ฆ่าด้วยร่ม ปฏิบัติการสายลับหยามอังกฤษ กับการลอบสังหารข้ามชาติ
1.
เช้าวันที่ 7 กันยายน 1978 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จอร์จี มาร์คอฟ (Georgi Markov) ในวัย 49 ปี กำลังยืนรอรถเมล์เพื่อจะไปทำงานที่บีบีซีตามกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวัน
ทันใดนั้นเขาเกิดสะดุ้ง
เจ้าตัวตกใจ เหมือนถูกอะไรบางอย่างทิ่มเข้าที่หลังน่องขาขวา คล้ายโดนมดกัด เขาหันไปดู เห็นชายคนหนึ่งหยิบร่มขึ้นมาจากพื้น
“ขอโทษครับ”
อีกฝ่ายพูดด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงต่างชาติ
มาร์คอฟคิดว่าชายคนดังกล่าวเผลอเอาร่มทิ่มโดนเขา แต่ไม่ทันจะพูดหรือตั้งข้อสังเกตอะไร อีกฝ่ายก็รีบข้ามถนนไปโบกแท็กซี่แล้วหายตัวไปอย่างรวดเร็ว พอดีกับที่รถเมล์มาถึงพอดี มาร์คอฟจึงรีบขึ้นรถไปทำงาน
เมื่อถึงบีบีซี เขาสำรวจแผลตรงน่อง พบตุ่มแดงๆ เมื่อสัมผัสไปก็รู้สึกแสบร้อน แต่เจ้าตัวยังนั่งทำงานต่อ
กินเวลาไม่นาน ความผิดปกติก็ปรากฏ มาร์คอฟเริ่มไข้ขึ้น และอาการทรุดหนัก จึงถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล
“ทีแรกเขาคิดว่าตัวเองป่วยเป็นหวัด”
แต่ความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่านั้นมาก เขาทรุดลงจนอาการสาหัส หมดสติ ต้องพักอยู่ในห้องไอซียู แพทย์พยายามยื้อชีวิตสุดความสามารถ แต่ไม่เป็นผล
4 วันหลังการรักษาตัว มาร์คอฟเสียชีวิตลง ทิ้งภรรยาให้เป็นม่าย และลูกสาววัย 2 ขวบต้องกำพร้าพ่อไปตลอดกาล
ข้อสงสัยมากมายปรากฏขึ้น แพทย์ทำการชันสูตรศพทันที เพราะทางโรงพยาบาลก็อยากรู้ว่า สาเหตุการตายของเขาคืออะไร และเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด จึงรีบแจ้งไปยังตำรวจด้วยความตื่นตกใจ
ชายคนนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ
แต่ถูกวางยาพิษ
2.
มาร์คอฟไม่ใช่คนอังกฤษ ที่จริงเขาเป็นคนบัลแกเรีย ทำงานเขียนบทละครในช่วงเวลาที่ประเทศปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ ทุกคนไม่มีสิทธิคิด เห็นต่าง หรือต่อต้านรัฐบาลโดยเด็ดขาด
ทว่าชายคนนี้ไม่ใช่ผู้ยอมจำนน เจ้าตัวพยายามเขียนงานเพื่อชำแหละและเปลือยให้เห็นความเลวร้ายของบัลแกเรีย และนั่นทำให้เขาต้องลี้ภัยไปอยู่อังกฤษ เพราะหากอยู่บ้านเกิดต่อไป เขาจะต้องถูกทางการจับกุมดำเนินคดี หรือไม่ก็โดนอุ้มฆ่าทิ้งอย่างแน่นอน
กระนั้นแล้ว การอยู่ในอังกฤษทำให้มาร์คอฟใช้สถานะผู้ลี้ภัยทำงานด้านสื่อต่อ เขาโจมตีรัฐบาลบัลแกเรียไม่ยั้ง เพื่อให้ชาติในยุโรปเห็นความเลวร้ายของระบอบเผด็จการ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอำนาจในบ้านเกิดเป็นอย่างมาก
เจ้าตัวยกระดับการวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยการเข้าทำงานกับบรรษัทกระจายเสียงแห่งอังกฤษ (British Broadcasting Corporation: BBC) เมื่อได้ทำงานกับสำนักข่าวระดับโลก มาร์คอฟยิ่งโจมตีรัฐบาลคอมมิวนิสต์บัลแกเรียอย่างดุเดือดยิ่งกว่าเดิม
ยิ่งด่าก็ยิ่งรู้สึกว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แต่จะให้เขาเงียบปากก้มหน้าศิโรราบให้กับความกลัวนี้
…ไม่มีวันหรอก…
แต่ต้องระวังตัวเองให้มาก เพราะแม้จะอยู่ไกลจากบ้านเกิด แต่มาร์คอฟเชื่อว่า ทางการบัลแกเรียต้องการปิดปากเขาอยู่เสมอ และไม่มีวิธีใดจะทำได้ดีไปกว่าการลอบสังหาร
ชายหนุ่มเชื่อว่าตนเองอยู่ในบัญชีดำ และบัลแกเรียได้ส่งนักฆ่าหมายจะจัดการเขาหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ
กระนั้น สิ่งนี้ทำให้เขาพยายามป้องกันตัวเองอย่างสุดความสามารถ แม้หลายฝ่ายจะยืนยันว่า เป็นเรื่องยากที่บัลแกเรียจะฆาตกรรมเขาในแผ่นดินอังกฤษ
แต่มาร์คอฟก็ไม่ลดความระแวงต่อรัฐบาลเผด็จการ
เพราะสิ่งที่มิตรสหายพูดถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เนื่องจากรัฐบาลเผด็จการบัลแกเรียไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น
ทว่าพวกเขามีลูกพี่ที่คอยดูแลสนับสนุนอยู่ นั่นคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งมีประสบการณ์ลอบสังหารศัตรูทางการเมืองมานานนับ 50 ปี และมียาพิษให้เลือกใช้มากมาย
พลันที่มาร์คอฟตาย ทีมชันสูตรพบสารพิษไรซิน (Ricin) ซึ่งอยู่ในเมล็ดละหุ่ง และมีความรุนแรงยิ่งกว่าพิษของงูเห่าหลายเท่า อีกทั้งยังไม่มียารักษา
แพทย์แจ้งว่า พบพิษไรซินในกระสุนที่ยิงเข้าหลังน่องขาขวา โดยมีปริมาณแค่ 0.2 มิลลิกรัม แต่ก็รุนแรงพอจะเอาชีวิตได้
ตำรวจอังกฤษเข้ามาสืบสวนทันที เพราะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีทีมลอบสังหารต่างแดนเข้ามาก่อเหตุในประเทศ หน่วยข่าวกรองจึงเร่งรวบรวมข้อมูล
โชคดีที่ก่อนเสียชีวิต มาร์คอฟเล่าเหตุการณ์ตอนไปยืนรอรถเมล์ว่ารู้สึกเหมือนถูกมดกัด แล้วเห็นชายต้องสงสัยเก็บร่ม แม้จะบอกรูปพรรณสัณฐานไม่ชัด แต่ก็ทำให้ทางการรู้ว่า นี่คือผลงานของนักฆ่ามืออาชีพ
กินเวลาการสืบสวนไม่นาน ตำรวจพบว่ามีผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียวเท่านั้น จากการตรวจสอบจากวงการสายลับปรากฏว่า ฆาตกรผู้นี้มีฉายาที่สหภาพโซเวียตตั้งให้คือ พิคคาดิลลี (Piccadilly) ซึ่งเป็นถนนชื่อดังในลอนดอนที่คนชอบไปซื้อของกัน
และเขานี่เอง คือชายที่ถูกระบุได้ว่าทำร่มตกพื้น แล้วมาร์คอฟหันไปมอง ก่อนจะเอ่ยปากขอโทษ แล้วข้ามถนนไปขึ้นแท็กซี่
เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ฆาตกรใช้ปลายร่มที่ดัดแปลงให้เป็นอาวุธ ยิงกระสุนยาพิษเข้าไปที่น่องของมาร์คอฟ ทำให้ยาพิษถูกส่งเข้าไปร่างและลุกลามจนอาการทรุด ก่อนจะเสียชีวิตตามแผนที่วางไว้
อย่างไรก็ดี อาวุธร่มนี้ยังใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากมีข้อด้อยปรากฏอยู่ เพราะหากทำสำเร็จจริง จะต้องไม่มีใครสืบหาไรซินได้ แต่เพราะการก่อเหตุคราวนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ลองใช้อาวุธร่ม ซึ่งสหภาพโซเวียตเอามาจากห้องทดลอง แล็บที่ 12 ของหน่วยข่าวกรอง มาหมาดๆ ทำให้สารพิษถูกกำจัดไม่หมด จนนำไปสู่การค้นพบของทางการอังกฤษในที่สุด
การก่อเหตุครั้งนี้ ทำให้มีการยกระดับมาตรการป้องกันเป้าหมายแปรพักตร์ในประเทศยิ่งกว่าเดิม และมีความพยายามหายาแก้พิษ และแนวทางการรักษาเหยื่อที่ถูกลอบโจมตีด้วย
ในลอนดอน การเสียชีวิตของเขาเป็นเรื่องใหญ่มาก สื่อหลายสำนักเล่นข่าวต่อเนื่อง เพราะอีกมุมหนึ่ง คือการฆาตกรรมสื่อมวลชนที่เสนอความจริง ที่แม้จะไม่น่าฟัง แต่ก็เป็นข้อมูลที่ชี้ให้เห็นความเลวร้ายบนโลกใบนี้
ทว่าที่บัลแกเรีย บ้านเกิดของมาร์คอฟนั้น ข่าวคราวกลับเงียบมาก เหมือนรัฐบาลไม่ให้ความสนใจ เช่นเดียวกับในสหภาพโซเวียตที่แทบจะไม่นำเสนอเรื่องนี้เลย
อย่างไรก็ดี หลังฉากและในวงการสายลับร่ำลือว่า โซเวียตและบัลแกเรียต่างดีใจกับความสำเร็จชิ้นนี้มาก เพราะสามารถลักลอบนำยาพิษเข้าไปยังดินแดนศัตรู ในยุคสงครามเย็นที่คอมมิวนิสต์ต้องสู้กับประเทศเสรีนิยมอย่างถึงพริกถึงขิง แม้จะไม่มีการสาดกระสุนอย่างดุเดือด แต่หลังฉากกลับเต็มไปด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบ
ดังนั้น การส่งเจ้าหน้าที่ไปก่อเหตุในอังกฤษได้ จึงเป็นเรื่องน่าเฉลิมฉลอง และเป็นเรื่องอื้อฉาวและน่าอับอายแก่ลอนดอนอย่างมาก
ความพอใจของบัลแกเรียนั้น เกิดจากการจัดการผู้เห็นต่างที่สร้างความระคายหูให้รัฐบาล จากนี้พวกเขาจะไม่ต้องกังวลสิ่งที่มาร์คอฟพูดอีกต่อไป
ด้านโซเวียต พวกเขาได้ลองใช้แผนปฏิบัติการนอกประเทศ และพบว่าแม้ยาพิษนี้จะยังมีข้อด้อยอยู่บ้าง แต่มันก็ฆ่าเป้าหมายจนล้มตายได้ ซึ่งจะต่อยอดวิธีการลอบสังหารมาจนถึงทุกวันนี้ แม้โซเวียตจะล่มสลาย กลายเป็นรัสเซีย แต่คู่มือนี้ยังถูกใช้อยู่ อังกฤษยังเป็นแผ่นดินที่สายลับจากรัสเซียฆ่าศัตรูอย่างโหดเหี้ยม มีข่าวให้พบเห็นอยู่เป็นประจำ
ทุกอย่างเริ่มต้นจากความตายของจอร์จี มาร์คอฟ
3.
แม้จะมีความพยายามสืบสวนพลิกแผ่นดินล่าฆาตกรคนนี้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่มีแม้แต่รูปร่างหน้าตาของผู้ต้องสงสัย เมื่อทุกอย่างมีแค่คำถามแต่ไร้คำตอบ เวลาที่ผันผ่านก็ทำให้ข่าวคราวเริ่มเงียบหายไป
จวบจนถึงจุดจบของพรรคคอมมิวนิสต์บัลแกเรียที่ล่มสลายในปี 1989 เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ สื่อเริ่มมีเสรีภาพมากขึ้น นักข่าวจึงเริ่มขุดคุ้ยสืบสวน และรื้อคดีนี้ขึ้นมาใหม่ แถมพวกเขายังพบแฟ้มลับพิคคาดิลลีที่หน่วยข่าวกรองของประเทศเก็บไว้ จึงทำการยื่นฟ้อง บังคับให้ศาลสั่งหน่วยข่าวกรองให้เผยแพร่ข้อมูล
ทว่ารัฐบาลบัลแกเรียพยายามต่อต้านไม่ยอมตีพิมพ์เอกสารลับนี้ออกมา เพราะถือว่าเหตุนี้เป็นเรื่องความมั่นคง ถึงขนาดหัวหน้าหน่วยข่าวกรองช่วงเวลาที่มาร์คอฟตาย ถูกดำเนินคดีฐานพยายามทำลายแฟ้มลับนี้ อีกทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มีส่วนรู้เห็นเหตุดังกล่าวยังเลือกจบชีวิตตัวเอง เพราะไม่อยากถูกดำเนินคดี
กว่าทางการบัลแกเรียจะยอมเผยแพร่เอกสารลับออกมา ต้องรอถึงปี 2007 เลยทีเดียว แฟ้มลับนี้มีข้อมูลละเอียดยิบ เผยความจริงที่ว่า รัฐบาลเผด็จการบัลแกเรียต้องการฆ่ามาร์คอฟ จึงไปขอความช่วยเหลือจากโซเวียตให้ช่วยหาวิธีก่อเหตุจริงตามที่ร่ำลือกันมานาน แต่นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่ยืนยันทุกอย่างได้
แต่ข้อมูลเพิ่มเติมที่พบคือ แม้โซเวียตจะให้การช่วยเหลือ แต่ทางบัลแกเรียต้องหาคนลงมือมาเอง โดยมีการซักซ้อมหลายครั้ง จนแน่ใจว่างานนี้มีวี่แววสำเร็จ จึงเลือกวันลงมือที่ป้ายรถเมล์กลางกรุงลอนดอน ในเช้าวันที่ 7 กันยายน 1978
แฟ้มลับดังกล่าวระบุฉายาคนก่อเหตุว่าพิคคาดิลลีจริง ตามที่ลือกันมาหลายปี
พลันที่สื่อตีพิมพ์ข่าวชิ้นนี้ ทุกฝ่ายต่างตื่นตกใจ เพราะพิคคาดิลลีไม่ใช่คนบัลแกเรียหรือโซเวียต แต่เป็นลูกครึ่งอิตาลี-เดนมาร์ก นามว่า
ฟรานเชสโก กุลลิโน (Francesco Gullino)
4.
กุลลิโนเริ่มทำงานเป็นสายลับบัลแกเรียในปี 1970 เขาไม่ได้เป็นคนที่ศรัทธาในระบอบคอมมิวนิสต์ แต่เป็นพวกขวาจัด ศรัทธาในลัทธินาซีและระบอบฟาสซิสต์อย่างมาก อีกทั้งยังชอบเที่ยวซ่อง ติดเซ็กซ์ และคลั่งไคล้โสเภณีอย่างหนัก
แต่การมารับใช้รัฐบาลซ้ายจัดของบัลแกเรีย เกิดจากการที่เจ้าตัวถูกจับกุมฐานลักลอบนำเข้ารถมือสอง ก่อนถูกชักชวนจากหน่วยข่าวกรอง จนได้ฉายาว่า พิคคาดิลลี
หลังการลอบสังหารมาร์คอฟ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงของบัลแกเรียถึงขึ้นจัดงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่กุลลิโน ที่ลงมือสำเร็จ หนีรอดมาได้โดยไม่โดนจับ แถมเป้าหมายก็ตายสมความตั้งใจผู้นำเผด็จการด้วย
กระนั้นมือสังหารผู้นี้กลับมีชีวิตทำงานแบบปิดลับ ไม่มีประวัติอะไรมากมาย และเอาเข้าจริง ชายคนนี้เกือบจะไม่รอด เพราะอยู่ในเป้าสอดส่องของทางการยุโรปมานานแล้ว โดยในปี 1993 เขาเคยถูกตำรวจเดนมาร์กและอังกฤษคุมตัวไปสอบสวน หลังมีเบาะแสสงสัยว่า เขาอาจมีส่วนในการฆาตกรรมมาร์คอฟ
แต่กุลลิโนยืนยันว่าไม่ได้ทำ แม้จะถูกกดดันแค่ไหนก็ไม่สติแตก หรือเผลอหลุดข้อมูลอะไร จึงต้องปล่อยตัวออกมา
เจ้าหน้าที่เชื่อว่า เขาถูกอบรมให้ต่อต้านการสอบสวนอย่างเข้มข้น ตำรวจจึงล้วงความจริงจากปากชายคนนี้ไม่สำเร็จ แม้จะสงสัย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นานหลายปี
จวบจนเอกสารของรัฐบาลบัลแกเรียนี่เอง ที่กลายเป็นหลักฐานสำคัญว่าเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เป็นฆาตกรอย่างแท้จริง ทว่าหลังเป็นข่าว เจ้าตัวออกมาปฏิเสธและยืนยันว่า แฟ้มพิคคาดิลลีนั้นเป็นเรื่องโกหก
“แต่เขายืนยันว่าตัวเองอยู่ในลอนดอน ในช่วงเวลาเดียวกับที่มาร์คอฟถูกฆ่า”
สิ่งเดียวที่วงการข่าวกรองสรุปในตัวกุลลิโนคือ เขาเป็นกิ้งก่า ปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ ปลอมตัวเป็นคนได้แทบทุกอาชีพ ซึ่งเป็นคุณสมบัติชั้นเยี่ยมของสายลับ ทำให้เขาถูกดึงเข้ามาในวงการนี้ เชื่อว่าก่อนจะฆ่ามาร์คอฟ เจ้าตัวเคยลงมือปลิดชีพเป้าหมายหลายคน เคยถูกจับ แต่ก็มีพยานโผล่มาบอกว่าเขาไม่อยู่ในจุดเกิดเหตุเสมอ
อย่างไรก็ตาม ชีวิตมือสังหารไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือมีเสน่ห์น่าดึงดูด แต่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ทั้งกลัวถูกล้างแค้นจากศัตรู หรือถูกหักหลังฆ่าปิดปากจากหน่วยงานตัวเอง
กุลลิโนจึงไม่มีมิตร ไม่มีคนรัก เพราะไม่อาจไว้ใจใครในโลกใบนี้ จนเสียชีวิตไปในปี 2021 โดยไม่เคยยืนยันตัวตนว่าเขาคือพิคคาดิลลี
สิ่งที่เหลือทิ้งไว้บนโลก มีเพียงภาพถ่ายโสเภณีที่เจ้าตัวชอบให้โบกธงนาซีนับพันรูปถูกเก็บไว้ เหมือนงานอดิเรกฆ่าเวลาจากการฆ่าคนเสียมากกว่า มันเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่บ่งบอกว่า บุรุษผู้นี้เคยมีชีวิตอยู่บนโลก
กุลลิโนคือเครื่องยืนยันอย่างดีว่า ชีวิตสายลับไม่เหมือนในภาพยนตร์หรือนิยาย เขาสิ้นใจอย่างเดียวดายในบ้านพัก ต้องรอเป็นอาทิตย์ถึงมีคนมาพบศพ และถูกฝังในสุสานนิรนาม ไม่มีใครให้จดจำ หรือร้องไห้ให้กับความตายของเขา
มันเป็นความจริงของมือสังหารรับงานฆ่าคน
ทีมข่าวเดนมาร์กบอกเพียงว่า ก่อนที่เขาจะตาย กุลลิโนเคยโทรศัพท์มาหา เพื่อขอเลื่อนเวลาการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นว่า เขาคือคนฆ่ามาร์คอฟหรือไม่
“น้ำเสียงเขาแหบและมีเสียงไอตลอดเวลา”
ความตายของบุรุษลูกครึ่ง ทำให้คดีฆาตกรรมมาร์คอฟไม่อาจสรุปได้ว่า กุลลิโนคือคนที่ใช้ร่มเคลือบสารพิษก่อเหตุหรือไม่ แม้จะมีคนในรัฐบาลบัลแกเรียถูกดำเนินคดีในเรื่องนี้บ้างแล้ว
แต่คนฆ่าจอร์จี มาร์คอฟ ยังเป็นปริศนาอยู่จนถึงปัจจุบัน
ข้อมูลอ้างอิง:
- https://www.dw.com/en/who-was-the-cold-war-umbrella-assassin/a-65046085
- https://edition.cnn.com/2003/WORLD/europe/01/07/terror.poison.bulgarian/
- https://www.pbs.org/wnet/secrets/umbrella-assassin-episode/1543/
- https://www.bbc.com/news/world-europe-24068781
- https://thevieweast.wordpress.com/2011/09/09/the-curious-case-of-the-poisoned-umbrella-the-murder-of-georgi-markov/