โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท้าให้ลอง! ก่อนเริ่มเขียนนิยายลองทำสิ่งนี้ : ลับสมองทดสอบไอเดียของคุณ

Dek-D.com

เผยแพร่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 09.01 น. • DEK-D.com
อย่าให้ไอเดียของเราสะเปะสะปะ มารวบรวมไอเดียให้เป็นหนึ่งเดียว สู่การสร้างเรื่องราวที่น่าประทับใจ

ก่อนเขียนนิยายต้องทำสิ่งนี้ :

ลับสมองทดสอบไอเดียของคุณ!

เคยเป็นแบบนี้มั้ยคะ…?

คิดในหัวไว้ซะดิบดี คิดแล้วน่าสนุก แต่พอลงมือทำจริง กลับไม่ใช่อย่างที่เราคิด!

ถ้าหากว่าเคยเป็นเหมือนกัน วันนี้ขอชวนทุกคนมา “ทดสอบไอเดีย” ก่อนลงมือเขียนจริงกัน เพราะมันจะทำให้เรารู้ว่าไอเดียของเรานั้นแข็งแกร่งมากพอที่จะทำให้เรื่องของเราดำเนินต่อไปได้ เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาและพลังงานไปกับการทุ่มเทในเรื่องราวที่ไม่เวิร์ก แล้วลงมือทำงานร่วมกับไอเดียที่เวิร์กกว่า

มาค่ะ เปิดคอมพ์แล้วดำดิ่งไปกับแบบฝึกหัดทดสอบไอเดียวันนี้กัน!

แบบฝึกหัด #1

เขียน Storyline ของเราออกมา

Storyline คือเส้นเรื่อง เป็นบทสรุปสั้นๆ ที่บอกถึงส่วนสำคัญของเรื่องใน 1-2 ประโยค มันบอกผู้อ่านว่าใครคือตัวละครหลัก ความขัดแย้งคืออะไร และเดิมพันคืออะไร

สำหรับ Storyline เราควรเขียนมันออกมาในรูปแบบ ใคร (Who) ที่ไหน (Where) ทำอะไร (What) แต่ไม่ต้องบอกอย่างไร (How)

ตัวอย่าง

  • Jurassic Park - ในระหว่างการทัวร์ชมตัวอย่าง เกิดไฟฟ้าขัดข้องครั้งใหญ่ในสวนสนุก ทำให้ไดโนเสาร์โคลนนิ่งที่จัดแสดงอยู่ออกมาอาละวาดได้

  • Star Wars: A New Hope- ลุค สกายวอล์คเกอร์ เด็กหนุ่มชาวไร่ผู้ร่าเริง เข้าร่วมกองกำลังกบฏเพื่อช่วยเจ้าหญิงเลอาจากดาร์ธ เวเดอร์ผู้ชั่วร้าย และช่วยปกป้องกาแล็กซี่จากดาวมรณะทำลายล้างของจักรวรรดิ

ลงมือทำ

เขียน Storyline สำหรับเรื่องของเราประมาณ 1-2 ประโยค เมื่อทำเสร็จแล้ว ให้ถามตัวเองและคนอื่นๆ ว่า เรื่องนี้ฟังดูน่าสนใจไหม เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการอ่านหรือไม่?

ถ้าคำตอบคือใช่ ให้ทำแบบฝึกหัดถัดไป

แต่ถ้าคำตอบคือไม่ เราจำเป็นต้องกลับมาเขียน Storyline ใหม่ เพื่อเน้นส่วนที่น่าสนใจที่สุดของเรื่อง หรือเลือกไอเดียอื่นๆ มาใช้งานแทน

แบบฝึกหัด #2

เขียนเรื่องของเราแบบ Elevator Pitch

Elevator Pitchเป็นหนึ่งในเทคนิคการขาย และเราจะใช้ทริคนี้ในการพัฒนาไอเดียของเราให้ยอดเยี่ยม

หลักการของ Elevator Pitch คือการนำเสนอแนวคิดแบบกระชับ สั้น ฉับไว แต่มัดใจคนฟังให้อยู่หมัด! (ในกรณีนี้คือมัดใจนักอ่าน)

Elevator Pitch ยาวกว่าแบบฝึกหัดด้านบน โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 250 คำ ซึ่งไม่ได้บอกตอนจบของเรื่อง แต่ครอบคลุมถึงความขัดแย้งและเดิมพันหลักเป็นบทสรุปที่บางครั้งปรากฏบนปกหลังของหนังสือ หรืออาจเป็นบทสรุปที่เราจะแปะไว้บนหน้าแรกของนิยายเรา สำหรับการอัปออนไลน์

เมื่อเขียน Elevator Pitch เราต้องตอบคำถามเหล่านี้

  • เรื่องนี้เกี่ยวกับใคร?
  • สถานการณ์คืออะไร?
  • เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน?
  • ทำไมมันถึงสำคัญ?

ตัวละครเอก: ใครคือตัวละครหลักของเรื่อง? อะไรที่ทำให้ตัวละครตัวนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว? ตัวละครนี้ต้องการอะไรในตอนต้นของเรื่อง?

ความขัดแย้ง: สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร? ใครหรืออะไรกำลังขวางทางตัวเอกในการบรรลุเป้าหมายของเขา?

เดิมพัน: ทำไมมันถึงสำคัญ? จะเป็นยังไงถ้าตัวเอกไม่บรรลุเป้าหมาย? อะไรคือสิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้น? ความสำเร็จหรือความล้มเหลวมีความหมายต่อตัวเอกอย่างไร?

ฉาก:เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน?

ตัวอย่าง

The Hunger Games โดยซูซาน คอล์ลินส์

ในซากปรักหักพังของสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยรู้จักในนามอเมริกาเหนือคือประเทศปาเนม ศาลากลางที่ส่องแสงแวววาวรายล้อมไปด้วยเขตรอบนอกสิบสองเขต ศาลากลางนั้นเข้มงวดและโหดร้าย บังคับให้ทุกเขตส่งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปีอย่างละ 1 คน เข้าร่วมเกมประจำปี (Hunger Games) ซึ่งเป็นการต่อสู้กันจนตาย และออนแอร์สดๆ บนทีวี

แคตนิส เอฟเวอร์ดีนวัย 16 ปีมองมันเหมือนเป็นโทษประหาร เธอเข้าร่วมเกมนี้แทนน้องสาวของเธอ แต่แคตนิสเคยเฉียดตายมาก่อน และการเอาตัวรอดสำหรับเธอนั้นเป็นนิสัยที่สอง เธอจึงกลายเป็นผู้แข่งขัน

แต่ถ้าเธอต้องการชนะ เธอจะต้องเลือกระหว่างการเอาชีวิตรอดกับมนุษยชาติ และชีวิตกับความรัก

แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟินิกซ์ โดย เจ.เค.โรว์ลิ่ง

มีประตูอยู่ที่ปลายทางเดินอันเงียบสงบ และมันกำลังหลอกหลอนแฮร์รี่ พอตเตอร์ในความฝัน ทำไมเขาถึงตื่นขึ้นกลางดึกและกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว?

ปีที่ห้าของแฮร์รี่ที่ฮอกวอตส์ เขาครุ่นคิดถึงเรื่องมากมาย ทั้งครูสอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดที่มีบุเหมือนน้ำผึ้งอาบยาพิษ เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ของทีมควิดดิชแห่งบ้านกริฟฟินดอร์ และความน่ากลัวที่ปรากฏขึ้นระหว่างการสอบวัดระดับพ่อมดสามัญ แต่เรื่องทั้งหมดเหล่านี้ดูจืดชืด เมื่อเทียบกับการคุกคามที่เพิ่มขึ้นของคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ทั้งรัฐบาลเวทมนตร์และเจ้าหน้าที่ของฮอกวอตส์ไม่สามารถหยุดยั้งได้

ในขณะที่ความมืดมิดที่คืบคลานเข้ามา แฮร์รี่ค้นพบกับความจริงที่ลึกล้ำ ความแข็งแกร่งของเพื่อนๆ ความสำคัญของความภักดีที่ไร้ขีดจำกัด และราคาของการเสียสละที่น่าตกใจ

ชะตากรรมของแฮร์รี่ขึ้นอยู่กับพวกมันทั้งหมด

ลงมือทำ

เขียนสรุป 250 คำสำหรับเรื่องราวของเรา เมื่อทำเสร็จแล้ว ให้ถามตัวเองและคนอื่นๆ ว่าเรื่องนี้ฟังดูน่าสนใจไหม? เป็นสิ่งที่ต้องการอ่านหรือเปล่า?

ถ้าคำตอบคือใช่ แสดงว่าเราพร้อมที่จะแบบฝึกหัดที่ 3 แล้ว!

แต่ถ้าคำตอบคือไม่ เราจะต้องเขียน Elevator Pitch ใหม่ โดยเน้นที่ส่วนที่สำคัญที่สุดของเรื่องราว อย่าลืมโฟกัสไปที่ Storyline และแนวที่เขียน เช่น ในนิยายแนวรัก เนื้อเรื่องหลักจะเป็นความสัมพันธ์ที่โรแมนติกระหว่างตัวละครทั้งสองตัว

แบบฝึกหัด #3

เขียนแง่คิด

เรื่องราวที่ดีควรเป็นเรื่องที่สอดแทรกแง่คิดให้นักอ่านได้ตกตะกอน

ลองถามตัวเองดูว่า นอกเหนือจากความสนุก นักอ่านจะได้อะไรหลังจากอ่านนิยายของเรา? พวกเขาได้เรียนรู้อะไร?

ในแบบฝึกหัดนี้ เราจะเขียนย่อหน้าเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่นักอ่านจะได้เรียนรู้หลังอ่านนิยายของเรา และเรายังสามารถใช้เป็นบทสรุปได้ เมื่อเขียนมันค่ะ

ตัวอย่าง

  • เจ้าชายกบ – คำพูดเป็นนายคน เมื่อพูดออกไปแล้ว ต้องรักษาคำพูดให้ได้ เราจะได้เป็นคนที่ซื่อสัตย์และน่าเชื่อถือ

  • แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์– ความกล้าหาญ การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว และมิตรภาพ จะช่วยให้ผ่านพ้นอุปสรรคได้

ลงมือทำ

ลองลิสต์แง่คิดที่นักอ่านจะได้รับหลังอ่านเรื่องจบ เมื่อทำเสร็จแล้ว ให้ถามตัวเองว่านั่นควรค่าแก่การอ่านไหม?

ถ้าคำตอบคือใช่ แสดงว่าเราพร้อมที่จะทำแบบฝึกหัดสุดท้ายแล้ว!

แต่ถ้าคำตอบคือไม่ พยายามเขียนเรื่องราวของเราในแบบที่นักอ่านสามารถดึงบทเรียนจากมันได้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการพยายามสร้างบทสรุปที่ทำให้ตัวละครมีจุดจบ!

แบบฝึกหัด #4

ตั้งชื่อเรื่องให้น่าสะดุดใจ

ได้ Storyline บทสรุป และแง่คิดแล้ว ที่ขาดไม่ได้คือชื่อเรื่อง และนิยายที่ดีควรมีชื่อเรื่องที่น่าดึงดูดใจ

ชื่อเรื่องเปรียบเสมือนด่านแรกที่ดึงดูดนักอ่าน ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับมันมากๆ

เราควรมองหาชื่อที่สามารถทำให้เรื่องราวของเราดูน่าอัศจรรย์และแตกต่าง ควรสร้างชื่อเรื่องให้โดดเด่นมากพอที่จะดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน

ตัวอย่าง

  • บางครั้งชื่อนิยายก็อาจไม่ได้บอกถึงเรื่องราวทั้งหมดในเรื่องตัวอย่างเช่น To Kill a Mockingbird เพียงแค่เห็นจากชื่อเรื่อง ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเหยียดเชื้อชาติในอเมริกา หรือนิยายเรื่อง Normal People, Origin, และ The Secrets Between Us เองก็มีการตั้งชื่ออย่างลึกลับด้วย แต่ทั้งหมดล้วนเป็นหนังสือขายดีในปี 2018 และไม่มีอะไรมาหยุดยั้งความโด่งดังของมัน!

  • นิยายบางประเภทมีการตั้งชื่อที่ชัดเจนตัวอย่างเช่น นิยายแฟนตาซีหรือนิยายวิทยาศาสตร์มักใช้สิ่งของหรือสถานที่ สิ่งประดิษฐ์ในชื่อหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นตัวอย่างที่ดี โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ “เครื่องรางยมทูต” หรือ “นักโทษแห่งอัซคาบัน”

  • หรือถ้าเป็นนิยายแนวระทึกขวัญ มักมีแนวโน้มในการใช้ชื่อเรื่องในลักษณะ “คำนาม + คำนาม”เช่น The Girl on the Train (ปมหลอน รางมรณะ) The Woman in the Window (ส่องปมมรณะ) หรือ The Woman in Cabin 10

  • นอกจากนี้ชื่อเรื่องในลักษณะ “คำนาม + 'ของ/แห่ง' + คำนาม” ก็เป็นที่นิยมด้วยเช่นกัน เช่น Lord of the Rings (ลอร์ดออฟเดอะริงส์ / อภินิหารแหวนครองพิภพ)

ลงมือทำ

มีวิธีการมากมายในการตั้งชื่อเรื่องให้น่าสนใจ ลองเข้าไปดูในบทความ ตั้งชื่อนิยายอย่างไร ให้เป็นตัวเราและถูกใจคนอ่านได้

หลังจากทำแบบฝึกหัดนี้แล้ว ให้ถามตัวเองและเพื่อนดูว่า ชื่อเหล่านี้ดีพอที่จะดึงความสนใจมั้ย? ถ้าใช้ชื่อนี้ เราจะเข้ามาอ่านหรือเปล่า?

หากคำตอบคือใช่ แสดงว่าเราพร้อมที่จะเริ่มเขียนร่างแรกของนิยายเราแล้ว แต่ถ้าไม่ใช่ เราก็ควรหาชื่อใหม่ แต่ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ เราสามารถเขียนเรื่องก่อนได้ แล้วระหว่างนั้นก็คิดหาชื่อใหม่ไปด้วย พอเจอเรื่องไหนสะดุดตาก็ใช้เลย!

……………..

การใช้เวลารวบรวมไอเดียของตัวเองจะช่วยให้เราไม่ตันระหว่างการเขียนและยังช่วยให้เรามองเห็นปลายทางของเรื่อง นั่นหมายถึง เราเองก็มีโอกาสจะเขียนนิยายจบด้วย! หวังว่าแบบฝึกหัดในวันนี้จะช่วยให้เรามองเห็นไอเดียของเราชัดขึ้น และช่วยให้เราสามารถเขียนนิยายต่อไปได้อย่างมั่นใจ แต่ถ้าแบบฝึกหัดเหล่านี้ยากสำหรับเรา ก็อย่ายอมแพ้นะ!

หากสนใจเคล็ดลับการเขียนหรืออยากเป็นนักเขียนที่เก่งขึ้น สามารถกดติดตามรวมบทความเด็ดได้ที่ "เปิดคัมภีร์! ส่งต่อเคล็ดลับที่จะทำให้การเขียนนิยายของคุณกลายเป็นเรื่องง่าย!" เชื่อว่าน่าจะมีเคล็ดลับการเขียนที่ตรงใจทุกคนอยู่แน่ๆ ค่ะ

พี่น้ำผึ้ง : )

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...