โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อาเซียน+3 ปรับทิศทางความร่วมมือทางการเงิน ตั้งกลไกรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 พ.ค. 2568 เวลา 09.54 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2568 เวลา 02.54 น.

อาเซียน+3 เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์การเงิน รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน – ตั้งเป้าเพิ่มความร่วมมือทางการคลังและรับมือภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 ร่วมประชุม “Joint Statement of the 28th ASEAN+3 Finance Ministers’ and Central Bank Governors’ Meeting” ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยมีประธานร่วมได้แก่

  • H.E. Datuk Seri Amir Hamzah Azizan รัฐมนตรีคลังคนที่ 2 ของมาเลเซีย
  • H.E. Dato’ Seri Abdul Rasheed Ghaffour ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia)
  • H.E. Lan Fo’an รัฐมนตรีคลังของสาธารณรัฐประชาชนจีน
  • H.E. Pan Gongsheng ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China)

นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) รองเลขาธิการอาเซียน และรองผู้อำนวยการใหญ่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าร่วมประชุมด้วย

โดยผู้แทนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มในอนาคต และแนวทางการดำเนินนโยบายต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ มีความเห็นร่วมกันว่า กระบวนการความร่วมมือทางการเงินอาเซียน+3 มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจของภูมิภาคให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน

ที่ประชุมจึงเห็นพ้องในการเสริมสร้างความร่วมมือทางการเงินให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเน้นกลไกหลัก เช่น

  • Chiang Mai Initiative Multilateralisation (CMIM)
  • AMRO
  • Asian Bond Markets Initiative (ABMI)
  • Disaster Risk Financing Initiative (DRFI)
  • ASEAN+3 Future Initiatives

รวมถึงวาระสำคัญที่เพิ่มเติมในปีนี้ ได้แก่

  • การส่งเสริมนโยบายการคลังแบบมีการแลกเปลี่ยน (Fiscal Exchange)
  • การทบทวนและปรับปรุงแนวทางยุทธศาสตร์
  • การสำรวจเครื่องมือปรับนโยบาย (Policy Adjustment Instrument – PAI)

การพัฒนาการทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและแนวโน้ม

ที่ประชุมพบว่าในปีที่ผ่านมา 2024 เศรษฐกิจของภูมิภาคมีความเข้มแข็งและสามารถฟื้นตัวได้ดี โดยขยายตัวอยู่ที่ 4.3% ลดลงเล็กน้อยจาก 4.4% ในปี 2023

ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโต ได้แก่ การใช้จ่ายภายในประเทศที่แข็งแกร่ง อุปสงค์จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยวที่กลับมาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) ได้ปรับลดลง กลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนช่วงโควิดในหลายประเทศ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ก็ลดลงด้วย สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการเงินในภูมิภาคมีความเหมาะสม และความคาดหวังเกี่ยวกับเงินเฟ้ออยู่ในระดับมั่นคง

แม้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2024 ตลาดการเงินจะมีความผันผวนสูงขึ้น แต่ตลาดยังคงทำงานได้ดี โดยภาคต่างประเทศยังมีเสถียรภาพด้วยเหตุผลหลักมาจากการมีอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น และเงินสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอ

จากพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคง คาดว่าในปี 2025 เศรษฐกิจภูมิภาคจะยังเติบโตแข็งแกร่งที่ประมาณ 4% แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภายนอก เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า

การเติบโตยังคงได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแรงการบริโภคภาคประชาชนที่ยังมีเสถียรภาพ

ในระยะกลาง (Mid-term) อาเซียน+3 ยังถูกคาดหวังให้เป็น “เครื่องยนต์สำคัญ” ของเศรษฐกิจโลก โดยจะมีส่วนร่วมมากกว่า 40% ของการเติบโตทั่วโลก

อัตราเงินเฟ้อในปี 2025 คาดว่าจะยังต่ำกว่า 2% อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น

การกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น (Trade Protectionism) ได้กดดันภาคการค้าทั่วโลก นำไปสู่การแยกตัวทางเศรษฐกิจ

สิ่งนี้ส่งผลกระทบทั้งต่อการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภูมิภาค

นอกจากนี้ความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น เงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดในระดับโลก การชะลอตัวของประเทศคู่ค้าหลัก และการลดลงของกระแสเงินลงทุน ก็อาจส่งผลต่อแนวโน้มในระยะสั้นเช่นกัน

ที่ประชุมเน้นย้ำถึงความจำเป็นของ “ความร่วมมือและความเป็นเอกภาพระดับภูมิภาค” เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น

เป้าหมายหลักในเชิงนโยบายปัจจุบัน คือสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว คงความคล่องตัวในระยะสั้น เสริมมาตรการรับมือการกีดกันทางการค้าและความผันผวนของตลาดเงินโลก

ในด้านการคลังต้องสร้าง “พื้นที่ทางนโยบาย” กลับมาใหม่ (policy buffer) ให้ความช่วยเหลือที่ตรงเป้า และเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการเงิน ปรับนโยบายตามสภาพเศรษฐกิจภายใน, คงอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก

นอกจากนี้โครงสร้างการส่งออกของภูมิภาคยังมีการกระจายตัวมากขึ้น โดย อุปสงค์ภายในประเทศและการค้าภายในภูมิภาค กลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว ที่ประชุมยืนยันว่าจะยังคงสนับสนุนพหุภาคีนิยม ยึดหลักระบบการค้าที่อิงกฎเกณฑ์ (rules-based), เปิดกว้าง, ยุติธรรม, ครอบคลุม และโปร่งใส โดยมี WTO เป็นแกนกลาง และเร่งเสริมการหารือด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงส่งเสริมเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและการจัดหา และย้ำการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อความตกลง RCEP ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

การเสริมสร้างความร่วมมือทางการเงินในภูมิภาค

1. การแลกเปลี่ยนนโยบายการคลัง (Fiscal Policy Exchange)

ที่ประชุมยินดีต้อนรับโครงการแลกเปลี่ยนนโยบายการคลังอาเซียน+3 ประจำปี 2025 เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์เกี่ยวกับนโยบายการคลัง มีหัวข้อสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ การส่งเสริมการเติบโตโดยรักษาวินัยทางการคลัง และการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ

โดยมีการจัดทำ “กรณีศึกษานโยบาย” และการประชุมแบบปิดระดับรัฐมนตรี พร้อมมอบหมายให้ AMRO สนับสนุนทางเทคนิค และให้ Deputies ประเมินผลเพื่อพัฒนาเป็นเวทีหารือประจำ

2. การปรับปรุงยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางการเงิน (Strategic Directions)

ที่ประชุมเห็นพ้องให้ทบทวนยุทธศาสตร์ปี 2019 ให้ทันสมัยและตอบสนองต่อสภาพเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบัน โดยเห็นชอบ “Guiding Document” สำหรับการปรับปรุง

พร้อมตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ 8 คนเพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบาย และยืนยันความสำเร็จที่ผ่านมาในการส่งเสริมการเติบโตและบูรณาการทางการเงิน และตั้งเป้านำเสนอเอกสารปรับปรุงในปลายปี 2025 และรับรองในปี 2026

3. เครื่องมือปรับนโยบาย: SPIRIT (Policy Adjustment Instrument)

ที่ประชุมเห็นชอบเครื่องมือ “SPIRIT” (ไม่ผูกพันทางกฎหมาย ใช้ภาคสมัครใจ) เป็นโครงการนำร่องที่ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคกับประเทศที่ต้องการปรับโครงสร้างเชิงนโยบาย

โดยAMRO เป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยใช้เงินจากกองทุนความช่วยเหลือทางเทคนิคของจีน และจะมีการประเมินผลก่อนพิจารณาพัฒนา SPIRIT เป็นเครื่องมือทางการเงินในอนาคต

4. Chiang Mai Initiative Multilateralisation (CMIM)

ฉลองครบรอบ 15 ปีของ CMIM (เริ่มปี 2010) โดยเห็นชอบการปรับปรุงข้อตกลง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เพิ่ม “Rapid Financing Facility – RFF“ ใช้สกุลเงินหลักที่ใช้ได้ทั่วไป (FUCs) พร้อมทั้งเห็นชอบแนวทางปฏิบัติใหม่ และมอบหมายให้เร่งดำเนินการให้มีผลบังคับ และยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิรูป CMIM สู่โครงสร้าง “เงินทุนชำระแล้ว” (Paid-in Capital – PIC)

โดยกำหนดแนวทางศึกษารูปแบบ PIC โดยเน้น “โมเดลคล้าย IMF” และมอบหมายให้ศึกษาประเด็นที่เหลือ เช่น การบริหารทุน, ธรรมาภิบาล, สกุลเงินที่ใช้ร่วม

อีกทั้งการพิจารณาเพิ่มเติม ทั้งทบทวนวงเงินส่วนที่ไม่เชื่อมโยงกับ IMF (IDLP) พัฒนาโครงสร้างดอกเบี้ยเงินสกุลท้องถิ่นใหม่ ศึกษาผลของการลดค่าธรรมเนียมของ IMF และประเมิน CMIM Test Run รอบ 15 และเตรียม Test Run รอบ 16

5. สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO)

ชื่นชมบทบาทของ AMRO ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจและให้คำแนะนำเชิงนโยบาย พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยง และขอบคุณการสนับสนุนของประเทศสมาชิก เช่น จีนให้ทุนสนับสนุนหลายปี ญี่ปุ่นและเกาหลีสนับสนุนกองทุนความช่วยเหลือประจำปี

รวมถึงรับทราบแผนการดำเนินงานระยะกลาง (2025–2027) เช่น กลยุทธ์ด้านเทคนิค (TA Strategy 2030) กลยุทธ์ดิจิทัล กลยุทธ์ด้านการสื่อสาร ยินดีต้อนรับผู้อำนวยการคนใหม่: นาย Yasuto Watanabe

รวมถึงยกย่องผู้อำนวยการคนก่อน: ดร. Li Kouqing สำหรับบทบาทที่โดดเด่นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และสนับสนุนหลักการสรรหาผู้บริหารระดับสูง (ปี 2023) เพื่อให้การบริหารมีธรรมาภิบาล และการเป็นตัวแทนอย่างครอบคลุม

6. โครงการพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (ABMI)

สนับสนุนแผนปฏิบัติการระยะกลางปี 2023–2026 ตลาดตราสารหนี้ในสกุลเงินท้องถิ่นยังคงเป็นเสาหลักของเสถียรภาพการเงิน

ฉลองครบรอบ 15 ปีของ CGIF (กองทุนค้ำประกันการลงทุน) โดยรับประกันพันธบัตรและซูคุก (พันธบัตรอิสลาม) จำนวน 100 ฉบับใน 9 สกุลเงิน ออกโดย 64 บริษัทใน 12 ประเทศ มูลค่าค้ำประกันรวมกว่า 4,151 ล้านดอลลาร์

และยินดีต่อรายงาน 2 ฉบับจาก CGIF

  • รายงานตลาดพันธบัตรอาเซียน+3
  • CGIF กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

พร้อมทั้งส่งเสริมพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน โดยจัดตั้งกรอบกำกับดูแล มีผู้ตรวจสอบด้านความยั่งยืนในประเทศ ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล ESG ต้อนรับคาซัคสถานเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ และเห็นชอบให้จัดตั้ง และ Digital Bond Market Forum เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการออกพันธบัตรดิจิทัล

7. โครงการการเงินเพื่อรับมือภัยพิบัติ (DRFI)

สนับสนุนโดย SEADRIF และพันธมิตร เช่น World Bank, ADB, ADB Institute, Global Asia Insurance Partnership ผลงานเด่น ได้แก่ ลาวได้รับเงินประกันภัยน้ำท่วม 2 ครั้ง คือ 1.5 ล้านดอลลาร์ (2023) และ 3 ล้านดอลลาร์ (2024 – หลังพายุไต้ฝุ่นยากิ) ด้านฟิลิปปินส์เริ่มแผนการพัฒนา “ประกันแบบพาราเมตริก” สำหรับทรัพย์สินสาธารณะ

รวมถึงมีการจัดฝึกอบรมร่วมกับองค์กรพหุภาคี โดยเน้นการประกันภัยพิบัติภาคเกษตร กลยุทธ์เสริมสร้างความต้านทานของประเทศสมาชิก รับรอง “Concept Note” สำหรับวางแผน Roadmap ปี 2026–2028 และมอบหมายให้ Deputies ออกแบบ Roadmap ให้เสร็จปลายปีนี้

8. โครงการความร่วมมือในอนาคต (ASEAN+3 Future Initiatives)

ยินดีต่อความคืบหน้าของ “กลุ่มทำงาน” (Working Groups – WGs) ต่าง ๆ

WG1 – การเงินยั่งยืน

  • ส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน
    • พัฒนาแนวทางการเงินสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว

WG4 – การเงินดิจิทัล

  • จัดสัมมนา Fintech ร่วมกับ ADB
    • เผยแพร่รายงาน “วิกฤตการเงินดิจิทัลและความท้าทายของเรา”
    • ระบุความเสี่ยงหลักจากการเงินดิจิทัล
    • ขยายเวลาการทำงานของ WG4 ถึงปี 2026
    • ขยายขอบเขตให้ครอบคลุม “เสถียรภาพทางการเงินดิจิทัล” ในภูมิภาคมากขึ้น

ทั้งนี้ที่ประชุมขอแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลมาเลเซียและสาธารณรัฐประชาชนจีน
สำหรับการจัดเตรียมและดำเนินงานอย่างยอดเยี่ยมในฐานะประธานร่วม (Co-chairs)
ของกระบวนการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 ประจำปี 2025

ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันว่าการประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่เมืองซามาร์คานด์ (Samarkand) ประเทศอุซเบกิสถาน โดยมี ฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นประธานร่วมในปี 2026

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...