โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หยกงามเคียงบัลลังก์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 18 มี.ค. 2567 เวลา 09.00 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2567 เวลา 09.00 น. • OfficeOnlybook
นางคือซื่อจื่อรูปงาม..ผู้ปลอมเป็นชายเพื่อไขว่คว้าอำนาจ เขาคือท่านอ๋อง..ผู้ร้ายกาจกว่าใครที่เคยพบเจอ เราสองหักเหลี่ยมเฉือนคมในเกมอำนาจ ต่างเดินหมาก ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ แล้วจะให้มารักกันได้อย่างไร?

ข้อมูลเบื้องต้น

หยกงามเคียงบัลลังก์
玉谋不轨

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท โอลลี่บุ๊คส์ จำกัด ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 扬了你奶瓶 ผู้แปล : ทีมงาน onlybook

เรื่องย่อ
ในสงครามช่วงชิงอำนาจแห่งราชสำนัก คู่ต่อสู้ที่โดดเด่นคือคนหนุ่มทั้งสองผู้เป็นเลิศแห่งยุค ฝั่งหนึ่งคือ กู้อวี้ ซื่อจื่อรูปงามปานหยก บุตรชายคนเดียวของแม่ทัพสกุลกู้อผู้เกรียงไกร น้องชายของกุ้ยเฟย ด้วยสติปัญญาเฉียบแหลม หัวใจยึดมั่นครอบครัวเป็นที่ตั้ง และเปลวเพลิงแห่งความทะเยอทะยานทะยาน ทำให้เขาเป็นที่น่าจับตามอง แต่กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าแท้จริงแล้ว… เขาเป็นสตรีปลอมตัวมา ซ้ำยังเป็นผู้กลับชาติมาเกิดอีกด้วย! ส่วนฝ่ายตรงข้ามคือเซียวเหยาอ๋อง หลานรักผู้ร้ายกาจของฮ่องเต้ เจ้าเล่ห์เพทุบาย และไร้ความเกรงกลัวผู้ใดในไต้หล้า เพื่อปูทางให้องค์ชายผู้มอบอำนาจให้ฝ่ายตนเองได้ขึ้นครองราช ทั้งสองวางอุบายหักเหลี่ยมเฉือนคมกันสะบั้นจนพระราชวังลุกเป็นไฟ หารู้ไม่ว่าในสงครามชิงอำนาจนั้น… มีความรู้สึกพิเศษเกิดขึ้นแล้ว

บทที่ 1 ห้ามแตะข้า

บทที่ 1 ห้ามแตะข้า

ชั่วขณะที่กระเด็นตกลงมาจากรถม้า ในสมองของกู้อวี้คิดถึงวลีสี่คำนี้…

เคราะห์ร้ายตลอดปี

สายลมวสันต์เย็นเฉียบหอบเอาความชื้นเข้ามาในแขนเสื้อชวนให้สั่นสะท้าน ตอนนี้นางนอนแผ่อยู่ในแอ่งน้ำ อวัยวะภายในร้อนรุ่มประหนึ่งถูกเปลวเพลิงแผดเผา ศีรษะวิงเวียนจนอยากสลบไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ความเจ็บปวดที่ซ่านมาจากแขนซ้ายกลับทำให้หญิงสาวต้องดิ้นรนอยู่ระหว่างห้วงมีสติและไร้สติ
นางรู้สึกได้ว่าแขนซ้ายถูกกระแทกหักไปแล้ว
สายตาเห็นรองเท้าหุ้มข้อปักดิ้นเงินลายเมฆาคู่หนึ่ง ครั้นแหงนหน้าขึ้นมอง พลันเห็นชายสวมชุดคลุมยาวสีดำ ขนจิ้งจอกแดงตรงคอเสื้อถูกพิรุณในวสันตฤดูพร่างพรมจนเปียกชื้น ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

กู้อวี้จำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือเซียวเหยาอ๋อง จวินเจ๋อ พระนัดดาที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยและโปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง ฝีปากจัดจ้าน อุปนิสัยเผด็จการ เป็นบุคคลที่สามารถวางอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวง
และยังเป็นคนที่ทายาทตระกูลตกอับอย่างนางไม่อาจไปตอแยได้เป็นอันขาด
จวินเจ๋อมุ่นคิ้วกระบี่ ลดสายตามองนางพลางด่าว่า “หากกู้ซื่อจื่อ*[1] ต้องการหาที่ตาย ทางตะวันออกของเมืองมีแม่น้ำจินไต้เหอ หรือบ่อน้ำแปดเหลี่ยมที่เพิ่งขุดใหม่ตรงถนนฉางผิง กระทั่งต้นไม้ลำต้นคด ๆ ข้างหลังเจ้าก็ยังเหมาะยิ่ง ไยต้องมาสร้างสถานการณ์ให้ร้ายผู้อื่นกลางถนนหลวงเช่นนี้ด้วย?”
กู้อวี้เจ็บปวดจนหน้าซีด นางขดตัวอยู่บนพื้นขณะกล่าวอย่างยากลำบาก “ท่านอ๋อง โปรดระงับโทสะลงก่อน”
จวินเจ๋อเห็นท่าทางจะเป็นจะตายของคนตรงหน้าก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ได้ยินมาว่าเจิ้นกั๋วกง*[2] เคยขูดกระดูกรักษาแผลก็ยังไม่โอดครวญสักคำ เจ้าที่เป็นลูกชายของเขาล้มแค่นี้กลับนอนนิ่งลุกขึ้นมาไม่ไหวเสียแล้ว? พูดว่าเจ้าสร้างสถานการณ์ก็คิดจะสร้างสถานการณ์จริง ๆ หรือไร?”

ผู้ฟังหัวเราะในใจอย่างขมขื่น
ข้อแรก นางไม่เพียงกระเด็นตกลงมาจากรถม้า แต่ยังถูกพิษ
ข้อสอง นางไม่ใช่บุตรชายของเจิ้นกั๋วกง แต่เป็นบุตรสาวที่ปลอมตัวเป็นชาย
ทว่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ นางกลับไม่อาจอธิบายออกมาได้
กู้อวี้ไม่ต้องการให้เจิ้นกั๋วกงเสื่อมเสียชื่อเสียงจึงตอบว่า “ข้าทำให้ท่านพ่อผู้ล่วงลับต้องขายหน้าแล้ว”
อีกฝ่ายเห็นว่านางยังหายใจได้ แต่กลับไม่มีปัญญาลุกขึ้นมาก็กล่าวอย่างดูถูก “ลูกไม้ช่างหล่นไกลต้นเสียจริง”
แต่จังหวะที่เขาตระเตรียมสะบัดแขนเสื้อจากไปก็เห็นว่ามุมปากของอีกฝ่ายมีเลือดซึมออกมา หน้าซีดจนกลายเป็นสีเขียวอมม่วง
กู้อวี้ตระหนักดีว่าพิษกำลังกำเริบ รู้สึกเหมือนมีนุ่นยัดเต็มอก หายใจเข้าอย่างไรก็ไม่มีอากาศไหลเข้ามา

จวินเจ๋อเห็นนางท่าทางไม่สู้ดีก็เข้าใจว่ารถม้าของตนชนคนจนได้รับบาดเจ็บภายในเสียแล้ว จึงทรุดร่างลงมาดูอาการของนาง
ดูจากท่าทางอีกฝ่ายคล้ายจะได้รับบาดเจ็บไม่เบา เซียวเหยาอ๋องก็พยายามข่มกลั้นความร้อนใจแล้วเริ่มตรวจอีกฝ่าย
เขาเป็นทหาร การที่ทหารได้รับบาดเจ็บนั้นเป็นเรื่องปกติ จุดชีพจรบางตำแหน่งสามารถหยุดการตกเลือดภายในได้ ชายหนุ่มจึงคลำไปบนทรวงอกของกู้อวี้ ตั้งใจว่าจะสกัดจุดให้

หญิงสาวยังมีสติสัมปชัญญะเหลืออยู่รำไร สัมผัสได้ว่ามือใหญ่กำลังลูบคลำไปบนร่างตนเอง ทันใดนั้นก็รู้สึกราวกับสมองจะระเบิดตูมออกมา

หลายปีมานี้ นางปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อรักษาบรรดาศักดิ์ของจวนเจิ้นกั๋วกง ไม่อาจปล่อยให้ความพยายามที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า
กู้อวี้อดทนต่อความเจ็บปวดทั่วร่างขณะกดมือของเขาเอาไว้ แค่นเสียงออกมาจากลำคอเป็นคำพูดสามคำ “ห้ามแตะข้า”
จวินเจ๋อกำลังรีบร้อนเข้าวัง แต่กลับต้องมาเสียเวลาเพราะอีกฝ่าย จึงรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจจนถึงที่สุด อีกทั้งคนตรงหน้ายังไม่ยอมให้ความร่วมมือ ชายหนุ่มจึงพ่นคำพูดออกมา “ใครจะไปอยากแตะต้องเจ้า!”
แต่มือของเขากลับไม่หยุด ทั้งยังบ่นว่ากู้อวี้เป็นชายชาตรีคนหนึ่ง เหตุใดจึงพันผ้าแข็ง ๆ ไว้บนอก ประหลาดพิลึก ทำให้เขาหาจุดชีพจรไม่เจอ
เสียง ‘แควก’ พลันดังขึ้น!

จวินเจ๋อฉีกชุดสีเขียวชั้นนอกสุดของกู้อวี้ขาดทั้งอย่างนั้น
กู้อวี้ลอบอุทานว่าแย่แล้ว นางรวบรวมแรงฮึดเพราะจวนตัว เหวี่ยงหมัดขวาต่อยเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่าย!
เขาไม่ทันตั้งตัวจึงถูกต่อยเข้าอย่างจัง ดวงตาดอกท้อแพรวพราวคู่นั้นพลันสาดประกายโทสะ
เขาอุตส่าห์วางธุระสำคัญลงชั่วคราว เข้ามาช่วยเหลือกู้อวี้ด้วยเจตนาดี คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าหมอนี่กลับไม่รับน้ำใจ มิหนำซ้ำยังมาต่อยเขาอีก
จวินเจ๋อขบกรามแน่น น่าขันสิ้นดี ทั่วเมืองหลวงนอกจากมารดาก็ไม่มีใครกล้าตีเขาอีก ทั้งยังต่อยเข้าที่หน้าอีกด้วย
ชายหนุ่มกระชากคอเสื้อกู้อวี้ พลางกล่าวอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เจ้าคงรังเกียจที่มีชีวิตอยู่มานานเกินไปสินะ!”
สายฝนต้นฤดูใบไม้ผลิในเมืองหลวงยังคงมีไอเย็นจากฤดูหนาวหลงเหลืออยู่ เพียงคิดถึงพฤติการณ์ที่ผ่านมาของท่านอ๋องผู้นี้ นางก็สั่นเทิ้มขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
จวินเจ๋อเป็นพระนัดดาของฮ่องเต้ ได้รับความโปรดปรานและเป็นที่ไว้วางพระทัยยิ่ง
คนผู้นี้อารมณ์แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ เคยตีบุตรชายของเสนาบดี เคยด่าธิดาของขุนนางระดับสูง ทั้งยังเคยถือดาบเข้าสู่สมรภูมิ บุกไปปราบปรามพวกหนานหมาน*[3] มาแล้ว
ใช้อำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวงมานานปีจนขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลผู้ไม่สมควรไปตอแย นอกจากขุนนางเถรตรงหัวแข็งไม่เกรงกลัวความตายที่สังกัดฝ่ายตรวจการเหล่านั้น ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักล้วนไม่กล้าไปยั่วโทสะเขาโดยง่าย
กู้อวี้อยากร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา

นี่มันเรื่องอะไรกัน…

เมื่อครู่ก่อนตอนอยู่ในสำนักศึกษาหลวง นางกินของว่างขององค์ชายหกจนเป็นเหตุให้ถูกพิษ ขณะกำลังเร่งร้อนกลับจวน รถม้าของนางก็ดันมาชนเข้ากับรถม้าของเซียวเหยาอ๋อง
นอกจากแขนถูกกระแทกหัก นางยังต่อยอีกฝ่ายไปหนึ่งหมัดเพราะความร้อนใจ ล่วงเกินจนหาทางลงไม่ได้

กู้อวี้กล่าวทั้งที่ร่างสั่นระริก “ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ ข้าเป็นทายาทชายเพียงคนเดียวของตระกูลกู้ วันหน้าคนในครอบครัวยังรอให้ข้าสืบทอดวงศ์ตระกูล ท่านอ๋องมาลูบคลำข้าตอนกลางวันแสก ๆ เช่นนี้ ข้ากลัวจะถูกคนครหาว่าผิดประเพณี”
ผู้ฟังมีสีหน้าเหมือนเห็นผี เพียงเพราะเขายังไม่พบนางในดวงใจ และไม่เต็มใจถูกคลุมถุงชนจึงยังไม่ได้แต่งงานเสียที ในเมืองหลวงจึงมีคำร่ำลือว่าเขาชมชอบบุรุษ
แต่ผู้ที่กล้าพูดหยามต่อหน้าเขาเช่นนี้… กู้อวี้นับเป็นคนแรก
ประเด็นก็คืออีกฝ่ายมีสารรูปเหมือนคณิกาชายไม่มีผิด ยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกได้อย่างไร
จวินเจ๋อโมโหจนแค่นเสียงหัวเราะออกมา “กู้อวี้ เจ้าคงไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้วสินะ!”
เขาว่าพลางเงื้อกำปั้นขึ้นมา หมายจะทุบใบหน้าประดุจเทพเซียนดวงนี้ของอีกฝ่ายให้แหลกคามือ
กู้อวี้คิดจะยกแขนขึ้นปัดป้องโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อครู่แขนซ้ายเพิ่งจะหัก เพียงขยับเล็กน้อยก็รู้สึกเจ็บเจียนขาดใจ
คนทั่วเมืองหลวงล้วนทราบกันว่ากู้ซื่อจื่อรูปงามอย่างยิ่ง …รูปงามประดุจหยก เป็นหนึ่งไม่มีสอง ใช้บรรยายเขาได้เหมาะเจาะนัก
ยามนี้ฝนต้นวสันต์โปรยปราย ชโลมอาภรณ์ของผู้บาดเจ็บจนเปียกชุ่ม นางขมวดคิ้วแน่นเพราะความปวดร้าว ใบหน้าซีดเผือด แม้สภาพจะดูย่ำแย่ แต่ก็ยังสามารถมองเห็นเค้าความงามเหนือโลกีย์ของนาง
จวินเจ๋อรวบรวมกำลังไว้ที่กำปั้น แต่เห็นท่าทางเปราะบางอ่อนแอแบบนั้นของกู้อวี้ หมัดที่เงื้อค้างไว้ทำอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยลงมา
ยามนั้นเอง ผิงซา องครักษ์ที่เป็นสารถีรถม้าให้กู้อวี้พลันคืบคลานขึ้นมากล่าวอย่างร้อนรนว่า “ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ! ซื่อจื่อของพวกข้าไม่ได้ตั้งใจ!”
แก้มของชายหนุ่มยังคงปวดแปลบ เขากล่าวว่า “ไม่ได้ตั้งใจ ทว่าเจตนาสินะ?”
จวินเจ๋อทนแล้วทนเล่าก็ไม่อาจกล้ำกลืนโทสะนี้ลงไปได้ หมัดที่ง้างค้างไว้ถึงอย่างไรก็ต้องได้ต่อยคน
ชั่วขณะนั้นเอง หัวใจกู้อวี้พลันรัดแน่น กระอักเลือดออกมาโดยไม่ทันตั้งตัวจนเปรอะเปื้อนอาภรณ์ของจวินเจ๋อ
หากกล่าวว่าเมื่อครู่จวินเจ๋อเพียงบันดาลโทสะ เช่นนั้นตอนนี้เขาก็บังเกิดจิตสังหารขึ้นมาอย่างแท้จริงแล้ว
วันนี้องค์ชายห้าซึ่งเป็นญาติผู้น้องของเขาก่อปัญหาใหญ่ที่สำนักศึกษาหลวง เขาต้องรีบเข้าวังเพื่อไปตามเก็บกวาดให้อีกฝ่าย

แต่เริ่มจากรถม้าของกู้อวี้มาชนรถม้าของเขา ต่อมาเลือดของอีกฝ่ายยังมาทำให้ชุดของเขาเลอะเทอะอีก
ตอนนี้แม้เซียวเหยาอ๋องจะรีบร้อนแค่ไหน ทว่าก็ไม่อาจสวมชุดเปื้อนเลือดชุดนี้เข้าวังได้อีกแล้ว

ส่วนกู้อวี้เป็นพวกเดียวกับองค์ชายหก มีเหตุผลนับไม่ถ้วนในการแสดงละครขัดขวางการเข้าวังของเขา
จวินเจ๋อแตะดาบตรงหว่างเอวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาดอกท้อมีประกายเหี้ยมเกรียมวาบผ่าน

[1] ซื่อจื่อ (世子) หมายถึง ลูกชายที่สืบทอดบรรดาศักดิ์ของพ่อ มักเป็นลูกชายคนโต
[2] กั๋วกง (国公) เป็นบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาศักดิ์ห้าขั้นรองจากอ๋อง สามารถส่งต่อให้ลูกชายได้ (บรรดาศักดิ์ทั้งห้า ได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน ตามลำดับ)
[3] หนานหมาน (南蛮) เป็นคำที่ใช้เรียกชนเผ่าทางตอนใต้ของจีนในสมัยโบราณ

บทที่ 2 ข้าเป็นทายาทชายเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลกู้

บทที่ 2 ข้าเป็นทายาทชายเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลกู้

ครั้นกู้อวี้สัมผัสได้ถึงสายตาเย็นเยียบของจวินเจ๋อ นางก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษาหลวงวันนี้ขึ้นมาได้ทันที จึงเข้าใจว่าเขาระแวงเรื่องอะไรอยู่
แต่นางถูกพิษเพราะองค์ชายหก ทั้งยังไม่รู้ข้อเท็จจริง จึงไม่มีเรี่ยวแรงจะอธิบายได้
นางกุมอก ฝืนกล่าวด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะหมดสติไปได้ทุกเมื่อ “ท่านอ๋อง ท่านชนข้าน้อยจนได้รับบาดเจ็บ ยังคิดจะสังหารคนปิดปากอีกหรือ? ถึงตอนนี้จวนเจิ้นกั๋วกงจะตกต่ำ แต่ก็เป็นตระกูลใหญ่ที่มีความเป็นมายาวนาน หากท่านสังหารข้าน้อย เคยใคร่ครวญถึงผลที่ตามมาหรือไม่? แม้ข้าจะต่ำต้อยจนไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง แต่องค์ชายหกกับกุ้ยเฟยคงไม่มีทางปล่อยผ่านไปแน่”
กู้อวี้กล่าวเช่นนี้ ประการแรกเพื่อบอกอีกฝ่ายว่านางถูกรถม้าของเขาชนจนได้รับบาดเจ็บ มิใช่เสแสร้งแกล้งทำ
ประการที่สองคือเพื่อแสดงฐานะ ทำให้คู่กรณีมีข้อกริ่งเกรง
ประการที่สาม เตือนสติเซียวเหยาอ๋องว่าเรื่องในวังสำคัญกว่า ไม่ควรมาเสียเวลากับนางอยู่ที่นี่
จวินเจ๋อขบกรามเสียงดังกรอด แม้ตอนนี้เขาจะถูกคู่กรณียั่วโทสะจนถึงขีดสุด แต่ก็จำต้องยอมรับว่าตนไม่อาจทำอันใดอีกฝ่ายได้
เขาคลายมือออกแล้วผลักซื่อจื่อลงบนแอ่งน้ำ พลางกล่าวอย่างเย็นชา “กู้อวี้ ทางที่ดีเจ้าอย่าได้มีส่วนข้องเกี่ยวกับเรื่ององค์ชายห้า ไม่อย่างนั้น หึ!”
เสียง ‘หึ’ ของเขาไม่รู้ว่าแฝงนัยยะเอาไว้มากมายเพียงใด
กู้อวี้ทอดร่างอยู่ในแอ่งน้ำ สายฝนเย็นเฉียบตกลงมาต้องใบหน้า ร่างสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
นางข่มความเจ็บปวดพลางกล่าวว่า “ข้าน้อยไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่ององค์ชายห้า!”
จวินเจ๋อมองกลับมาอย่างเย็นชา ก่อนจากไปยังไม่ลืมเสียดสี “หากเจิ้นกั๋วกงที่อยู่ในปรโลกรับรู้ได้ ว่าบุตรชายตัวเองอ่อนแอปวกเปียกเช่นนี้ คงโมโหจนฟื้นคืนชีพกลับมาเลยกระมัง”
กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
กู้อวี้ใช้หลังมือเช็ดเลือดตรงมุมปาก ความปากคอเราะรายของท่านอ๋องผู้นี้ช่างสมคำร่ำลือโดยแท้
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจากไปแล้ว ผิงซา องครักษ์ของกู้ซื่อจื่อค่อยกล้าเข้ามาประคองนาง “ซื่อจื่อ ท่านยังไหวหรือไม่?”
นางฝืนข่มเลือดที่พุ่งขึ้นมาในลำคอกลับลงไป “เร็วเข้า รีบกลับจวน”
ผู้ใดจะคาดว่าเพิ่งยืนขึ้นมาได้ รถม้าของเซียวเหยาอ๋องก็เฉียดไหล่สวนมาพอดี เกือบจะชนนางล้มลงไปอีกครั้ง
ล้อรถม้าแล่นไปบนพื้นหินที่มีน้ำเจิ่งนอง ทำให้น้ำกระเซ็นใส่ร่างกู้ซื่อจื่อ
กู้อวี้สองตาแดงก่ำ มองตามรถม้าที่แหวกม่านฝนจากไปจนลับตา


ตอนที่กู้อวี้กลับถึงจวน สติก็เริ่มเลือนรางแล้ว เมื่อฮูหยินใหญ่ของตระกูลกู้ทราบข่าวแล้วก็รุดมาหา ถามอย่างร้อนใจว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
นางนอนอยู่บนเตียง ทรมานจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก แต่เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจของแม่ใหญ่ก็ฝืนข่มความเจ็บปวดเอาไว้
“ข้ากินขนมที่พี่สาวเตรียมไว้ให้องค์ชายหก เกรงว่าคงถูกพิษแล้ว”
พี่สาวที่กู้อวี้พูดถึงคือกุ้ยเฟยในวังหลวง ทั้งยังเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของแม่ใหญ่ และธิดาคนโตของจวนเจิ้นกั๋วกง
ฮูหยินใหญ่อุทานเสียงดัง คว้าแขนของนางด้วยความตกใจ “มีใครส่งข่าวให้พี่เจ้าหรือยัง?”
แขนข้างที่อีกฝ่ายจับเป็นข้างที่ได้รับบาดเจ็บจากการตกรถม้าเมื่อครู่พอดี กู้อวี้ครางเสียงแผ่ว ตอบว่า “แม่ใหญ่โปรดวางใจ คนของเราส่งข่าวให้พี่สาวแล้ว”
ฉับพลันนั้นก็โน้มกายอาเจียนออกมา ในอาเจียนยังมีเลือดปะปนมาด้วย
นางเหมือนจะได้ยินฮูหยินใหญ่กล่าวเสียงดังด้วยความร้อนใจ “รีบไปตามท่านหมอมาเร็วเข้า!”
หญิงสาวในอาภรณ์บุรุษสิ้นแรงอดทนต่อไป เบื้องหน้าพลันดับวูบ หมดสติไปเช่นนั้น
ในความฝัน พิรุณวสันตฤดูโปรยปราย
เซียวเหยาอ๋องที่ได้พบหน้ากันวันนี้เดินออกมาท่ามกลางสายฝน ดวงตาดอกท้อคู่นั้นแฝงรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์
ดาบของเขาขวางอยู่ตรงคอนาง ยามเอ่ยวาจาแฝงไว้ซึ่งความเยือกเย็นของฝนต้นฤดูใบไม้ผลิ
“กู้ซื่อจื่อ หลอกลวงเบื้องสูงมีโทษประหารทั้งตระกูล ตอนนี้เจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของข้าแล้ว บอกมาซิว่าข้าควรจัดการเจ้าอย่างไรดี? หึหึ”
เสียงหัวเราะเย็นเยียบนั้นทำให้ผู้ฟังขนลุกซู่
นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าการปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสืบทอดบรรดาศักดิ์ของบิดามีโทษใหญ่หลวงเพียงไหน
อีกทั้งจวินเจ๋อยังเป็นคนขององค์ชายห้า ยืนอยู่คนละฝั่งกันอย่างเห็นได้ชัด
กู้อวี้อยากหนีไปให้พ้นจึงดิ้นรนขัดขืนสุดแรง
“อวี้เอ๋อร์! อวี้เอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป?”
น้ำเสียงห่วงหาอาทรของฮูหยินใหญ่และซูอี๋เหนียงดึงนางออกมาจากฝันร้าย
สีราตรีเข้มข้นดุจน้ำหมึกที่ไม่ยอมเจือจาง ฝนด้านนอกยังคงตกไม่หยุด
แสงสลัวจากตะเกียงภายในห้องส่องให้เห็นใบหน้าที่แลดูอิดโรยของฮูหยินใหญ่กับซูอี๋เหนียง
กู้อวี้ได้สติคืนมา…
โชคดีที่แค่ฝันไป
วันนี้เซียวเหยาอ๋องไม่ได้ล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง ต่อไปต้องระวังตัวให้มากกว่านี้
สตรีในคราบบุรุษคอแห้งผาก นางกระแอมอย่างอดไม่ได้แล้วเอ่ยเสียงเบา “แม่ใหญ่ แม่เล็ก”
“รู้สึกอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง?” ฮูหยินใหญ่นั่งลงบนขอบเตียงแล้วถามเสียงเบา
กู้อวี้ขมฝาดในปาก อวัยวะภายในแสบร้อน แขนซ้ายยังคงเจ็บแปลบปลาบ
แต่เห็นสายตาเป็นกังวลของมารดาทั้งสอง นางจึงตอบไปว่า “ดีขึ้นมากแล้ว”
ซูอี๋เหนียงประคองถั่วเขียวต้มน้ำตาลมาถ้วยหนึ่ง ใช้ช้อนป้อนคนเจ็บอย่างระมัดระวัง พลางเอ่ยว่า “ท่านหมอเหลิ่งบอกว่าพิษที่เจ้ากินเข้าไปฤทธิ์แรงไม่เบา เคราะห์ดีที่กินเข้าไปไม่มาก ทั้งยังอาเจียนออกมาได้ทันเวลา”
กู้อวี้กล่าวว่า “พิษนี้ประหลาดยิ่ง ต้องให้พี่สาวตรวจสอบให้กระจ่าง”
ฮูหยินใหญ่ผ่อนลมหายใจออกมา ก่อนกล่าวว่า “ดีที่เจ้ารู้ตัวเร็วและกลับถึงจวนได้ทันเวลา ถ้าพิษกำเริบในสำนักศึกษาหลวงแล้วมีคนเชิญหมอหลวงมาตรวจอาการ ตัวตนของเจ้าคงปิดเอาไว้ไม่ได้แล้ว”
ผู้ฟังพยักหน้า ตอนนั้นคับขันอันตรายโดยแท้

เจิ้นกั๋วกงกู้จวินอี้ บิดาของนางในโลกนี้เสียชีวิตในสมรภูมิตั้งแต่ก่อนที่นางจะเกิด
ยามนั้นจวนกั๋วกงยังไม่มีบุตรชายสืบทอดบรรดาศักดิ์ ซูอี๋เหนียงที่กลับมาจากชายแดนพร้อมอาภรณ์และหมวกของเจิ้นกั๋วกงตั้งครรภ์ทายาทและท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที
ทว่าชีวิตมักไม่เป็นไปตามที่คนคาดหวัง ซูอี๋เหนียงได้ให้กำเนิดทารกหญิงคู่หนึ่ง
เพื่อรักษาบรรดาศักดิ์กั๋วกงเอาไว้ ฮูหยินใหญ่จึงตัดสินใจเด็ดขาดบอกต่อโลกภายนอกว่าแม่เล็กคลอดแฝดชายหญิงให้สามีผู้ล่วงลับ เย็นวันนั้นยังสวมเครื่องแบบฮูหยินตราตั้งเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อขอพระราชทานแต่งตั้งกู้อวี้เป็นซื่อจื่อ
ด้วยเหตุนี้ นางจึงต้องปลอมตัวเป็นชาย ตอนอายุสิบขวบป่วยหนักไปรอบหนึ่ง หลังฟื้นขึ้นมาได้ก็มีจิตใจเข้มแข็งขึ้นมาก
ฮูหยินใหญ่กับซูอี๋เหนียงหารู้ไม่ว่ากู้อวี้ตัวจริงได้ตายไปตั้งแต่ตอนล้มป่วยคราวนั้น ส่วนกู้อวี้ที่อายุสิบขวบเป็นต้นมาคือนางที่เป็นเด็กกำพร้าจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
นางคิดถึงเรื่องในวันนี้ก็ถามขึ้นมาทันที “ทางพี่สาวได้ส่งข่าวมาบ้างหรือไม่?”
ฮูหยินใหญ่เหน็บชายผ้าห่มให้นางพลางกล่าวว่า “ควบคุมตัวนางกำนัลที่เอาของว่างมาส่งไว้แล้ว พี่เจ้าบอกให้พวกเราวางใจได้ ทางนั้นตรวจสอบแน่ชัดแล้วจะจัดการเอง เจ้าเล่าให้ข้าฟังทีว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
กู้อวี้ตอบ “ตอนบ่ายที่สำนักศึกษาหลวง องค์ชายห้าดูเหมือนจะทะเลาะกับราชครูเจิ้ง องค์ชายหกจึงพลอยไม่ได้กลับมาพักผ่อนที่โถงกลาง”
“รออยู่นาน ข้าเห็นว่าบนโต๊ะมีขนมแผ่นเมฆ*[1] ที่นางกำนัลจากตำหนักกุ้ยเฟยนำมาส่งให้องค์ชายหกจึงหยิบมากินไปคำหนึ่ง แต่พบว่ารสชาติแปลกไม่ถูกต้องจึงทำเป็นพลั้งมือปัดขนมจานนั้นตกพื้น”
“ไม่กี่ลมหายใจหลังจากนั้นก็รู้สึกว่าอวัยวะภายในร้อนลวก ถึงได้รู้ว่าถูกพิษ ไม่กล้ารั้งอยู่นานจึงรีบกลับมาที่จวน”
ซูอี๋เหนียงที่อยู่ข้าง ๆ ฟังจนดวงตาแดงก่ำ สวมกอดนางพลางกล่าวว่า “ลูกแม่ นับว่าเจ้ารับเคราะห์แทนองค์ชายหกแท้ ๆ”
ฮูหยินใหญ่มีสีหน้าหนักอึ้ง “ฝ่าบาทยังอยู่ในวัยกลางคน การต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทก็รุนแรงถึงเพียงนี้แล้ว? อยู่ในสำนักศึกษายังกล้าวางยาพิษ ช่างชวนให้คนหวาดหวั่นพรั่นพรึงโดยแท้”
กู้อวี้กล่าวว่า “ครั้งนี้ข้าเพียงได้รับความตกใจแต่ไร้อันตราย ทว่าสถานการณ์ของพี่สาวเลวร้ายกว่าที่พวกเราคิดไว้มาก”
ฮูหยินใหญ่ทอดถอนใจกล่าวว่า “ไยข้าจะไม่รู้ แต่นี่เป็นเส้นทางที่พี่เจ้าเลือก ทำได้เพียงเดินหน้าต่อไปเท่านั้น”
ข้างนอกฝนตกกระหน่ำยิ่งกว่าเดิม นางรู้สึกเหมือนตนเองอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง สัมผัสได้ถึงแรงกดดันหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หญิงสาวเป็นเด็กกำพร้าจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง ได้สัมผัสน้ำใจอันเย็นชาของผู้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน
ล้มลุกคลุกคลานปีนป่ายขึ้นมาจากระดับล่างสุดอยู่หลายปี ไม่ง่ายเลยกว่าจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่อุบัติเหตุรถชนครั้งเดียวก็ส่งวิญญาณของนางมายังโลกนี้
หลังทะลุมิติมาที่นี่จึงได้สัมผัสความอบอุ่นของการมีครอบครัวจากแม่ใหญ่ แม่เล็ก พี่สาว และน้องสาว
ยามนี้จวนเจิ้นกั๋วกงตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเพราะการต่อสู้แย่งชิงระหว่างเหล่าองค์ชาย ถึงคราวที่นางจะต้องตอบแทนคืนเสียที
กู้อวี้ลืมตาขึ้นมาอย่างแช่มช้า กล่าวด้วยสายตาแน่วแน่ “แม่ใหญ่ แม่เล็ก รอจนทุเลาหายดีแล้ว ข้าตั้งใจว่าจะทูลขอพระราชทานอนุญาตจากฝ่าบาทเพื่อเข้ารับราชการก่อนเวลา”

[1] ขนมแผ่นเมฆ (云片糕) ทำจากแป้งข้าวเหนียว มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวเรียงซ้อนกันหลายชั้นคล้ายเมฆ ทั้งยังดูคล้ายตำรา จึงมีอีกชื่อว่า 书册糕 หรือขนมตำรา เป็นขนมที่เป็นตัวแทนของการอวยพรให้ลูกหลานประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน

บทที่ 3 กู้อวี้ เจ้าเคยเห็นเซียวเหยาอ๋องหรือไม่?

บทที่ 3 กู้อวี้ เจ้าเคยเห็นเซียวเหยาอ๋องหรือไม่?

วาจาประโยคเดียวสร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งห้อง
ฮูหยินใหญ่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ได้ยินซูอี๋เหนียงโพล่งขึ้นมาอย่างร้อนใจว่า “ไม่ได้ เจ้ายังไม่ถึงวัยสวมหมวก*[1]ด้วยซ้ำ จะรับมือกับเรื่องราวในราชสำนักไหวได้อย่างไร”
กู้อวี้ทราบว่าซูอี๋เหนียงเป็นห่วงนาง การขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเพียงแค่เอ่ยปาก สถานการณ์ในราชสำนักซับซ้อนไม่อาจคาดเดา หากชะล่าใจไปเพียงเล็กน้อยก็อาจต้องพ่ายทั้งกระดาน

นางกล่าวว่า “เวลาไม่รอท่า การต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทถึงขั้นทำกันอย่างเปิดเผยแล้ว พี่สาวกำลังลำบาก ข้าเป็น ‘ทายาทชาย’ เพียงคนเดียวของตระกูลกู้ ถึงเวลาที่ข้าต้องแบกรับภาระของที่บ้านแล้ว”
ฮูหยินใหญ่ไตร่ตรองอยู่หลายชั่วลมหายใจ นางกุมมือของกู้อวี้ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงกล่าวว่า “เรื่องนี้เอาไว้คุยกันทีหลัง ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือสุขภาพของเจ้า”
แววตาของผู้ฟังอ่อนลง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่จะกำหนดแน่นอนได้โดยใช้คำพูดไม่กี่คำ จำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ
หญิงสาวสงบอารมณ์แล้วกล่าวว่า “ระหว่างทางขากลับ รถม้าของข้าชนประสานงาเข้ากับรถม้าของเซียวเหยาอ๋อง แขนก็หักเพราะตกลงมาจากรถม้าตอนนั้นเอง แม่ใหญ่ให้คนไปยื่นร้องเรียนเขาต่อสำนักตรวจการ จะได้ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างกลบเกลื่อนเรื่องที่ข้าถูกพิษ”
เซียวเหยาอ๋องนามว่าจวินเจ๋อ เป็นบุตรชายคนเดียวขององค์หญิงใหญ่

ปีนั้นเมื่อเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงในวังหลวง องค์หญิงใหญ่สนับสนุนฝ่าบาทขึ้นครองบัลลังก์ท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนหมู่มาก ยี่สิบกว่าปีมานี้ได้รับความโปรดปรานไม่เสื่อมคลาย จวินเจ๋อที่เป็นพระนัดดาของฮ่องเต้ก็ได้รับความไว้วางพระทัยอย่างยิ่ง
หลายปีมานี้เขาทรงอำนาจอิทธิพลอยู่ในเมืองหลวง ผู้ใดล้วนไม่กล้าล่วงเกิน
กล่าวตามตรงแล้ว หากไม่จำเป็น นางก็ไม่อยากข้องแวะกับคนผู้นี้

แต่ครั้งนี้ต้องลาหยุดกับสำนักศึกษาหลวง จำเป็นต้องมีเหตุผลที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ตัวตนถูกเปิดโปง ทั้งยังไม่อาจเปิดเผยเรื่องที่ถูกพิษ จึงได้แต่โยนความผิดให้เซียวเหยาอ๋อง
ฮูหยินใหญ่กล่าวเสียงเบา “ข้าเข้าใจแล้ว ที่เหลือข้าจะจัดการเอง เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้”
กู้อวี้ระบายลมหายใจออกมา สิ่งที่ควรกำชับก็ได้กำชับไปหมดแล้ว พิษยังคงตกค้างอยู่ในร่างกาย ตอนนี้นางหน้ามืดตาลายไปหมด จึงหลับตาลงแล้วนอนหลับไปตามเดิม

ฮูหยินใหญ่กระชับผ้าห่มให้นาง ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นพาซูอี๋เหนียงที่มีสีหน้าไม่พอใจจากไป
ห้องที่กว้างขวางจึงเงียบสงัดลง
เสียงฝนพรำพลันเด่นชัดขึ้นมา ประหนึ่งพรำใส่หัวใจที่เต้นรัวของนาง
ยามราตรีที่เงียบสงบแบบนี้คงเหลืออยู่อีกไม่มากแล้ว
หากต้องการมีที่ยืนในราชสำนักซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายก็ต้องเดินหน้าไปอย่างรอบคอบทุกย่างก้าว
หมากกระดานที่ไร้รูปได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ


กู้อวี้ใช้เวลาพักรักษาตัวเกือบหนึ่งเดือนค่อยดีขึ้น เมื่อกลับไปยังสำนักศึกษาอีกครั้ง สหายร่วมสำนักหลายคนจึงเข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ นางเพียงตอบกลับไปอย่างง่าย ๆ
ในจำนวนนั้นคือ เซียวสิงจือ ซื่อจื่อของจงอี้โหวซึ่งเป็นคุณชายเจ้าสำราญที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่จึงชอบมาคลุกคลีกับกู้อวี้นัก
พอคาบเรียนสิ้นสุดลง เขาก็เดินเข้ามาถาม “แขนเจ้าหายดีหรือยัง?”
เขาเอ่ยพลางยกแขนของนางขึ้นมาดู
กู้อวี้มุ่นคิ้ว ตีมือของเซียวสิงจืออย่างรังเกียจ “ปล่อย”
อีกฝ่ายกลับไม่โมโห กล่าวต่อไปอย่างไม่นำพา “ก็ไม่น่าจะหาย บาดเจ็บถึงกระดูกต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานนับร้อยวันอยู่แล้วนี่นะ”
สายลมจากข้างนอกพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ม่านไม้ไผ่แกว่งไกว แสงอาทิตย์เล็ดลอดผ่านร่องม่านไม้ไผ่เข้ามากระทบร่างกู้อวี้เป็นประกายสีทองระยิบระยับ
เซียวสิงจือมองผมสีดำสนิทที่ถูกรวบเก็บไว้ในเกี้ยวหยกอันประณีต เส้นผมที่เหลือทอดตัวลงมาผ่านไหล่ทั้งสอง ปอยผมตรงมุมหน้าผากร่วงลงมาตามการลากพู่กัน ร่างที่สวมชุดสีเขียวน้ำชานั้นแลดูงามสง่าดุจต้นไผ่
ภาพที่เห็นทำให้เซียวสิงจือประหวัดนึกถึงบทกวีสดุดีหลานหลิงอ๋อง*[2] ที่เคยอ่านผ่านตามา ในนั้นมีวรรคหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘บุคลิกภาพโดดเด่น รูปงามเพียบพร้อม’ นำมาใช้บรรยายกู้อวี้ได้เหมาะเจาะยิ่ง
เซียวสิงจือกล่าวว่า “บุคลิกภาพกับรูปโฉมของสหายกู้ล้วนไม่สามัญ คาดว่าน้องสาวฝาแฝดของเจ้าจะต้องงามล่มเมืองเป็นแน่แท้ ไม่ทราบว่าเมื่อใดจึงจะมีโอกาสได้ยลโฉมเป็นบุญตาสักครั้ง”
เพิ่งพูดจบ กู้อวี้ก็ปรายตามองเขา ใบหน้าที่สงบเยือกเย็นอยู่เป็นนิจพลันมืดครึ้ม นางวางพู่กันลงเสียงดัง ปลายพู่กันกวาดผ่านตำราทิ้งรอยหมึกเอาไว้
ในยุคสมัยที่ชายเป็นใหญ่เช่นนี้ ผู้หญิงมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องหอ เห็นชื่อเสียงสำคัญยิ่งกว่าชีวิต

หญิงสาวไม่ชอบการกดทับเพศหญิงโดยยกเรื่องคุณธรรมมาเป็นข้ออ้างเลยสักนิด ทว่าตอนนี้นางยังไม่มีความสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงอคติทางโลก
กู้อวี้ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นคนขี้เล่นไม่จริงจังมาแต่ไหนแต่ไร แต่คิดไม่ถึงว่าเซียวซื่อจื่อจะยกเรื่องรูปลักษณ์ของน้องสาวมาพูดต่อหน้าตนเองเช่นนี้
น้องสาวฝาแฝดนางมีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว แต่เพราะฝ่ายชายต้องไว้ทุกข์จึงยังไม่ได้เข้าพิธีมงคลเสียที ถ้าคำพูดของอีกฝ่ายถูกร่ำลือออกไป ชื่อเสียงของน้องสาวคงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
ความโกรธในใจนางพุ่งขึ้นมาเป็นริ้ว ๆ กู้อวี้กระชากคอเสื้อของเซียวสิงจือ พลางกล่าวเสียงเย็นเยียบ “ถ้าลิ้นเจ้าน่ารำคาญนัก ข้าช่วยตัดทิ้งให้ดีหรือไม่”
ในสำนักศึกษาหลวง กู้อวี้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนสุภาพอ่อนโยน ท่าทางเย็นชาระเบิดโทสะอย่างเหนือความคาดหมายเช่นนี้ทำให้อีกฝ่ายตกใจมากทีเดียว
เขาตระหนักได้ทันทีว่าตนเองพูดผิดไปแล้ว จึงตบปากตัวเองเบา ๆ สองที รีบร้อนลุกขึ้นมาขอโทษขอโพย
“ข้าพูดผิดไปแล้ว สหายกู้โปรดอย่าถือสา” พูดจบยังแสดงท่าคารวะติด ๆ กันหลายทีอีกต่างหาก
กู้อวี้ยังคงโมโห ไม่ต้องการสนใจเขา
ผ่านไปไม่ทันไร เซียวสิงจือก็กลับมาทำตัวเอ้อระเหยลอยชายเหมือนเดิม สะกิดแขนนางถามว่า “กู้อวี้ เจ้าเคยเห็นเซียวเหยาอ๋องหรือไม่?”
บรรพบุรุษของเซียวสิงจือเคยสมรสกับจวิ้นจู่*[3] จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ภายหลังค่อย ๆ ตกต่ำลงจึงย้ายไปอยู่ที่เจียงหนาน*[4]
เมื่อมาถึงคนรุ่นนี้ค่อยกลับมารับใช้ราชสำนักในฐานะวาณิชหลวง ย้ายกลับมาอยู่เมืองหลวงยังไม่ถึงปี ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่เคยเห็นหน้าเซียวเหยาอ๋อง
กู้อวี้นึกถึงเรื่องที่นางต่อยหน้าเซียวเหยาอ๋องกลางถนนหลวงคราวก่อน ล่วงเกินอีกฝ่ายไปหนักขนาดนั้น ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดรำคาญขึ้นมา
นางไม่อยากเสวนากับชายเสเพล จึงทำเป็นพลิกหน้าตำราขณะพูดกลบเกลื่อนไปว่า “ไม่เคย”
เซียวซื่อจื่อกล่าวอย่างเริงร่า “คนลือกันว่าเซียวเหยาอ๋องเย่อหยิ่งจองหอง หน้าตาอัปลักษณ์ดุร้าย น่าเสียดายที่เจ้าไม่เคยเห็น ไม่อย่างนั้นก็คงจะบอกข้าได้แล้วว่าคำลือพวกนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่”
กู้ซื่อจื่อกำลังจะบอกให้เขาหยุดพูดเหลวไหล เสียงของราชครูก็พลันดังขึ้นมาจากนอกประตู “ข้าน้อยคารวะเซียวเหยาอ๋อง”

นางตกตะลึง เซียวเหยาอ๋องอยู่ข้างนอก!
บทสนทนาเมื่อครู่ถูกได้ยินไปแค่ไหนกันนะ!
ทั้งสองพลันตัวแข็งทื่อ

จวินเจ๋อผลักบานประตูทั้งสองฝั่งเปิดออก สาวเท้าเดินเข้ามาโดยมีแสงสว่างสาดทอจากเบื้องหลัง เขาสวมเสื้อคลุมผ้าไหมแขนกว้างสีแดงเลือดหมู เข็มขัดทองคำประดับหยกคาดอยู่ที่เอว
รอยยิ้มเย็นชาประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา นัยน์ตาดำขลับทอประกายคมปลาบ กู้อวี้ชมดูจนรู้สึกสะท้านในใจ
นางตอบสนองอย่างรวดเร็ว ดึงตัวเซียวสิงจือที่หน้าเผือดสีคุกเข่าแสดงคารวะ “ข้าน้อยกู้อวี้จากจวนเจิ้นกั๋วกงคารวะเซียวเหยาอ๋อง”
ชายเสเพลสองขาสั่นระริก โชคดีที่ไม่เสียมารยาท แล้วรีบร้อนกล่าวว่า “ข้าน้อยเซียวสิงจือจากจวนจงอี้โหวคารวะเซียวเหยาอ๋อง”
จวินเจ๋อเดินเข้ามา กล่าวเนิบช้า “กู้อวี้ เซียวสิงจือ”
น้ำเสียงที่ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนถูกกดดันจากผู้ที่อยู่เหนือกว่า พาให้กู้อวี้นึกถึงเหตุการณ์ในวันฝนตกคราวนั้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ครั้นได้ยินเขาพูดว่า “ลุกขึ้นเถอะ” กู้อวี้จึงรั้งตัวเซียวสิงจือที่ทำท่าจะลุกขึ้นได้ทันท่วงที พยักพเยิดให้อีกฝ่ายคุกเข่าต่อไป
จวินเจ๋อเลิกคิ้วขึ้น เขามองนางขณะกล่าวกับเซียวสิงจือ
“เซียวซื่อจื่อโปรดเงยหน้าขึ้น ลองดูซิว่าข้ามีหน้าตาอัปลักษณ์ขนรกรุงรังและมีเขางอกบนศีรษะเหมือนในคำร่ำลือหรือไม่”

นี่คือจอมวายร้ายที่กล้าทุบตีแม้แต่บุตรชายของเสนาบดีเชียวนะ!
เซียวสิงจือหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ กระทั่งคำพูดก็ยังพูดออกมาได้ไม่เต็มประโยค “ข้าน้อย ข้าน้อย…”
กู้อวี้นึกโมโหที่เขาใช้การไม่ได้ จึงได้แต่กล่าวว่า “เป็นข้าน้อยพูดจาไม่สำรวม เชิญท่านอ๋องโปรดลงโทษ”

[1] วัยสวมหมวก (弱冠) หมายถึง อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เป็นวัยที่ผู้ชายจีนในสมัยโบราณจะเข้าพิธีสวมหมวกเพื่อแสดงถึงการบรรลุนิติภาวะ
[2] หลานหลิงอ๋อง (兰陵王) มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 541 - 573 มีนามว่า เกาฉางกง เป็นแม่ทัพที่ได้ชื่อว่าเป็นบุรุษที่ใบหน้างดงามราวอิสตรีในสมัยราชวงศ์ฉีเหนือ เป็นหนึ่งในสี่ชายงามในประวัติศาสตร์ของจีน (อีกสามคนที่เหลือคือ พานอัน ซ่งอวี้ และเว่ยเจี้ย)
[3] จวิ้นจู่ (郡主) หมายถึงองค์หญิงชั้นรอง (รองลงมาจาก กงจู่ 公主) หรือท่านหญิงก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการสืบสายเลือดฝ่ายบิดาว่ามีความเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้หรือไม่
[4] เจียงหนาน (江南) โดยทั่วไปหมายถึงพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียง (หรือแม่น้ำแยงซี)

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...