อาเซียน+3 ปรับทิศทางความร่วมมือทางการเงิน ตั้งกลไกรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก
อาเซียน+3 เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์การเงิน รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน – ตั้งเป้าเพิ่มความร่วมมือทางการคลังและรับมือภัยพิบัติ
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 ร่วมประชุม “Joint Statement of the 28th ASEAN+3 Finance Ministers’ and Central Bank Governors’ Meeting” ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยมีประธานร่วมได้แก่
- H.E. Datuk Seri Amir Hamzah Azizan รัฐมนตรีคลังคนที่ 2 ของมาเลเซีย
- H.E. Dato’ Seri Abdul Rasheed Ghaffour ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia)
- H.E. Lan Fo’an รัฐมนตรีคลังของสาธารณรัฐประชาชนจีน
- H.E. Pan Gongsheng ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China)
นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) รองเลขาธิการอาเซียน และรองผู้อำนวยการใหญ่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าร่วมประชุมด้วย
โดยผู้แทนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มในอนาคต และแนวทางการดำเนินนโยบายต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ มีความเห็นร่วมกันว่า กระบวนการความร่วมมือทางการเงินอาเซียน+3 มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจของภูมิภาคให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน
ที่ประชุมจึงเห็นพ้องในการเสริมสร้างความร่วมมือทางการเงินให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเน้นกลไกหลัก เช่น
- Chiang Mai Initiative Multilateralisation (CMIM)
- AMRO
- Asian Bond Markets Initiative (ABMI)
- Disaster Risk Financing Initiative (DRFI)
- ASEAN+3 Future Initiatives
รวมถึงวาระสำคัญที่เพิ่มเติมในปีนี้ ได้แก่
- การส่งเสริมนโยบายการคลังแบบมีการแลกเปลี่ยน (Fiscal Exchange)
- การทบทวนและปรับปรุงแนวทางยุทธศาสตร์
- การสำรวจเครื่องมือปรับนโยบาย (Policy Adjustment Instrument – PAI)
การพัฒนาการทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและแนวโน้ม
ที่ประชุมพบว่าในปีที่ผ่านมา 2024 เศรษฐกิจของภูมิภาคมีความเข้มแข็งและสามารถฟื้นตัวได้ดี โดยขยายตัวอยู่ที่ 4.3% ลดลงเล็กน้อยจาก 4.4% ในปี 2023
ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโต ได้แก่ การใช้จ่ายภายในประเทศที่แข็งแกร่ง อุปสงค์จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยวที่กลับมาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) ได้ปรับลดลง กลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนช่วงโควิดในหลายประเทศ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ก็ลดลงด้วย สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการเงินในภูมิภาคมีความเหมาะสม และความคาดหวังเกี่ยวกับเงินเฟ้ออยู่ในระดับมั่นคง
แม้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2024 ตลาดการเงินจะมีความผันผวนสูงขึ้น แต่ตลาดยังคงทำงานได้ดี โดยภาคต่างประเทศยังมีเสถียรภาพด้วยเหตุผลหลักมาจากการมีอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น และเงินสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอ
จากพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคง คาดว่าในปี 2025 เศรษฐกิจภูมิภาคจะยังเติบโตแข็งแกร่งที่ประมาณ 4% แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภายนอก เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า
การเติบโตยังคงได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแรงการบริโภคภาคประชาชนที่ยังมีเสถียรภาพ
ในระยะกลาง (Mid-term) อาเซียน+3 ยังถูกคาดหวังให้เป็น “เครื่องยนต์สำคัญ” ของเศรษฐกิจโลก โดยจะมีส่วนร่วมมากกว่า 40% ของการเติบโตทั่วโลก
อัตราเงินเฟ้อในปี 2025 คาดว่าจะยังต่ำกว่า 2% อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น
การกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น (Trade Protectionism) ได้กดดันภาคการค้าทั่วโลก นำไปสู่การแยกตัวทางเศรษฐกิจ
สิ่งนี้ส่งผลกระทบทั้งต่อการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภูมิภาค
นอกจากนี้ความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น เงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดในระดับโลก การชะลอตัวของประเทศคู่ค้าหลัก และการลดลงของกระแสเงินลงทุน ก็อาจส่งผลต่อแนวโน้มในระยะสั้นเช่นกัน
ที่ประชุมเน้นย้ำถึงความจำเป็นของ “ความร่วมมือและความเป็นเอกภาพระดับภูมิภาค” เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น
เป้าหมายหลักในเชิงนโยบายปัจจุบัน คือสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว คงความคล่องตัวในระยะสั้น เสริมมาตรการรับมือการกีดกันทางการค้าและความผันผวนของตลาดเงินโลก
ในด้านการคลังต้องสร้าง “พื้นที่ทางนโยบาย” กลับมาใหม่ (policy buffer) ให้ความช่วยเหลือที่ตรงเป้า และเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง
ในด้านการเงิน ปรับนโยบายตามสภาพเศรษฐกิจภายใน, คงอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก
นอกจากนี้โครงสร้างการส่งออกของภูมิภาคยังมีการกระจายตัวมากขึ้น โดย อุปสงค์ภายในประเทศและการค้าภายในภูมิภาค กลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต
ท่ามกลางความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว ที่ประชุมยืนยันว่าจะยังคงสนับสนุนพหุภาคีนิยม ยึดหลักระบบการค้าที่อิงกฎเกณฑ์ (rules-based), เปิดกว้าง, ยุติธรรม, ครอบคลุม และโปร่งใส โดยมี WTO เป็นแกนกลาง และเร่งเสริมการหารือด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงส่งเสริมเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและการจัดหา และย้ำการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อความตกลง RCEP ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
การเสริมสร้างความร่วมมือทางการเงินในภูมิภาค
1. การแลกเปลี่ยนนโยบายการคลัง (Fiscal Policy Exchange)
ที่ประชุมยินดีต้อนรับโครงการแลกเปลี่ยนนโยบายการคลังอาเซียน+3 ประจำปี 2025 เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์เกี่ยวกับนโยบายการคลัง มีหัวข้อสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ การส่งเสริมการเติบโตโดยรักษาวินัยทางการคลัง และการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ
โดยมีการจัดทำ “กรณีศึกษานโยบาย” และการประชุมแบบปิดระดับรัฐมนตรี พร้อมมอบหมายให้ AMRO สนับสนุนทางเทคนิค และให้ Deputies ประเมินผลเพื่อพัฒนาเป็นเวทีหารือประจำ
2. การปรับปรุงยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางการเงิน (Strategic Directions)
ที่ประชุมเห็นพ้องให้ทบทวนยุทธศาสตร์ปี 2019 ให้ทันสมัยและตอบสนองต่อสภาพเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบัน โดยเห็นชอบ “Guiding Document” สำหรับการปรับปรุง
พร้อมตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ 8 คนเพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบาย และยืนยันความสำเร็จที่ผ่านมาในการส่งเสริมการเติบโตและบูรณาการทางการเงิน และตั้งเป้านำเสนอเอกสารปรับปรุงในปลายปี 2025 และรับรองในปี 2026
3. เครื่องมือปรับนโยบาย: SPIRIT (Policy Adjustment Instrument)
ที่ประชุมเห็นชอบเครื่องมือ “SPIRIT” (ไม่ผูกพันทางกฎหมาย ใช้ภาคสมัครใจ) เป็นโครงการนำร่องที่ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคกับประเทศที่ต้องการปรับโครงสร้างเชิงนโยบาย
โดยAMRO เป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยใช้เงินจากกองทุนความช่วยเหลือทางเทคนิคของจีน และจะมีการประเมินผลก่อนพิจารณาพัฒนา SPIRIT เป็นเครื่องมือทางการเงินในอนาคต
4. Chiang Mai Initiative Multilateralisation (CMIM)
ฉลองครบรอบ 15 ปีของ CMIM (เริ่มปี 2010) โดยเห็นชอบการปรับปรุงข้อตกลง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เพิ่ม “Rapid Financing Facility – RFF“ ใช้สกุลเงินหลักที่ใช้ได้ทั่วไป (FUCs) พร้อมทั้งเห็นชอบแนวทางปฏิบัติใหม่ และมอบหมายให้เร่งดำเนินการให้มีผลบังคับ และยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิรูป CMIM สู่โครงสร้าง “เงินทุนชำระแล้ว” (Paid-in Capital – PIC)
โดยกำหนดแนวทางศึกษารูปแบบ PIC โดยเน้น “โมเดลคล้าย IMF” และมอบหมายให้ศึกษาประเด็นที่เหลือ เช่น การบริหารทุน, ธรรมาภิบาล, สกุลเงินที่ใช้ร่วม
อีกทั้งการพิจารณาเพิ่มเติม ทั้งทบทวนวงเงินส่วนที่ไม่เชื่อมโยงกับ IMF (IDLP) พัฒนาโครงสร้างดอกเบี้ยเงินสกุลท้องถิ่นใหม่ ศึกษาผลของการลดค่าธรรมเนียมของ IMF และประเมิน CMIM Test Run รอบ 15 และเตรียม Test Run รอบ 16
5. สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO)
ชื่นชมบทบาทของ AMRO ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจและให้คำแนะนำเชิงนโยบาย พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยง และขอบคุณการสนับสนุนของประเทศสมาชิก เช่น จีนให้ทุนสนับสนุนหลายปี ญี่ปุ่นและเกาหลีสนับสนุนกองทุนความช่วยเหลือประจำปี
รวมถึงรับทราบแผนการดำเนินงานระยะกลาง (2025–2027) เช่น กลยุทธ์ด้านเทคนิค (TA Strategy 2030) กลยุทธ์ดิจิทัล กลยุทธ์ด้านการสื่อสาร ยินดีต้อนรับผู้อำนวยการคนใหม่: นาย Yasuto Watanabe
รวมถึงยกย่องผู้อำนวยการคนก่อน: ดร. Li Kouqing สำหรับบทบาทที่โดดเด่นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และสนับสนุนหลักการสรรหาผู้บริหารระดับสูง (ปี 2023) เพื่อให้การบริหารมีธรรมาภิบาล และการเป็นตัวแทนอย่างครอบคลุม
6. โครงการพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (ABMI)
สนับสนุนแผนปฏิบัติการระยะกลางปี 2023–2026 ตลาดตราสารหนี้ในสกุลเงินท้องถิ่นยังคงเป็นเสาหลักของเสถียรภาพการเงิน
ฉลองครบรอบ 15 ปีของ CGIF (กองทุนค้ำประกันการลงทุน) โดยรับประกันพันธบัตรและซูคุก (พันธบัตรอิสลาม) จำนวน 100 ฉบับใน 9 สกุลเงิน ออกโดย 64 บริษัทใน 12 ประเทศ มูลค่าค้ำประกันรวมกว่า 4,151 ล้านดอลลาร์
และยินดีต่อรายงาน 2 ฉบับจาก CGIF
- รายงานตลาดพันธบัตรอาเซียน+3
- CGIF กับการเติบโตอย่างยั่งยืน
พร้อมทั้งส่งเสริมพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน โดยจัดตั้งกรอบกำกับดูแล มีผู้ตรวจสอบด้านความยั่งยืนในประเทศ ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล ESG ต้อนรับคาซัคสถานเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ และเห็นชอบให้จัดตั้ง และ Digital Bond Market Forum เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการออกพันธบัตรดิจิทัล
7. โครงการการเงินเพื่อรับมือภัยพิบัติ (DRFI)
สนับสนุนโดย SEADRIF และพันธมิตร เช่น World Bank, ADB, ADB Institute, Global Asia Insurance Partnership ผลงานเด่น ได้แก่ ลาวได้รับเงินประกันภัยน้ำท่วม 2 ครั้ง คือ 1.5 ล้านดอลลาร์ (2023) และ 3 ล้านดอลลาร์ (2024 – หลังพายุไต้ฝุ่นยากิ) ด้านฟิลิปปินส์เริ่มแผนการพัฒนา “ประกันแบบพาราเมตริก” สำหรับทรัพย์สินสาธารณะ
รวมถึงมีการจัดฝึกอบรมร่วมกับองค์กรพหุภาคี โดยเน้นการประกันภัยพิบัติภาคเกษตร กลยุทธ์เสริมสร้างความต้านทานของประเทศสมาชิก รับรอง “Concept Note” สำหรับวางแผน Roadmap ปี 2026–2028 และมอบหมายให้ Deputies ออกแบบ Roadmap ให้เสร็จปลายปีนี้
8. โครงการความร่วมมือในอนาคต (ASEAN+3 Future Initiatives)
ยินดีต่อความคืบหน้าของ “กลุ่มทำงาน” (Working Groups – WGs) ต่าง ๆ
WG1 – การเงินยั่งยืน
- ส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน
- พัฒนาแนวทางการเงินสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว
WG4 – การเงินดิจิทัล
- จัดสัมมนา Fintech ร่วมกับ ADB
- เผยแพร่รายงาน “วิกฤตการเงินดิจิทัลและความท้าทายของเรา”
- ระบุความเสี่ยงหลักจากการเงินดิจิทัล
- ขยายเวลาการทำงานของ WG4 ถึงปี 2026
- ขยายขอบเขตให้ครอบคลุม “เสถียรภาพทางการเงินดิจิทัล” ในภูมิภาคมากขึ้น
ทั้งนี้ที่ประชุมขอแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลมาเลเซียและสาธารณรัฐประชาชนจีน
สำหรับการจัดเตรียมและดำเนินงานอย่างยอดเยี่ยมในฐานะประธานร่วม (Co-chairs)
ของกระบวนการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 ประจำปี 2025
ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันว่าการประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่เมืองซามาร์คานด์ (Samarkand) ประเทศอุซเบกิสถาน โดยมี ฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น รับหน้าที่เป็นประธานร่วมในปี 2026