โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟิ้ว~ BLAM! เมื่อตัวหนังสือมีเสียง สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Sound Effect บนหน้าการ์ตูน

นิตยสารคิด

อัพเดต 08 ก.ย 2565 เวลา 01.05 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2565 เวลา 01.05 น.
BLAM-cover

WHOOM! POW! แกร๊ก! ฉัวะ!! คุณได้ยิน “เสียง” จากคำเหล่านี้ไหม?

แน่นอนว่าหากใครเป็นนักอ่านการ์ตูน ไม่ว่าจะ comic มังงะ หรือมันฮวา จะอ่านเป็นเล่มหรือเป็นเว็บตูน จะต้องเคยเห็นคำเหล่านี้จนชินตา เพราะไม่ว่าจะเรื่องไหน ๆ ก็มี “เสียงเอฟเฟกต์” เหล่านี้อยู่ตามหน้ากระดาษหรือหน้าจอในแทบจะทุกหน้า ซึ่งคำเหล่านี้เรียกว่า “คำสัทพจน์” หรือ “คำเลียนเสียง” (Onomatopoeia) เป็นการถอดเสียงต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเราให้กลายเป็นตัวอักษร อาจเป็นเสียงของสิ่งมีชีวิตอย่างเสียงร้องของสัตว์ เสียงที่เกิดจากการเคลื่อนไหว หรือเสียงที่เกิดจากวัตถุต่าง ๆ ก็ได้

และเสียงเหล่านี้เองที่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ของการ์ตูน เนื่องจากการ์ตูนเป็นสื่อที่เล่าเรื่องผ่าน “ภาพวาด” และ “ตัวหนังสือ” เท่านั้น ฉะนั้นการเพิ่ม “เสียง” เหล่านี้เข้าไป จึงจะสามารถเพิ่มมิติและความรู้สึกร่วมที่หลากหลายไปสู่ผู้อ่านได้มากยิ่งขึ้น

ทำไมนักอ่านถึงได้ยินเสียงจากตัวอักษร?
ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนเล่มหรือเป็นเว็บตูนก็นับเป็นสื่อสำหรับอ่าน ไม่เหมือนสื่อเพื่อฟังเสียงอย่างบทเพลงหรือพอดแคสต์ที่เป็นสื่อเสียงซึ่งต้องใช้หูฟังโดยตรง แต่ทำไมเมื่อเรา “อ่าน” เสียงเอฟเฟกต์บนหน้ากระดาษหรือหน้าจอ เราถึง “ได้ยิน” เสียงเหล่านั้นได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ยินเสียงจริง ๆ สักหน่อย

จากการศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายทอดเสียงในเว็บตูนของมกฮเยจอง จากมหาวิยาลัยดงกุกในประเทศเกาหลีใต้พบว่า การที่ผู้อ่านสามารถเปลี่ยนเสียงที่เห็นในรูปสัญลักษณ์ภาษาเป็นข้อมูลเสียงในหัวนั้น อธิบายได้ด้วยกระบวนการจำและทฤษฎีรหัสคู่ (Dual Coding) ของจิตวิทยาปริชาน (Cognitive Psychology)

ในเชิงกระบวนการจำ มนุษย์สามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ผ่านการนำเข้าข้อมูล แล้วเกิดกระบวนการให้กลายเป็นหน่วยความจำ เมื่อสมองรับรู้ข้อมูลผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งห้า ข้อมูลนั้นก็จะกลายเป็นหน่วยความจำระยะสั้น แล้วจึงค่อยถูกถ่ายโอนไปเป็นหน่วยความจำระยะยาวโดยการเข้ารหัสสิ่งเร้าเอาไว้ เมื่อจะเรียกค้นหน่วยความจำนั้น ก็จะต้องมีสิ่งเร้าที่เข้ารหัสไว้มากระตุ้นให้เราดึงหน่วยความจำนั้นออกมา

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเห็นคำว่า “บ้าน” ในโปสเตอร์แผ่นหนึ่ง สมองก็ได้เกิดกระบวนการจดจำไว้แล้วว่า ตัวอักษรที่ประกอบกันอยู่นี้ หมายถึงที่อยู่อาศัย ดังนั้นเมื่อเราเห็นคำว่า “บ้าน” อีกครั้ง นี่จะเป็นสิ่งเร้าให้เกิดการเรียกคืนหน่วยความจำออกมา ทำให้เรารับรู้ความหมายของคำนี้ได้ ดังนั้น จากกระบวนการจำนี้สามารถอธิบายถึงการรับรู้ของนักอ่านเมื่ออ่านเสียงเอฟเฟกต์ในการ์ตูนได้ว่า มนุษย์เก็บเสียงต่าง ๆ ที่เคยได้ยินไว้ในหน่วยความจำระยะยาว หากเห็นคำแสดงเสียงนั้น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งเร้า เช่น เห็นคำว่า ‘ฟิ้ว’ สมองของเราก็จะดึงหน่วยความจำนี้ออกมาเป็นเสียงลมพัด เป็นต้น

Annie Spratt / Unsplash

อีกทั้งยังมีทฤษฎี Dual Coding ซึ่งอธิบายการจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจำระยะยาวไว้ว่า สมองของมนุษย์จะบันทึกข้อมูลไว้ในรูปแบบของภาษา (Verbal Information) หรือไม่ใช่ภาษา (Non-Verbal Information) หรือทั้งสองอย่างพร้อมกัน เช่น ไอเดียที่เป็นนามธรรมอย่าง ‘ความสำเร็จ’ และ ‘ความจริง’ จะถูกบันทึกในรูปแบบของภาษา สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างพฤติกรรมต่าง ๆ จะถูกบันทึกในรูปแบบของสัญลักษณ์ ส่วนสิ่งที่มีทั้งความหมายทางภาษาและรูปลักษณ์เฉพาะอย่างเช่น ‘บ้าน’ จะถูกบันทึกไว้ทั้ง 2 รูปแบบ ซึ่งทฤษฎีนี้นอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการเรียนรู้ ยังสามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลที่เห็นกับเสียงที่ได้ยินได้ กล่าวคือ เมื่อเกิดเสียงจากสิ่งของ หรือเสียงจากการเคลื่อนไหว สมองจะบันทึกข้อมูลทั้งสองรูปแบบไปพร้อมกันกลายเป็นสิ่งเร้า เมื่อมีการกระตุ้นจากรหัสใดรหัสหนึ่ง สมองก็สามารถดึงข้อมูลของอีกรหัสหนึ่งออกมาได้ด้วย เหมือนกับถ้าเราอ่านคำว่า ‘ตุ้บ’ ซึ่งเป็นรหัสภาษา สมองจะนึกถึงรหัส Non-Verbal ที่เป็นเสียงของตก และถ้าอ่านคำว่า ‘Zzzzz’ เป็นรหัสภาษา สมองก็จะนึกถึง Non-Verbal ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับออกมาได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการอ่านการ์ตูน ทั้งนักเขียนและนักอ่านต่างก็มีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป และเสียงเอฟเฟกต์ที่นักเขียนเขียนขึ้นจึงอาจสื่อความหมายไปยังผู้อ่านได้ไม่ตรงกับความต้องการ 100% ขณะที่ผู้อ่านที่มีประสบการณ์ต่างกันก็อาจมีโอกาสรับรู้เสียงผ่านตัวอักษรนั้นแตกต่างออกไปก็ได้เหมือนกัน

Perry Merrity II / Unsplash

วิธี “เขียนเสียงให้คุณอ่าน”
คนที่รับบทบาทสำคัญในการเขียนเสียงเป็นตัวอักษรลงบนการ์ตูนแน่นอนว่าคือ “นักเขียน” พวกเขาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านฉากแต่ละฉากซึ่งอาจประกอบไปด้วยตัวละคร ภาพพื้นหลัง คำพูด รวมไปถึง ‘เสียงเอฟเฟกต์’

นักเขียนจะต้องใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในการสื่อเสียงเอฟเฟกต์ไปสู่ผู้อ่านเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมของฉากและผู้อ่านให้ได้มากที่สุด บางครั้งนักเขียนอาจหยิบคำสัทพจน์เดิม ๆ ที่มีอยู่แล้วมาใช้ เช่น Boom! ปัง! หรืออาจรังสรรค์คำขึ้นมาใหม่ที่อาจแปลกตาหรือผิดหลักไวยากรณ์ไปบ้าง เช่น FFWWISHH!, วู่มม! เพื่อแทนเสียงให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด “เราได้ยินและได้เห็นสิ่งต่าง ๆ แล้วจึงนำมาตัดสินใจเลือกเพื่อแสดงมันออกมา” ลี มาร์รส์ (Lee Marrs) ผู้แต่งการ์ตูนชุด Pudge, Girl Blimp และFounding Mommy กล่าว

การถอดเสียงต่าง ๆ ที่หูได้ยินออกมาเป็นคำนั้นยากที่จะอธิบายด้วยหลักภาษามาตรฐาน ไรอัน นอร์ธ (Ryan North) นักเขียนการ์ตูนเรื่อง The Unbeatable Squirrel Girl กล่าวว่า “เคล็ดลับคือคุณต้องมีห้องให้นั่งอยู่คนเดียวได้ แล้วพยายามทำเสียงที่ต้องการด้วยตัวคุณเอง จากนั้นก็ฟังเสียง แล้วเขียนเสียงที่คุณได้ยินลงไป บางครั้งผมก็ถอดเสียงออกมาให้อ่านง่าย เช่นแบบ ‘chit chuk chitty’ แต่ในอนาคตผมอาจจะเขียนว่า ‘chhhhhtkkt’ ก็ได้ มันไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัวน่ะ”

marvel.com

อย่างไรก็ตาม แม้คำเลียนเสียงเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักเขียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังต้องถูกจำกัดด้วยระบบเสียงและระบบทางภาษาศาสตร์ของภาษานั้น ๆ อยู่ ดังนั้นแม้เป็นคำเลียนเสียงสำหรับเสียงเดียวกัน เช่น เสียงร้องของกบ ถ้าเป็นคนละภาษาก็อาจแตกต่างกันออกไป เช่น ในภาษาญี่ปุ่น คำเลียนเสียงกบร้องคือ “เคโระ ๆ (ケロケロ)” ในขณะที่ภาษาไทยคือ “อ๊บ ๆ” เป็นต้น ทำให้เมื่อมีการนำการ์ตูนไปแปลเป็นภาษาอื่น คำเลียนเสียงเหล่านี้ก็จะถูกแปลงไปด้วย ซึ่งการแปลคำเลียนเสียงนี้นับเป็นความท้าทายของนักแปลที่จะต้องคงความหมายเดิมของเสียงให้ได้โดยอาศัยความเข้าใจในบริบทวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

นอกจากรูปแบบการสะกดคำแล้ว รูปลักษณ์ของคำก็ส่งผลต่อการ “ได้ยิน” เสียงเอฟเฟกต์เช่นกัน เพราะในหน้าการ์ตูน นักเขียนสามารถใช้กราฟิกเพื่อ “เล่น” กับตัวอักษรได้มากกว่างานเขียนธรรมดา พัคยุนซอน นักเขียนการ์ตูนชาวเกาหลีกล่าวว่า “เสียงเอฟเฟกต์จะถูกเขียนในรูปแบบที่ต่างกันโดยคำนึงถึงสถานการณ์และฉากที่ต่างกันไป ถึงแม้จะเป็นคำคำเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ก็ต่างกันได้ไปตามลักษณะของฟอนต์ ขนาด สี หรือตำแหน่งที่ไม่เหมือนกัน”

Jonathan Cooper / Unsplash

เบน ทาวล์ (Ben Towle) นักเขียนการ์ตูนเรื่อง Oyster War ชี้ว่า คำแสดงเสียงเอฟเฟกต์ในการ์ตูนหนึ่งคำนั้นเต็มไปด้วยความหมายและหน้าที่ ความหลากหลายนี้จะช่วยเล่าเรื่องการ์ตูนบนภาพนิ่งได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น รูปแบบฟอนต์อาจแสดงถึงความเสียหายหรือความรู้สึก ขนาดของตัวหนังสืออาจแสดงถึงความดังของเสียง หากคำนั้นมีขนาดใหญ่แสดงว่ายิ่งมีเสียงดัง ขณะที่ตำแหน่งที่คำปรากฏอาจแสดงถึงความใกล้ไกล หากคำนั้นปรากฏในกรอบ อาจเป็นเสียงที่เกิดขึ้นใกล้ตัวละคร แต่เมื่ออยู่นอกกรอบ อาจหมายถึงเสียงที่อยู่ห่างออกไป และยังมีลักษณะอื่น ๆ ที่ใช้ถ่ายทอดได้ เช่น หากคำนั้นมีการซ้ำตัวอักษร แสดงว่าเสียงนั้นดังต่อเนื่อง เช่น ครืดดดดดดด หากวาดคำให้มี “หาง” ชี้ไปทางทางใดทางหนึ่ง อาจหมายถึงแหล่งกำเนิดเสียงอยู่ทางนั้น เป็นต้น

จะเห็นว่านักเขียนการ์ตูนมีวิธีมากมายที่ใช้สร้างสรรค์คำเลียนเสียงบนหน้าการ์ตูน ตั้งแต่การ์ตูนเป็นเล่มในยุคสิ่งพิมพ์เฟื่องฟูมาจนถึงการ์ตูนบนหน้าจอในยุคดิจิทัล นักเขียนได้สร้างสรรค์รูปแบบคำที่แสดงเสียงเอฟเฟกต์ขึ้นมาใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยข้อมูลบนเว็บไซต์ comicbookfx.com/fxlist.php แสดงให้เห็นว่ามีคำเลียนเสียงใน comic ถูกรวบรวมไว้มากกว่า 2,500 คำ และในยุคที่เทคโนโลยีด้านกราฟิกพัฒนามากขึ้น การสร้างสรรค์คำจากเสียงก็จะยิ่งมีความหลากหลายขึ้นด้วยเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น แม้เสียงเอฟเฟกต์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าการ์ตูนอาจเป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ ที่นักอ่านบางคนมองข้าม หรืออ่านผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ลองคิดดูว่า หากไม่มีเสียงเหล่านี้ การอ่านการ์ตูนก็คงเหมือนมีอะไรขาดหายไป อย่างที่มาร์รส์กล่าวว่า “หนังสือการ์ตูนที่เอาเสียงเอฟเฟกต์ออก ก็เหมือนกับเรื่องนั้นขาดตัวละครหลักนั่นล่ะ”

ที่มา : บทความ “Kapow! Zap! Splat! How comics make sound on the page” โดย Victor Araneda Jure จาก theconversation.com
บทความ “KATCHOW! How to Write Sounds in Comics” โดย GREG UYENO จาก slate.com
บทความ “จิตวิทยาปริชาน” โดย พจ ธรรมพีร จาก psy.chula.ac.th
บทความ “Dual Coding Theory (Allan Paivio)” จาก instructionaldesign.org
บทความ “Dual-coding theory” จาก wikipedia.org
บทความ “Manga Onomatopoeia: Sound Effects!” โดย Tanuki จาก wanderingtanuki.com
งานวิจัย “A Study of Sound Expression in Webtoon” โดย Mok Hae Jung จาก koreascience.or.kr

เรื่อง : ธัญวรัตม์ วงศ์เรือง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Grande Centre Point Voyage Pattaya เปิดนิยามใหม่แห่งการเดินทาง

Manager Online

รู้หรือยัง! ใช้ Easy Pass แบบนี้ ระวังระบบพัง ทำรถติดยาว

ThaiNews - ไทยนิวส์ออนไลน์

ขนมไหว้พระจันทร์ประจำปี 2569 นิยามใหม่แห่งรสนิยม ความหรูหรา และการเริ่มต้นอันเป็นมงคล

Manager Online

“RESONANCE” นิทรรศการศิลปะสิ่งทอจากผ้า ลวดลายอาร์ไคฟ์จาก จิม ทอมป์สัน

Manager Online

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด โปรตุเกส พบ โครเอเชีย ฟุตบอลโลก 2026 วันนี้ 3 ก.ค.69

PostToday

เลือกแบบฉลาด! 4 ต้นไม้ ปลูกไว้ในบ้าน สวยสดชื่น แถมมีประโยชย์ บ้านแคบก็ปลูกได้

sanook.com
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...