จับตา นายกฯ หวนนั่ง ปธ.บอร์ด EEC ห่วง มุ่งดึงนักลงทุน แต่ไม่ประเมินศักยภาพ-ปัญหาเดิมไม่แก้
EnLAW ตั้งคำถาม นายกฯ ชู EEC เป็นศูนย์กลางอาหารโลก ได้อย่างไร ? ในเมื่อพื้นที่เต็มไปด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะที่ Data Center ใช้ทรัพยากรมหาศาล สวนทางภาคตะวันออกเผชิญวิกฤตแย่งน้ำ สะท้อนไทยเดินหน้าดึงนักลงทุน โดยไร้การประเมินศักยภาพพื้นที่จริง
ภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีคำสั่ง ยกเลิก ให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ สำนักงาน EEC และยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยนายกฯ นำโครงการ EEC กลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด และนำ EEC เป็น Pilot Project ขายกับนักลงทุนต่างประเทศ
เมื่อ นายกฯ ตั้งเป้าหมายให้ EEC เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก และศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ (Data Center) นั่นอาจหมายถึงโครงการพัฒนาที่ต้องอาศัยทรัพยากรจำนวนมาก โดยเฉพาะแหล่งน้ำ และไฟฟ้า ที่คาดว่าจะต้องมีโรงไฟฟ้า แบบ Direct PPA มารองรับ
ในมุมของภาคประชาชนที่ติดตามประเด็นโครงการพัฒนาภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง อย่าง สุภาภรณ์ มาลัยลอย เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) สะท้อนว่า จริง ๆ นายกรัฐมนตรีก็เป็นประธานกรรมการ EEC โดยกฎหมายอยู่แล้ว สิ่งที่น่ากังวลคือการที่ นายกฯ พูดเสมือนเป็นนักการตลาดที่เดินสายคุยกับต่างประเทศ เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาในประเทศไทย แต่ในความจริงหลายเรื่องยังถูกตั้งคำถาม
อย่างการประกาศเป็น ศูนย์กลางอาหารของโลก ก็เป็นคำถาม ว่าจะเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร ? เพราะในพื้นที่ EEC เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสูงมาก และไม่เคยถูกจัดการแก้ไข
ส่วนการจะผลักดันเป็น Data Center นั้นก็น่ากังวล โดยขณะนี้ต่างประเทศเองก็มีผลการศึกษาของ UN ที่เพิ่งออกมา ว่าเป็นกิจการที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเป็นกิจการที่ใช้น้ำ ใช้พลังงานสูง และปัจจุบันในพื้นที่ภาคตะวันออกก็เผชิญวิกฤติแย่งน้ำอยู่แล้ว ดังนั้นมิติการลงทุนที่ผ่านมา ประเทศไทยดึงการลงทุนโดยไม่ประเมินศักยภาพในพื้นที่มาตลอด
โดยเฉพาะในพื้นที่ของภาคตะวันออกที่พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และเจอวิกฤตเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดผลกระทบ ก่อมลพิษ และยังจะมีการขยายพื้นที่ไปยัง จ.ปราจีนบุรี ที่ประชาชนก็ออกมาคัดค้าน และแสดงความกังวล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่จะกลับมานั่งบริหาร EEC กลับยังมองการลงทุน โดยไม่ได้ประเมินในพื้นที่ก่อนที่จะดึงดูดนักนักลงทุนเข้ามา จึงน่าเป็นห่วงอย่างมาก
“อยากโฟกัสคำว่า Data Center ที่มันเป็นข้อห่วงกังวลเยอะมากของต่างประเทศ แล้วผู้นำเรากลับประกาศที่จะเปิดพื้นที่ดันเรื่องนี้ ส่วนตัวมองว่ามันจะซ้ำรอย คล้าย ๆ กับเราเปิดพื้นที่อุตสาหกรรมขยะ ที่คนภาคตะวันออกพูดว่า เรากลายเป็นถังขยะโลก ทั้ง ๆ ที่ประเทศต่าง ๆ พยายามหยุดการจัดการขยะในประเทศตัวเอง และหยุดรับขยะจากต่างประเทศ แต่กลับเข้ามาในประเทศไทย ตอนนี้ Data Center เป็นอุตสาหกรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นข้อห่วงกังวลในการใช้ทรัพยากรทั้งน้ำจำนวนมาก พลังงานจำนวนมาก และการใช้พื้นที่จำนวนมากในการสร้าง แต่เรากลับประกาศว่าอยากให้เป็นศูนย์กลางเปิดพื้นที่เรื่อง Data Center ยิ่งสถานการณ์ที่หากไปเช็กกับ BOI ก็เปิดเรื่องนี้มากว่าประสบความสำเร็จ ให้นักลงทุนมาลงทุน Data Center ที่เติบโตตั้งแต่ปี 68 และปี 69 สิ่งนี้จึงสะท้อนเรื่องการไม่ประเมินการลงทุน แม้จะเป็นการลงทุนในมิติสมัยใหม่ หรือว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือว่าวิถีชีวิตของผู้คน สุขภาพของผู้คน มันต้องคำนึงถึงเรื่องการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย”
สุภาภรณ์ มาลัยลอย
เลขาธิการ EnLAW ยังเชื่อมโยงเรื่องของ EEC กับเรื่องกฎหมาย SEC ภาคใต้ ที่ถูกจับตาและพูดถึงอย่างมาก เนื่องจากเชื่อว่าจะเป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้นักลงทุน ให้สิทธิประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงการที่จะเกิดผลกระทบ หรือแลกมาด้วยความสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ แลกมาด้วยมลพิษ และการลงทุนที่ไม่รับผิดชอบ
“รัฐบาลน่าจะต้องทบทวนอย่างยิ่ง ในการมองเรื่องการลงทุนในมิติการใช้กฎหมายพิเศษ เพื่อเอื้อต่อการลงทุนที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”
สุภาภรณ์ มาลัยลอย