ฝรั่ง “มะริกัน” มองไทย ทางวัฒนธรรม และพฤติกรรม
ฝรั่ง “มะริกัน” มองไทย
ทางวัฒนธรรม และพฤติกรรม
…“วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย” ถือว่าเป็นงานทางมานุษยวิทยาเล่มแรกที่ทำการศึกษาสังคมไทยอย่างเป็นระบบ
…งานเขียนชิ้นสำคัญของ “รูธ เบเนดิกต์” นักมานุษยวิทยารุ่นบุกเบิกชาวอเมริกันเล่มนี้ ถูกเขียนขึ้นในฐานะเครื่องมือทางการเมืองและการทหารของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในการศึกษาประเทศศัตรูช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
…ในท้ายที่สุด ผลงานชิ้นนี้จึงได้กลายมาเป็นต้นแบบของงานมานุษยวิทยาไทยในแวดวงวิชาการตะวันตกสืบมา
วัฒนธรรม และพฤติกรรมของไทย โดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ แปลและเรียบเรียงจาก Thai Culture and Behavior ของ Ruth Benedict (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524)สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับปรับปรุงใหม่)พ.ศ. 2564ราคา 220 บาท
จินตกวีและนักวิทยาศาสตร์
จากคำนำหนังสือ(พ.ศ. 2495)
โดย ลอริสตัน ชาร์ป อดีตผู้อำนวยการหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คณะการศึกษาตะวันออกไกล มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐฯ
หนังสือที่ชวนให้ศึกษาประเพณีและแบบฉบับของวัฒนธรรมไทย โดยศาสตราจารย์รูธ เบเนดิกต์ ผู้ล่วงลับ ได้รวบรวมเขียนขึ้นที่สหรัฐอเมริการะหว่างภาวะสงคราม หนังสือเล่มนี้สำเร็จเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486
หนังสือเล่มนี้รวบรวมเขียนขึ้นมาในสภาพจำกัด ดังที่ ดร. เบเนดิกต์เขียนโครงร่างไว้ใน “บทนำ” ของเธอ ทั้งข้อมูลและข้อสรุปบางประการ คนไทยและผู้รู้จักประเทศไทยดีคงยอมรับข้อยกเว้นเหล่านี้ได้ ผู้เขียนค่อนข้างเชื่อถือเอกสารที่ตรงกับประเด็นของคนลาวทางเหนือมากกว่าของคนไทยส่วนใหญ่ พระสงฆ์ในประเทศไทยไม่จำเป็นจะต้องอยู่ว่าง ดังที่เธอบรรยายถึงพระไว้ อีกทั้งชายทุกคนไม่จำเป็นที่จะต้องบวชเป็นพระ วรรณกรรมอาจเล่าขานกันเป็นเรื่องสนุกสนาน แต่ก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าแสดงถึงทัศนคติ หรือพฤติกรรมของคนไทย แต่เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย และหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงคุณค่าสำหรับนักศึกษาของประเทศไทย ทั้งยังไม่มีหนังสือเล่มอื่นแทนที่ได้—-
แน่ทีเดียวว่า ด้วยเหตุที่สภาพการณ์ต่างๆ อันจำกัดขอบเขตของหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นทีเดียวของการใช้ระเบียบวิธีทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Anthropology) ในการศึกษาพิจารณา “วัฒนธรรมที่อยู่ห่างไกล” ได้เป็นผลสำเร็จ แม้ว่าข้อมูลที่ใช้ได้จะมีอยู่อย่างไม่สมบูรณ์และไม่เพียงพอ
รูธ เบเนดิกต์ เป็นจินตกวีเท่ากับเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นบุคคลที่มีความเฉียบแหลมและมีความสามารถในการเขียนอย่างทะลุปรุโปร่ง แม้การแสวงหาความเข้าใจประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือสังคมต่างชาติอื่นๆ ที่ยังไม่มีข้อศึกษาเพียงพอ นักศึกษาก็ควรอ่านผลงานของเธอและตั้งใจพยายามแข่งกับเธอให้ดีที่สุดเท่าที่นักศึกษาจะทำได้
รูธ เบเนดิกต์ (Ruth Fulton Benedict) (June 5, 1887-September 17, 1948) เป็นนักมานุษยวิทยารุ่นบุกเบิกของสหรัฐฯ เธอเขียนหนังสือเล่มสำคัญๆ ทางวิชาการหลายเล่ม แต่เล่มที่เป็นที่รู้จักกันดีคือเล่มที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น Chrysanthemum and the Sword ที่จัดพิมพ์ขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1946 (พ.ศ. 2489) ส่วนเล่ม Thai Culture and Behavior นั้นพิมพ์ขึ้นครั้งแรกเป็นจำนวนจำกัดเมื่อปี ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้นำมาตีพิมพ์ซ้ำในปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495) โดยศาสตราจารย์ลอริสตัน ชาร์ป ผู้อำนวยการหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ในยุคของสงครามเย็นที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทนำในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสม์ทั้งในจีนและปักกิ่ง กับในสหภาพโซเวียต และสงครามต่อสู้เพื่อเอกราชกำลังดำเนินอยู่อย่างรุนแรงในเวียดนาม กัมพูชา และลาว โดยที่ไทยในสมัยรัฐบาล ป. พิบูลสงคราม–สฤษดิ์ ธนะรัชต์–ถนอม กิตติขจร ได้เข้าร่วมรบเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ จนกระทั่งฝ่ายชาตินิยมคอมมิวนิสต์ชนะสงครามอย่างเด็ดขาดไปในปี ค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) หนังสือ Thai Culture and Behavior ถูกนำมาแปลและตีพิมพ์ในภาษาไทยเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1981 (พ.ศ. 2524) โดยสำนักพิมพ์เจ้าพระยา
ฝรั่ง “มะริกัน” มองไทยทางวัฒนธรรมและพฤติกรรม
คนไทยในภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
มองสังคมไทยอย่างผิวเผิน
สรุปบางตอนจากบทกล่าวนำ หนังสือของรูธ เบเนดิกต์ โดย
อานันท์ กาญจนพันธุ์ (พ.ศ. 2522)
รูธ เบเนดิกต์ ได้อาศัยข้อมูลจากข้อเขียนทั้งภาษาอังกฤษและเยอรมัน รวมถึงการสัมภาษณ์ชาวไทยในอเมริกา ซึ่งเธอเองก็เห็นว่ามีข้อจำกัดมาก แต่ก็คิดว่าอาจให้พื้นฐานในการศึกษาสังคมไทยต่อไปข้างหน้าได้
พื้นฐานดังกล่าวนี้คือลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ประมวลมาจากคุณค่าในชีวิตสังคม 3 ประการสำคัญ คือ ชอบสนุก ใจเย็น และเน้นเพศชายเป็นหลัก
รูธ เบเนดิกต์ เห็นว่าคุณค่าดังกล่าวของไทยสร้างสมขึ้นมาจากการปฏิบัติทางพุทธศาสนา และแบบแผนการเรียนรู้ทางสังคมของเด็ก เธอให้เหตุผลว่า ลักษณะของการเลี้ยงดูเด็กของชาวไทยสร้างให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นตัวของตัวเองมาก เพราะคนไทยมักจะเลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย เด็กต้องช่วยตัวเองแต่เล็ก และการที่คนไทยเป็นคนแบบง่ายๆ มีมิตรจิตมิตรใจและไม่ขี้สงสัย เธออธิบายว่าไม่ใช่เพียงเพราะสังคมไทยมีคุณค่าเช่นนั้น แต่เป็นเพราะว่าเด็กต้องตอบสนองต่อสภาพทางวัฒนธรรมไปในทำนองนั้น
การอธิบายสังคมจากแง่วัฒนธรรมทำนองนี้มักจะทำให้ละเลยความแตกต่างที่มีอยู่ในสังคม ทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมือง แม้จะรับรู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมใหญ่ที่มีชนชั้นต่างๆ ทั้งข้าราชการ พ่อค้า ชาวนา และมีประวัติความเป็นมายาวนาน แต่ความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก็มีความสำคัญน้อยกว่าการมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งที่เกิดอยู่สม่ำเสมอตลอดมา ซึ่งเปรียบเสมือนโลกทัศน์ของทุกคนในสังคม รูธ เบเนดิกต์ เห็นว่าไม่มีการต่อต้านในสังคมไทย ทุกคนยอมรับความคิดคุณค่าของผู้หลักผู้ใหญ่ แม้จะพบว่าความคิดดังกล่าวช่างเป็นการมองสังคมไทยโดยผิวเผิน แต่ความคิดนี้เองได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองสังคมไทยในสายตาของนักวิชาการตะวันตก และได้ครอบงำแนวการศึกษาสังคมไทยในช่วงอายุคนแรก อิทธิพลของงานชิ้นนี้เทียบได้กับบทความของจอห์น เอ็มบรี (John F. Embree) เรื่อง Thailand-A Loosely Structure Social System ซึ่งเป็นแง่คิดที่สนับสนุนงานของเบเนดิกต์ได้เป็นอย่างดี
ด้วยเหตุที่รูธ เบเนดิกต์ คิดว่าวัฒนธรรมไม่อาจจะมีกฎสากลมาอธิบายได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มานุษยวิทยาจึงเป็นเพียงศิลปะของการบรรยายลักษณะวัฒนธรรม ความหมายของมานุษยวิทยาดังกล่าวมีลักษณะตื้นเขินเกินไป ไม่ช่วยให้เข้าใจอะไร ไม่เพียงเฉพาะสังคมที่ศึกษาเท่านั้น แต่แม้วัฒนธรรมที่บรรยายก็ปราศจากความหมาย เพราะไม่อาจจะบ่งชี้ได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของชนส่วนใดของสังคมในยุคสมัยใด วัฒนธรรมที่กล่าวถึงจึงเปรียบเสมือนอากาศที่ลอยไปมา หาสาระแท้จริงอะไรไม่ได้แน่ชัด แต่ไม่น่าประหลาดใจนักที่ทัศนะการศึกษาสังคมดังกล่าวจะมีอิทธิพล เพราะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมองให้ลึกลงไปในส่วนต่างๆ ของสังคมอย่างแท้จริง ก็มักจะติดอยู่กับส่วนที่เป็นแต่เพียงเปลือกนอก ซึ่งมองเห็นได้ง่ายกว่า
งานของนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับสังคมไทยส่วนใหญ่ นับตั้งแต่รูธ เบเนดิกต์ มาก็มีลักษณะไม่ผิดไปจากนี้เท่าใดนัก บางคนอาจจะวาดภาพวัฒนธรรมไทยที่ดูสลับซับซ้อนกว่าของรูธ เบเนดิกต์ แต่ก็คงจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่สวยงามเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในระยะไม่นานมานี้ได้ช่วยทำให้นักมานุษยวิทยาตื่นขึ้นมาสลัดภาพลวงตาเหล่านั้นออกไปได้บ้าง เพราะพวกเขาพบว่าความสัมพันธ์ภายในสังคมไทยนั้นเต็มไปด้วยปรากฏการณ์ที่ล้วนตรงกันข้ามกับลักษณะที่รูธ เบเนดิกต์ และนักมานุษยวิทยารุ่นแรกๆ วาดไว้อย่างสิ้นเชิง เมื่อชาวนาชาวไร่ถูกเอารัดเอาเปรียบก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้ ไม่ได้สงบเสงี่ยมเรียบร้อย รักสนุก หรือใจเย็นดังที่กล่าว อะไรเล่าเป็นเครื่องชักนำให้ชาวนากบฏต่อภาพชมรมของสังคมของตน คำตอบไม่อาจหาได้จากงานทางมานุษยวิทยาเล่มนี้ และอีกหลายๆ เล่มที่คล้ายคลึงกัน
ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้ช่วยให้เข้าใจสังคมไทยได้ดีขึ้น หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างก็ตรงที่ทำให้รู้ว่าปัญญาชนชาวตะวันตกมีทัศนะต่อชนชาติที่ด้อยพัฒนาเช่นชาวไทยอย่างไร มีข้อน่าสังเกตว่าทัศนะเช่นนี้ช่างคล้ายกับทัศนะของอภิสิทธิ์ชนคนไทยที่มีต่อชาวนาชาวไร่เหลือเกิน ถ้าพิจารณาอย่างผิวเผินแล้ว ความคิดของรูธ เบเนดิกต์ ที่เห็นว่าไม่มีชนชาติใดเหนือกว่าหรือต่ำกว่ากัน เพราะล้วนแตกต่างกันที่วัฒนธรรมนั้น เป็นทัศนะเทิดทูนและศรัทธาในความเสมอภาคของมนุษยชาติ แต่เมื่อได้พิจารณาเนื้อหาของวัฒนธรรมไทยที่รูธ เบเนดิกต์ บรรยายมาแล้วจะพบว่าวัฒนธรรมเช่นนั้นมีลักษณะไม่ต่างจากภาพของตุ๊กตาน่ารักตัวหนึ่ง ที่เจ้าของอยากจะเก็บไว้ในตู้โชว์อย่างทะนุถนอมให้นานแสนนานโดยไม่อยากให้มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้
ภาพของสังคมไทยจะต่างไปอย่างสิ้นเชิง หากจะมองจากทัศนะที่ศึกษาจากโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งได้เริ่มมีผู้ศึกษาบ้างแล้ว เช่น งานของ จี. วิลเลียม สกินเนอร์ (G. William Skinner) เกี่ยวกับสังคมชาวจีนในประเทศไทย และงานของ ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ เกี่ยวกับโครงสร้างสังคมศักดินา เป็นต้น
สังคมไทยตามการวิเคราะห์ในแนวหลังนี้ดูจะมีชีวิตชีวา มีการเปลี่ยนแปลงการขัดแย้ง การต่อสู้ เพื่อให้พ้นจากการมีสภาพเป็นเพียงตุ๊กตาของใครๆ ก็ได้ แต่งานในลักษณะนี้ยังไม่มีมากพอที่จะทำให้สามารถเห็นรูปแบบที่แน่นอนได้เช่นการศึกษาในแนวแรก