อย่าประมาท ทุจริต รีบตรวจสอบก่อนจะสาย
กลายเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ไปโดยไม่จำเป็นเสียแล้ว สำหรับวรรคทอง “มึงรู้จักกูน้อยไป” จากปากนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากนับรวมการแสดงออกทางสีหน้าอารมณ์และท่าทางของเจ้าตัวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อทำเนียบ คงยิ่งไปกันใหญ่
เรื่องนี้อาจจะมองได้ว่า จบสวยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะเจ้าตัวที่ผูกปมนี้ตัดสินใจแก้ปมเอง ด้วยการตามไปยกมือไหวขอโทษนักข่าวอาวุโสท่านนั้น ถึงห้องนักข่าวประจำทำเนียบ
ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการออกตัว “การันตี” ความบริสุทธิ์ให้หน่วยงานในปกครอง โดยไม่ทิ้งคำตอบอันชัดเจนไว้แก่สังคมว่า แท้ที่จริงแล้วก่อนพวกท่านจะออกมาการันตีความบริสุทธิ์นั้น พวกท่านตรวจสอบหรือยัง ?
คงไม่เกินจริงหากจะกล่าวว่า เหตุการณ์นี้คือควันหลงอันเกิดจากผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชน เกี่ยวกับความโปร่งใสในภาครัฐ ที่ กกร.ไปสำรวจตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจกว่า 400 ราย
เพราะความปรากฏว่า กรมควบคุมมลพิษ ใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ไม่ใช่แค่ติดอันดับ แต่ยังครองแชมป์อันดับแรก ของหน่วยงานที่มีค่าเฉลี่ยจำนวนเงินเรียกรับสูงที่สุดจากการสำรวจ
ฉับพลันวันเดียวกัน นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเป็นการด่วน ยืนยันว่า กรมควบคุมมลพิษไม่ได้อยู่ในสถานะทางอำนาจหน้าที่ ที่จะให้คุณให้โทษแก่ภาคธุรกิจเอกชนได้ ซ้ำยังเรียกร้องไปยัง กกร.ให้เปิดเผยหลักฐานที่ผู้ตอบแบบสอบถามใช้อ้างอิง มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย
อธิบดีกรมเปิดหน้าชนก่อนรัฐมนตรีคนใดเสียอีก !
ค่ำคืนนั้นหลังงานดินเนอร์กับบรรดาเจ้าสัว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาสำทับสั้น ๆ ให้ผู้ตั้งประเด็นกล่าวหา พร้อมสำหรับการถูกฟ้องดำเนินคดี ความนัยของข้อความถูกขยายต่อภายหลังว่า หากกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ย่อมเป็นสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่จะฟ้องร้องกลับไป
ลำพังความเคลื่อนไหวของบิ๊กราชการและบิ๊กการเมือง 2 ท่านนี้ ก็เพียงพอจะเขย่าต่อมความรู้สึกผู้คนมากอยู่แล้ว ข้ามสัปดาห์มาเจอ “เหตุการณ์สุชาติ” ซ้ำเข้าไปอีก
มันอย่างไรกันนะ ไอ้การตรวจสอบทุจริตในบ้านเมืองนี้ ?
ไล่เรียงกันพอสังเขปเพื่อชี้ให้เห็นว่า ทั้งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและอธิบดีกรมที่ถูกพาดพิงถึง ต่างยืนยันด้วยประโยคเดียวกันว่า กรมควบคุมมลพิษ คือ หน่วยงานที่ทำงานด้านวิชาการ ไม่ได้มีอำนาจไปอนุมัติใบอนุญาต ไม่มีบทบาทอันจะให้คุณให้โทษแก่ใคร แล้วจะเรียกรับสินบนได้อย่างไร
มุมมองแบบนี้ อาจแตกต่างจากประสบการณ์ของภาคธุรกิจบางส่วนที่มองว่า กรมควบคุมมลพิษก็มีช่องทางให้คุณให้โทษได้เช่นเดียวกัน
ในความเป็นจริง กรมควบคุมมลพิษยังมีอำนาจหน้าที่ในการยืนยันความผิด หากผลการตรวจสอบของกรมระบุว่า สถานประกอบการนั้น ๆ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน เอกชนรายนั้นก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้กรมจะไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจับกุม แต่หน้าที่ในการตรวจวัดและเตือนภัย ก็เป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินคดีทางกฎหมายเช่นกัน
หนึ่งในจุดเสี่ยงเกิดขึ้นที่กระบวนการตรวจวัดมลพิษ เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจในการเลือกจุดเก็บตัวอย่าง และช่วงเวลาเข้าตรวจ ปัจจัยเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
คู่มือการบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ ที่ถือเป็นเครื่องมือของกรม ก็มอบอำนาจให้เจ้าพนักงาน สามารถตรวจสอบได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า หากมีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งเหตุอันควรสงสัยที่ว่าก็ขึ้นกับดุลพินิจบุคคล
ด้านกฎหมายใหญ่อย่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม.91 – 92 กำหนดให้ผู้ที่ลักลอบปล่อยมลพิษ ต้องเสียค่าปรับรายวันเป็นจำนวน 4 เท่าของค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องระบบบำบัด ค่าปรับก้อนนี้อาจสูงค่านักหากเทียบกับการ “จ่าย” ในรูปแบบอื่น
กรมควบคุมมลพิษ พยายามพิสูจน์ความโปร่งใสผ่านผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) รายงานจาก ป.ป.ช. ระบุว่าในปี พ.ศ.2567 กรมได้คะแนนสูงถึง 93.05 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับ "ดีเยี่ยม"
ขณะที่อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ตั้งข้อสังเกตว่า ผลสำรวจของ กกร. อาจคลาดเคลื่อน เพราะโทษปรับตามกฎหมายในบางกรณีมีอัตราสูงสุดเพียง 60,000 บาท ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าสินบนที่ถูกกล่าวอ้างเกือบครึ่งหนึ่ง
จึงต้องย้ำกันอีกครั้งว่า เจตนาของการอธิบายเรื่องนี้ มิใช่เพื่อปักธงกล่าวหาว่ากรมควบคุมมลพิษ เรียกรับสินบนแน่นอน แต่เป็นการชี้ให้เห็นช่องทางมากมายที่อาจถูกใช้ในการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ การจะกล่าวว่าหน่วยงานไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะใช้เรียกรับสินบนได้นั้น จึงดูเป็นมุมมองที่ประเมินความเสี่ยงของการใช้อำนาจโดยมิชอบต่ำเกินไป
หากมีคนชี้เบาะแสการโกงอันเกิดในหน่วยงานท่าน ก็ถือเป็นโอกาสอันดีให้กลับหลังไปตรวจรื้อซอกมุมในบ้านอย่างละเอียด
ส่วนเจ้ากระทรวงที่กำกับดูแลกรมกองเหล่านั้นเอง ก็มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบข้อบริภาษอันเกิดแก่หน่วยงานในปกครอง หน้าที่นี้จะบอกปัดหลีกเลี่ยงไปก็เสียมิได้ และจะเกิดความเชื่อมั่นและเชื่อถือขึ้นก็เพียงแต่ลงมือทำ ไม่ใช่กล่าวการันตีปากเปล่า
เพราะความเชื่อมั่นจากสาธารณะ จะเกิดโดยการรับรองกันเองนั้นก็หาไม่
อุรชัย ศรแก้ว : ผู้ดำเนินรายการมุมการเมือง