โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“หญ้าหวาน” พืชให้ความหวานแทนน้ำตาล จากแถบอเมริกาสู่ไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 พ.ค. 2568 เวลา 20.38 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. 2568 เวลา 22.10 น.
หญ้าหวาน (ภาพจาก : unsplash)

“หญ้าหวาน” เป็นพืชที่ปัจจุบันนำมาใช้เพื่อสกัดเป็นสารทดแทนการให้ความหวานแทนน้ำตาลทราย เนื่องจากไม่ให้พลังงาน แต่ยังคงความหวานที่เราคุ้นเคย ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสารให้ความหวานนี้ว่า ถ้ากินมากไปไม่ดีจริงหรือ?

เรื่องนี้มีผู้วิเคราะห์ไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ บทความ “หญ้าหวาน กินแล้วชีวิตหวานหรือขม?” ซึ่งนำมาสรุปให้อ่านดังนี้…

“หญ้าหวาน” หรือชื่อวิทยาศาสตร์คือ Stevia rebaudiana (Bertoni) Bertoni เป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นแข็ง มีอายุอยู่ได้หลายปี มีใบหยักคล้ายฟันเลื่อย มีช่อดอกสีขาว ถิ่นกำเนิดอยู่ที่บราซิล ปารากวัย และอเมริกากลาง

เชื่อว่าคนที่ค้นพบและนำมาใช้ครั้งแรกคือชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้

พวกเขาจะสกัดเอาสารที่มีรสหวาน เรียกว่า“สตีวิโอไซด์” (Stevioside)ซึ่งให้ความหวานได้คล้ายกับน้ำตาลทราย แต่มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 200-300 เท่า (ส่วนใบหญ้าหวานให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 10-15 เท่า)

ทว่าท่ามกลางความหวานที่พุ่งกระฉูด มันไม่ก่อพลังงาน คนที่ต้องการลดปริมาณแคลลอรี ต้องลดน้ำหนัก ผู้ป่วยโรคอ้วน หัวใจ เบาหวาน มะเร็ง จึงใช้หญ้าหวานมาบริโภค

หญ้าหวานสู่เอเชีย

หลังจากเริ่มใช้ในฝั่งอเมริกา เจ้าหญ้าที่ให้รสหวานนี้ก็เข้ามาในเอเชียที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก พวกเขาใช้มันในการการปรุงอาหารและเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม ก่อนจะเข้ามาไทย โดยชาวญี่ปุ่นชื่อ นายเตอิชิ ยากิ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทแห่งหนึ่ง

เขาทดลองปลูกที่ อ. หาดใหญ่ จ. สงขลา ก่อนจะไปปลูกที่นิคมสร้างตนเองเทพา จ. สงขลา ซึ่งพื้นที่หลังถือว่าปลูกหญ้าหวานได้ประสบความสำเร็จมาก เพราะแม้ต่อมาจะมีการปลูกแถวภาคเหนือหรือกระจายหญ้าหวานไปที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน และเกาหลี แต่หญ้าให้รสหวานที่นิคมสร้างตนเองเทพาก็ได้ผลดีกว่า

ยากิจึงนำหญ้าหวานพันธุ์นี้ไปปลูกที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน

หญ้าหวาน พืชให้ความหวานกับความอันตรายในการใช้

เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงมานาน โดยเฉพาะเมื่อองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) หรือ WHO ออกประกาศว่า…

“การบริโภคสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ไม่ได้ช่วยการควบคุมน้ำหนักในระยะยาว เราต้องพิจารณาหาวิธีการอื่นๆ ที่จะลดปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายได้รับ เช่น บริโภคอาหารที่มีน้ำตาลตามธรรมชาติ อย่างเช่น ผลไม้ หรือบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่เติมความหวาน สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ไม่ได้เป็นปัจจัยทางอาหารที่จำเป็นและไม่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการ เราควรลดความหวานของอาหารโดยรวม ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้สุขภาพดีขึ้น”

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้หลายคนกังวลว่า หรือแท้จริงแล้วหญ้าหวานจะเป็นสารอันตราย แต่ในงานหญ้าหวาน กินแล้วชีวิตหวานหรือขม? ก็อธิบายไว้ว่า

“ที่จริงหญ้าหวานยังปลอดภัยเพราะข้อมูลงานวิจัยจากญี่ปุ่นที่ทำการศึกษาความเป็นพิษเรื้อรัง (Chronic toxicity) ของหญ้าหวานพบว่า ระดับความปลอดภัย คือ ไม่เกิน 550 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สรุปว่า สารสกัดจากหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆ กรณี

โดยค่าสูงสุดที่กินได้อย่างปลอดภัยคือ 7,938 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งสูงมากถ้าเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟจะต้องกินมากถึงประมาณ 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งคงไม่มีใครดื่มเครื่องดื่มหรือกาแฟมากขนาดนั้นต่อวัน เพราะคนส่วนใหญ่ดื่มกันประมาณ 2-3 ถ้วยต่อวันก็ถือว่ามากแล้ว หากจะใช้หญ้าหวานอย่างปลอดภัย ควรอยู่ในประมาณ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย ถือว่าเป็นปริมาณที่เหมาะสมและไม่หวานมากจนเกินไป”

เหตุที่ WHO ต้องออกมาประกาศเช่นนี้ ก็เพราะต้องการให้คนมุ่งเน้นไปที่การมองระยะยาว เพราะน้ำตาลเทียมเหล่านี้ถ้าบริโภคเป็นระยะเวลานานก็ไม่ได้ช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ควรจะลดหรือควบคุมความหวานให้ได้มากกว่า และหันมาออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อสุขภาพของตนเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

https://www.matichonweekly.com/column/article_754998

https://www.doa.go.th/hc/cmrarc/wp-content/uploads/2020/06/เอกสารวิชาการหญ้าหวานพันธุ์และลักษณะพฤกษศาสตร์.pdf

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 เมษายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “หญ้าหวาน” พืชให้ความหวานแทนน้ำตาล จากแถบอเมริกาสู่ไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...