้เร่งพลางใช้ใบไม้ปิดกระบอกน้ำผึ้งจนครบแล้วเก็บใส่ตะกร้าสะพายหลัง

ก่อนกลับทั้งคู่แวะไปดูบ่วงดักสัตว์ที่วางไว้ บางอันก็ว่างเปล่า แต่ส่วนใหญ่จะมีกระต่ายและไก่ป่ามาติดกับดักหลายตัว

วันนี้สองพี่น้องเก็บเกี่ยวได้เต็มตระกร้าทั้งสองใบที่สะพายมา ทั้งสมุนไพร ของป่า สัตว์ป่าจำพวกกระต่าย ไก่ป่า รวมไปถึงน้ำผึ้งอีกหลายกระบอก ก่อนจะลงเขากลับบ้าน

“พี่ใหญ่วันนี้ท่านจะทำอะไรกินหรือ” เสี่ยวหวงถามด้วยน้ำเสียงเหมือนคนหิวโหย

“ทำไก่ป่าย่างน้ำผึ้งก็แล้วกัน” หมิงอวี้แค่คิดถึงไก่ตัวอวบอ้วนที่ทาน้ำผึ้งย่างจนเหลืองกรอบ ก็รู้สึกเหมือนน้ำลายจะไหลขึ้นมา

“เสี่ยวอวี้ เสี่ยวหวง ขึ้นเขามาหรือ”

ขณะที่สองพี่น้องใกล้จะถึงบ้าน ท่านป้าหลี่ที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันก็เอ่ยทักขึ้น

“ท่านป้าหลี่” สองพี่น้องเอ่ยทักขึ้นพร้อมกัน

“วันนี้พวกข้าขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรให้ท่านปู่ขอรับ” หมิงอวี้เอ่ยตอบตามจริง

เขาไม่ค่อยอยากคุยกับท่านป้าหลี่คนนี้มากนัก ในความทรงจำของไป๋อวี้ ท่านป้าหลี่คนนี้มักจะชอบจับคู่ให้กับเขาไปทั่ว ทั้งหญิงสาวในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ไม่ว่าใครล้วนถูกป้าหลี่แนะนำให้เขารู้จักหมด ทั้งที่ร่างนี้ยังอายุไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำ

“เสี่ยวอวี้ขยันจังเลยนะ คงใกล้ถึงเวลาแต่งภรรยาแล้ว ข้ารู้จัก-”

ท่านป้าหลี่กำลังจะเอ่ยแนะนำหญิงสาวให้เหมือนทุกครั้ง แต่หมิงอวี้ก็รีบเอ่ยขัดขึ้นก่อนทันที

“ท่านป้าหลี่! พวกข้าต้องรีบกลับแล้ว ท่านปู่ยังรออยู่ ขอตัวก่อนขอรับ เสี่ยวหวงไปกัน” พูดจบเขาก็ไม่รอให้ป้าหลี่ได้พูดอะไร เขารีบลากเสี่ยวหวงเผ่นแน่บทันที

“เดี๋ยวสิ! เสี่ยวอวี้! พวกเจ้าจะรีบไปไหน ข้ายังไม่พูดไปจบเลย”

เสียงป้าหลี่ที่ยังคงดังตามหลังมา ทำเอาเขาวิ่งเร็วกว่าเดิม จนแทบจะใช้วิชาตัวเบาเลยด้วยซ้ำ

“ข้าไม่ชอบท่านป้าหลี่คนนี้เลย” หลังจากหนีมาไกลแล้ว เสี่ยวหวงก็บ่นอุบอิบ

“ทำไมเล่า” หมิงอวี้เอ่ยอย่าอย่างแปลกใจ ถ้าเจ้าของร่างนี้จะไม่ชอบท่านป้าหลี่ก็ไม่แปลก เพราะโดนจับคู่ให้ตลอด แต่เสี่ยวหวงไม่น่ามีอะไรให้ไม่พอใจท่านป้าหลี่เลย

“ก็ท่านป้าหลี่เอาแต่จับคู่ให้พี่ใหญ่ หญิงสาวในหมู่บ้านเรามีแต่คนที่ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น ข้าไม่อยากได้พวกนางมาเป็นพี่สะใภ้หรอกนะ” เสี่ยวหวงเบ้ปากพูดขึ้น

“แก่แดด!” หมิงอวี้ดีดหน้าผากเสี่ยวหวงไปทีหนึ่งอย่างอดไม่อยู่ เจ้าเด็กนี่อายุแค่นี้ก็รู้จักบ่นเรื่องแบบนี้เป็นแล้ว

“ข้าพูดเรื่องจริงนี่นา หรือว่าพี่ใหญ่ชอบพวกนางเล่า”

หญิงสาวในหมู่บ้านแต่ละคน ถ้าไม่ตัวดำ ฟันเหยิน ก็ตัวหนากว่าพี่ใหญ่เสียอีก บางคนตัวดำแล้วยังพอกแป้งทาชาดเสียหนา เวลาพูดทีแป้งชาดแทบจะหลุดร่วงออกมาเป็นแผ่น แค่คิดถึงภาพพวกนั้นเสี่ยวหวงก็ไม่อยากได้พวกนางเป็นพี่สะใภ้แล้ว

ถ้าหมิงอวี้รู้ว่าเสี่ยวหวงกำลังคิดอะไรอยู่ คงอยากจะดีดหน้าผากเด็กคนนี้ไปสักหลายทีเป็นแน่ ที่หญิงสาวในหมู่บ้านผิวพรรณดำคล้ำ ก็เป็นเพราะว่าพวกนางต้องทำงานตากแดดทั้งวัน จะให้มีผิวพรรณขาวผุดผ่องเช่นคุณหนูตระกูลผู้มีอันจะกินได้อย่างไร

แต่ก็จะโทษเสี่ยวหวงที่คิดเช่นนั้นก็ไม่ถูก เพราะค่านิยมความงามของสตรีในยุคนี้ คือต้องมีผิวพรรณขาวเนียนและตัวบางร่างน้อยเข้าไว้ จึงจะเรียกได้ว่างดงาม

“ชอบไม่ชอบอะไรกันล่ะ ข้าเพิ่งอายุเท่าไหร่เอง ยังอีกหลายปีกว่าจะถึงเวลาแต่งงาน”

ในยุคนี้เมื่ออายุครบสิบห้าก็ถือได้ว่าเริ่มเป็นผู้ใหญ่แล้ว สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ สำหรับชาวบ้านทั่วไป พอชายหนุ่มหรือหญิงสาวอายุได้สิบห้าสิบหก ผู้ใหญ่ก็จะเริ่มมองหาคู่หมายที่เหมาะสมให้

ถ้าหญิงสาวคนไหนที่อายุสิบเจ็ดสิบแปดแล้วยังไม่ได้แต่งงาน หรือยังไม่มีคู่หมาย จะถือได้ว่าเป็นสาวเทื้อ แต่งออกยาก ทำให้บ้านไหนที่มีลูกสาวหรือมีญาติเป็นแม่นางน้อยที่ยังไม่ออกเรือน ต้องรีบมองหาคู่หมั้นคู่หมายไว้ให้บุตรสาวหลานสาวตั้งแต่เนิ่น ๆ บางบ้านเริ่มมองหาคู่หมายให้บุตรสาวตั้งแต่อายุได้สิบสองสิบสาม

ไป๋อวี้เจ้าของร่างเดิมนั้นโดนทาบทามและแนะนำหญิงสาวให้ตั้งแต่อายุยังไม่ครบสิบสามเลยด้วยซ้ำ เนื่องเพราะเขาหน้าตาหล่อเหลาผิวพรรณผุดผ่อง อีกทั้งมีการศึกษา ต่างจากชายหนุ่มในหมู่บ้านที่ตากแดดกรำฝน ทำงานหนักจนตัวดำ ทำให้ไป๋อวี้เป็นที่หมายปองของแม่นางน้อยทั้งหลายในหมู่บ้าน

เวลาเขาเดินผ่านหมู่บ้าน หรือต้องไปทำธุระกับท่านปู่ แม่นางน้อยทั้งหลายมักจะมาดักรอมอบผ้าเช็ดหน้า ไม่ก็ของกินพวกผักผลไม้ หรือไข่ไก่ให้เป็นประจำ ทำเอาเขาเข็ดขยาด ไม่กล้าเดินผ่านหมู่บ้านถ้าไม่จำเป็น

สำหรับหมิงอวี้ที่มาจากอีกยุคหนึ่งแล้ว อายุสิบห้ายังคงเป็นแค่เด็กมัธยมต้นเท่านั้น ให้คิดเรื่องแต่งงานยังเร็วไปเป็นสิบปี

“ถ้าพี่ใหญ่จะแต่งงานละก็ พี่สะใภ้ของข้า ขอเป็นแม่นางที่บอบบาง น่าทะนุถนอม ตัวหอม ใจดี อ่อนโยน ทำขนมเก่งด้วยนะ” เสี่ยวหวงทำหน้าเคลิบเคลิ้มเมื่อนึกถึงพี่สะใภ้ที่ทั้งสวยและใจดี ทำขนมให้เขากินทุกวัน

“นี่เป็นข้าเลือกภรรยาหรือเจ้าเลือก เจ้านี่ยิ่งแก่แดดขึ้นทุกวัน” หมิงอวี้อดขำกับความคิดวาดฝันของเสี่ยวหวงไม่ได้

บอบบาง น่าทะนุถนอม ใจดี อ่อนโยน แถมยังทำขนมเก่ง ถ้ามีผู้หญิงแบบนี้จริง เขาเองก็อยากแต่งด้วยเหมือนกันนั่นแหละ

หมิงอวี้ไม่ได้รู้เลยว่าเนื้อคู่ที่รออยู่ของตนนั้น ห่างไกลจากที่วาดฝันไว้ไปไกลลิบ

สองพี่น้องกลับถึงบ้านก็จัดการคัดแยกสมุนไพร และของอย่างอื่นที่ได้มาวันนี้กันอย่างรวดเร็ว เสี่ยวหวงยังเด็ก มีหน้าที่แค่ล้างสมุนไพรเท่านั้น ส่วนการหั่นสมุนไพรก่อนตาก จะเป็นหน้าที่ของหมิงอวี้ บางครั้งท่านปู่ก็จะเป็นคนทำเอง

เสี่ยวหวงเคยช่วยหั่นสมุนไพรครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาหั่นออกมา ถ้าไม่สั้นยาวไม่เท่ากันก็หนาบางไม่เท่ากัน บางชิ้นหนาไป บางชิ้นก็สั้นไป ตั้งแต่นั้นมาท่านปู่จึงไม่ให้เขาทำอีก

หลังจากจัดการกับสมุนไพรแล้ว หมิงอวี้ก็เข้าครัวทำอาหารเย็น เขาจัดการต้มน้ำร้อนถอนขนไก่ป่า ก่อนจะหมักไก่กับซีอิ๊ว เกลือ กระเทียม และน้ำผึ้งทิ้งไว้ แล้วไปทำกับข้าวอย่างอื่นก่อน

หมิงอวี้เอาหน่อไม้ที่ได้มาวันนี้ตุ๋นน้ำแกงหน่อไม้ทิ้งไว้ ก่อนจะทำน้ำจิ้มสำหรับกินกับไก่ น่าเสียดายที่ไม่มีพริก ไม่อย่างนั้นก็จะทำน้ำจิ้มเผ็ดได้ วันนี้เขาสำรวจดูจนทั่วแล้ว ถึงเครื่องปรุงรสและผักอื่น ๆ พวกต้นหอม ขิง กระเทียม จะมีไม่ต่างจากยุคที่เขามา แต่ก็ยังไม่เจอพริกเลย ไม่รู้ว่ายุคนี้ยังไม่มี หรือว่าในชนบทแบบนี้ยังไม่มีกันแน่

หมิงอวี้สับขิงกับกระเทียมจนละเอียด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วกับเกลือ เติมต้นหอมซอยกับน้ำมันลงไปคนจนเข้ากัน เขาชิมรสชาติแล้วต่างไปจากที่เคยกินเล็กน้อย แต่ก็ยังคงพอถูไถได้

ระหว่างที่ทำน้ำจิ้มอยู่นั้น ก็ให้เสี่ยวหวงคีบถ่านไปใส่เตาเล็กไว้สำหรับย่างไก่ พอทำน้ำจิ้มเสร็จ เขาก็เอาไก่เสียบกับไม้ไผ่ที่ผ่าเตรียมไว้ขึ้นย่างบนเตาถ่าน

กลิ่นหอมของไก่ย่างที่หมักด้วยน้ำผึ้งหอมฟุ้งไปทั้งลานบ้าน จนท่านปู่ถึงกับต้องเดินมาดูหลายรอบ ส่วนเสี่ยวหวงนั้นเอาแต่วนเวียนอยู่รอบเตาไม่ห่าง ท่าทางเหมือนลูกสุนัขที่กำลังหิวนมไม่มีผิด

“ยังไม่ได้อีกหรือ” เสี่ยวหวงเอ่ยเร่ง พลางเช็ดน้ำลาย

“ใกล้แล้ว เจ้ามาคอยดูไว้ เดี๋ยวข้าไปทำกับข้าวอีกอย่าง ระวังอย่าให้ไหม้ล่ะ” หมิงอวี้กำชับ

“เชื่อมือข้าได้เลยพี่ใหญ่” เสี่ยวหวงรับคำแข็งขัน พลางเช็ดน้ำลายไปด้วย

“แล้วก็ห้ามแอบกินด้วย” หมิงอวี้พูดอย่างรู้ทัน ทำเอาเสี่ยวหวงห่อเหี่ยวทันที

หมิงอวี้เอาเห็ดที่เก็บมาวันนี้มาทำเห็ดผัดน้ำมันเป็นจานสุดท้าย หลังจากทำเสร็จ ไก่ย่างก็ได้ที่พอดี เขาสับไก่ใส่จานให้เสี่ยวหวงยกออกไปพร้อมกับน้ำจิ้ม ส่วนตัวเองตักน้ำแกงไก่กับเห็ดผัดน้ำมันออกไป

ขณะที่มาถึงโต๊ะกินข้าว ก็ทันได้เห็นท่านปู่ตีมือเสี่ยวหวงที่แอบฉกไก่ในจานพอดี หมิงอวี้ยิ้มพลางส่ายหน้าอย่างระอา

หลังจากที่กับข้าวขึ้นโต๊ะครบแล้ว ทั้งสามคนก็ถือตะเกียบมองหน้ากันไปมา

“แล้วข้าวเล่า” ท่านปู่เอ่ยถามขึ้น

“…”

“…”

“อย่าบอกนะว่า…” พอเห็นท่าทางของหลานชาย ท่านปู่ก็เอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ

หมิงอวี้พยักหน้าก่อนจะพูดเสียงอ่อย “ข้าลืมหุงข้าว”

แก๊ก

พอหมิงอวี้พูดจบ เสี่ยวหวงก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ตะเกียบในมือหล่นกระทบกับโต๊ะเสียงดัง

“เจ้าเด็กบ้า!” ท่านปู่ด่าออกมาอย่างเหลืออด มีอย่างที่ไหนกับข้าวเสร็จหมดแล้ว จะเตรียมตัวกินข้าวอยู่แล้วเชียว แต่ดันบอกลืมหุงข้าวเสียนี่

“ยังไม่รีบไปหุงอีก! แล้วเมื่อไรจะได้กิน” ท่านปู่ดุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นหลานชายยังนั่งนิ่ง ก่อนจะยกจานไก่ย่างออกห่างจากมือของเสี่ยวหวง

“โธ่ ท่านปู่ ให้ข้าชิมสักชิ้นเถิด กลิ่นมันหอมจนข้าจะทนไม่ไหวแล้ว” เสี่ยวหวงโอดครวญ

“ไม่ได้! รอข้าวสุกค่อยกินทีเดียว”

ระหว่างที่รอข้าวสุก สามคนปู่หลานก็นั่งมองกับข้าวบนโต๊ะด้วยความทรมาน

เสี่ยวหวงแทะตะเกียบพลางหาโอกาสแอบฉกไก่ย่างในจาน

ส่วนท่านปู่นั้นนั่งหลับตานิ่ง เหมือนว่าหลับไปแล้ว แต่พอตะเกียบของเสี่ยวหวงจะยื่นมาคีบไก่ในจาน ท่านปู่ก็หยิบตะเกียบขึ้นมากันไว้ได้ทุกครั้ง

“ข้าวสุกแล้ว”

เสียงของหมิงอวี้ที่ดังขึ้นเปรียบเสมือนเสียงจากสวรรค์ เสี่ยวหวงแทบจะน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้ง

“กับข้าวเย็นหมดแล้ว เดี๋ยวอุ่นสักหน่อยก็แล้วกัน” หมิงอวี้ไม่รอให้ท่านปู่กับเสี่ยวหวงคัดค้าน เขายกกับข้าวบนโต๊ะไปอุ่นทันที

หลังจากที่รอมานาน ในที่สุดก็ได้ลงมือกินข้าวเสียที ซึ่งบรรยากาศก็ไม่ต่างจากเมื่อเช้าสักเท่าใดนัก โต๊ะกินข้าวกลายเป็นเหมือนสนามรบขนาดย่อม ท่านปู่กับเสี่ยวหวงต่างแย่งกันคีบส่วนที่อร่อยที่สุดของไก่อย่างน่องและปีก

“ข้าไม่เคยกินไก่ย่างที่อร่อยแบบนี้มาก่อน…แล้วยังมีน้ำจิ้มแบบนี้ด้วย” เสี่ยวหวงกินไปพูดไป แต่นึกขึ้นได้ว่าครั้งก่อนโดนพี่ใหญ่ดุไป จึงเคี้ยวให้หมดก่อนค่อยพูด

“วันหลังเปลี่ยนเป็นกระต่ายก็ดี” ท่านปูพูดขึ้นลอย ๆ

ซึ่งหมายความว่า ท่านปู่อยากกินกระต่ายย่างน้ำผึ้ง วันหลังให้ทำมาอีก

หลังจากที่กินข้าวเย็นเสร็จ หมิงอวี้ก็เดินเล่นไปรอบ ๆ เพื่อย่อยอาหาร ถึงข้างนอกจะมืดแล้ว แต่ก็ยังพอมีแสงสว่างให้มองเห็นอยู่

อันที่จริงหมิงอวี้รู้สึกว่าชีวิตในยุคนี้ก็ไม่เลว ถึงหลายอย่างจะไม่สะดวก ไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปา เครื่องอำนวยความสะดวกหรือให้ความบันเทิงทั้งหลายก็ไม่มี พอมืดก็มีเพียงแสงตะเกียง ทุกคนต้องรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะต้องตื่นเช้าไปทำงานในที่นา ไม่ก็ขึ้นเขาไปเก็บของป่าล่าสัตว์

แค่เพิ่งจะเลยหัวค่ำมาไม่นาน บรรยากาศรอบด้านก็เงียบไร้เสียงผู้คนแล้ว มีแค่เสียงลมพัดใบไม้ หรือไม่ก็เสียงนกแมลงที่ออกหากินตอนกลางคืน บรรยากาศชวนให้สงบจนวังเวงอยู่บ้าง แต่เขากลับรู้สึกชื่นชอบบรรยากาศเงียบสงบแบบนี้

ผู้คนในหมู่บ้านล้วนใช้ชีวิตเรียบง่าย ความคิดใสซื่อและตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมคดโกงอะไรมากมาย ถึงแม้พวกคนไม่ดีจะมีอยู่ทุกที่ ทุกยุคทุกสมัย แต่อย่างน้อยที่นี่ก็น้อยกว่าในยุคที่เขามา หรืออาจจะเป็นเพราะว่าที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านชนบท มีอะไรก็พึ่งพาอาศัยกันได้ ทำให้ชาวบ้านยังคงมีจิตใจที่ดีงามอยู่

หมิงอวี้แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ในยุคที่เขาจากมาการที่จะเห็นดาวเต็มท้องฟ้าแบบนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้าไม่ออกไปตามชนบทหรือภูเขาก็ไม่มีทางได้เห็นดาว แต่ที่นี่สามารถมองเห็นดาวตอนกลางคืนได้จากทุกที่

“ไม่รู้ว่าเราจะกลับไปได้ไหม หรือตอนนี้พี่กัวทำอะไรอยู่” หมิงอวี้ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้าน

⊱ ━━ โปรดติดตามตอนต่อไป ━━ ⊰

มีใครเคยลืมหุงข้าวไหมคะ ของเราเป็นบ่อยมาก บางครั้งกับข้าวพร้อมแล้ว แต่พอเปิดหม้อหุงข้าวจะตักข้าว ข้าวยังดิบอยู่ ดันลืมกดหม้อหุงข้าวซะอย่างนั้น

ตอนเขียนอยู่นึกอยากกินไก่ย่างกับส้มตำขึ้นมา ชื่อตอนเลยออกมาเป็นแบบนี้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...