ผู้นำรัฐบาลเมียนมา "มิน ออง ไลง์" คาดหวังอะไรจากการเยือนไทย ?
การเดินทางเยือนไทยของ "มิน ออง ไลง์" ถูกจับตามองจากทั่วโลก หลังจากไทยเป็นตัวกลางสำคัญที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาและอาเซียน
"ไทย" เป็นประเทศที่ 4 ที่ พล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ เลือกเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา เมื่อเดือน เม.ย.2569 หากประเมินจากท่าทีของไทยตลอดช่วง 5 ปี หลังรัฐประหารในเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังๆ ไทยมีบทบาทสำคัญในการพาเมียนมากลับสู่เวทีโลก
ขณะที่วันนี้ (6 ส.ค.2569) บรรยากาศการพบกันเป็นครั้งแรกของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับผู้นำเมียนมา เป็นไปอย่างชื่นมื่น ซึ่งการเยือนในครั้งนี้ตอกย้ำถึงภาพลักษณ์ใหม่ของมิน ออง ไลง์ ในฐานะผู้นำรัฐบาลพลเรือน แม้ว่าการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในเดือน ธ.ค.2568 - ม.ค.2569 จะไม่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศและเป็นที่กังขาจากทั่วโลก
ด้านหนึ่ง อาจมองได้ว่าการออกมาโลดแล่นบนเวทีระหว่างประเทศ ของมิน ออง ไลง์ เป็นความพยายามในการแสดงตัวเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม และเดินหน้าพาเมียนมากลับสู่ภาวะปกติ หลังจากผู้นำเมียนมาแถลงต่อสภาในโอกาสทำงานครบ 100 วัน โดยยกให้การฟื้นคืนสันติภาพและเสถียรภาพ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาชาติ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเป็นอันดับแรก เพื่อวางรากฐานสำคัญให้กับประเทศ
ช่วงเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา มิน ออง ไลง์ เดินสายเยือนอินเดีย จีน ลาว และไทย ซึ่งการเยือนที่เกิดขึ้น นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการได้รับการยอมรับแล้ว ผู้นำเมียนมายังใช้โอกาสดังกล่าวกระชับความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือในหลายๆ ด้าน รวมถึงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างที่จีน มีทั้งการสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า ถนนและอื่นๆ โดยหลายโครงการ เช่น การก่อสร้างเขื่อนมยิตโสน ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือซื้อใจจีนด้วย ขณะที่เมียนมากับลาวตกลงศึกษาแผนสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง ซึ่งจะมีขนาดพอๆ กับสิงคโปร์ทั้งประเทศ ส่วนการเยือนอินเดียเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว หนึ่งในหัวข้อหารือสำคัญคือ การสร้างทางหลวง IMT เชื่อมอินเดีย-เมียนมา-ไทย ระยะทาง 1,400 กิโลเมตร
โครงการพัฒนาต่างๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเมียนมายังร้อนระอุไปด้วยไฟสงคราม แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์การสู้รบเริ่มเปลี่ยนแปลง หลัง "เย วิน อู" ผู้นำทหารเมียนมาที่เป็นคนสนิทของมิน ออง ไลง์ เปลี่ยนแผนการรบ ทำให้สามารถช่วงชิงพื้นที่คืนมาได้บางส่วน แต่ก็แลกมาด้วยความสูญเสียในฝั่งพลเรือนเป็นจำนวนมาก
ขณะที่แรงกดดันจากนานาชาติเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ขณะนี้ ฝ่ายรัฐบาลเมียนมา และฝ่ายต่อต้านรัฐประหารเริ่มเปลี่ยนท่าที และเปิดกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา รมว.ฟิลิปปินส์และไทยได้พูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่าย นำมาสู่ความหวังว่าคู่ขัดแย้งจะหันหน้ามารับฟังกันเพิ่มขึ้น แม้ยังไม่ถึงขั้นเจรจาบรรลุข้อตกลงกันได้ก็ตาม โดยมิน ออง ไลง์ ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลได้คุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธไปแล้วอย่างน้อย 13 กลุ่ม
องค์กรเก็บข้อมูลความขัดแย้งทั่วโลก (ACLED) แบ่งการโจมตีของกองทัพเมียนมาเป็น 2 ประเภท คือ การโจมตีทางตรงที่มีการล็อกเป้าหมาย และการโจมตีระยะไกล ซึ่งจะเพิ่มหรือลดแตกต่างกันออกไปตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขึ้นกับบริบทและกลยุทธ์การรบในขณะนั้น อย่างเดือนแรกหลังแผ่นดินไหวปี 2568 กองทัพโจมตีระยะไกล ซึ่งรวมถึงการโจมตีทางอากาศมากถึง 173 ครั้ง
ส่วนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง กองทัพเน้นการโจมตีทางตรง ทั้งการจับกุมตัว ทำลายทรัพย์สินประชาชนและโจมตีแบบหมายหัว 218 ครั้งในเดือน พ.ย.2568 ก่อนลดลงอย่างรวดเร็ว สวนทางกับตัวเลขการโจมตีระยะไกล ขณะที่ในช่วงหลังมิน ออง ไลง์ รับตำแหน่งประธานาธิบดี เกิดเหตุโจมตีทางตรงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แม้ตัวเลขการโจมตีระยะไกลจะลดลงตั้งแต่เดือน ม.ค.2569 แต่การโจมตีภาคพื้นดินที่ได้รับการสนับสนุนจากปฏิบัติการทางอากาศ กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง ทั้งรัฐชิน กะเหรี่ยง ยะไข่ พะโค มาเกวและซะไกง์ ทำให้พลเรือนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง และมียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น แม้จำนวนปฏิบัติการดูมีแนวโน้มลดลง
นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อปี 2564 มีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งในเมียนมามากกว่า 100,000 คน ส่วนอีกหลายล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ซึ่งการยุติการใช้ความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของฉันทามติ 5 ข้อ ที่อาเซียนผลักดันตลอดในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่เป็นผล
ล่าสุด แม้อาเซียนยืนยันจุดยืนเดิมในเรื่องฉันทามติ 5 ข้อ แต่การเปิดทางให้รัฐบาลเมียนมา ได้ส่งผู้แทนเข้าพูดคุยในวงประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา กำลังถูกตั้งคำถามว่า จะบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ และที่สำคัญคือ มิน ออง ไลง์ เพิ่งวิจารณ์ว่าอาเซียนเลือกปฏิบัติต่อเมียนมา และสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่อาเซียนทุกประเทศที่เห็นชอบด้วย
รัฐบาลมิน ออง ไลง์ เดินมาถึงจุดนี้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงบทบาทของไทย และแม้ผู้นำเมียนมาจะมีท่าทีอ่อนลง ทั้งการลดโทษและการอนุญาตให้ผู้แทน ICRC เข้าพบออง ซาน ซู จี แต่นั่นอาจเป็นเพียงความพยายามในการสร้างภาพ ซื้อเวลาและลดแรงเสียดทานบนเวทีโลก
อ่านข่าว
"อนุทิน" หารือ "มิน ออง ไลง์" ลงนามความร่วมมือแรงงาน-จัดการคุณภาพน้ำ-เทคโนโลยี
"มิน ออง ไลง์" ชูเมียนมาศูนย์กลางโลจิสติกส์ 3 ภูมิภาค ชวนไทยร่วมลงทุน
"อนุทิน" เตรียมฟื้นการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์