โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ศาลเทพสวรรค์ "ข้าต้องการแต้มบุญ"

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 เม.ย. 2566 เวลา 11.22 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2566 เวลา 11.22 น. • ใบไม้ . bymye
เมื่อ

ข้อมูลเบื้องต้น

"โหด มัน ฮา" ไปกับลูกพี่ฉินสุดแกร่ง เวอร์วังไปกับพลังแห่งเทพเซียน ฮาท้องแข็งไปกับเหล่าตัวป่วนเซียนซุน ลูกศิษย์และเหล่าลูกกระจ๊อกของท่านเทพฉินเทียน

เมื่อ "ระบบแต้มบุญ" ได้สร้างหนึ่งมิจฉาชีพในตำนาน ที่ต้องตระเวนหลอกชาวบำเพ็ญทั่วหล้า มันก็เหนื่อยเหมือนกันนะที่ต้องแกล้งเป็นผู้ยิ่งใหญ่เนี่ย นอกจากนั้นไอ้ฉิบหายเหตุใดไอ้ระบบแต้มบุญถึงชอบเนิฟบิดานัก

.

.

ใครรักใครชอบ “พี่ฉิน” ตามกลิ่นจางๆ และความฮาของพี่ฉินได้ที่นิยายเรื่อง “เจ้าสำนักใต้หล้า อะไรนะข้าเป็นเอนพีซี” โดยจะเปิดให้อ่านปีหน้า ส่วนจะลงเมื่อไหร่ ติดตามผ่าน youtube ของเราได้นะครับ ( https://www.youtube.com/@bymye )

กราบไหว้บิดา มารดา

เหนือป่าใหญ่มีทิวเขาลูกแล้วลูกเล่าบนเขาลูกหนึ่งที่มีผาโล่งเตียน ณ ที่แห่งนั้นมีหนึ่งบุรุษผู้สวมใส่เสื้อผ้าเก่าครึดูซอมซ่อ เนื้อผ้าที่ควรจะเป็นสีขาวหากแต่มันผ่านวันเวลาและการใช้งานมาเนิ่นนาน สภาพของมันจึงดูน่าอดสูยิ่ง

นอกจากสีจะออกเทาหมนและเปรอะเปื้อน รอยขาดและรอยปะเย็บยังเต็มไปทั้งชุด แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นท่วงท่าและลักษณะของบุรุษผู้นี้ก็นับว่าดูเป็นผู้ทรงปัญญายิ่ง

แต่แม้จะดูทรงปัญญาเป็นผู้มากความรู้ หากแต่ก็เป็นเพียงปัญญาชนผู้ยากไร้

ในวันนี้ผ่านไปกว่าชั่วยามแล้วบุรุษผู้นี้มาที่นี่ เขาได้ทำการปัดกวาดเช็ดถูกป้ายไม้สองอัน หนึ่ง [ฉินซอง] ข้างใต้เขียนว่ามารดาผู้แสนดีตลอดกาล อีกหนึ่งป้ายเขียน [ฉินฮ่าว] บิดาโง่เง่าผู้ซื่อตรง

หลังปัดกวาดเช็ดถูกเขาก็นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ทีท่าดูเป็นบัณฑิตมากความรู้ยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นในใจของบุรุษผู้นี้กลับมีแต่คำบ่นและวาจาสามหาวทอดอาลัยรักต่อบิดามารดา

'ท่านพ่อนะท่านพ่อ ตอนนั้นข้าบอกท่านแล้วทำไมท่านไม่เชื่อข้า ตระกูลท่านส่งท่านไปตายชัดๆ ท่านก็จะไป ไยท่านจึงโง่เง่าเช่นนี้ หากตอนนั้นข้าอายุมากเสียหน่อยข้าจะตีขาท่านให้หักเพื่อที่ท่านจะได้ไม่ต้องไป ท่านดูซิภรรยาของท่านหรือก็คือท่านแม่ของข้านางงดงามขนาดไหน แม้จะไม่งามล้ำและเซ็กซี่ปาทังก้าเหมือนสาวๆ ในชีวิตก่อนของข้า แต่ข้าของพูดตรงๆ เลยนะท่านพ่อ หน้าตาแบบท่านหาได้แบบท่านแม่ก็นับว่าบุญแล้ว…'

บุรุษผู้มีทีท่าบัณฑิตผู้สวมชุดเก่าโทรมพร่ำบ่นไปคำรบหนึ่งจบ ก็ยกเหล้ารำราคาถูกขึ้น ก่อนจะเทใส่จอกและยกขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะพร่ำบ่นในใจต่อ โดยไม่ทิ้งทีท่าภูมิฐานทรงภูมิปัญญา

'ท่านรู้ไหมหลังจากท่านจากไปท่านแม่ของข้าลำบากเพียงไหน ตระกูลฉินของท่านทำกับท่านแม่เยี่ยงไร โลกนี้ก็ชั่งคร่ำครึ ไยไม่ให้เกียรติสตรีบ้าง ท่านรู้หรือไม่ในสมัยของข้าผู้ชายและผู้หญิงนั้นเท่าเทียมกัน เผลอๆ เกิดเป็นผู้หญิงดีกว่าผู้ชายเสียอีก ช่างต่างกับสมัยนี้… แต่ความผิดทั้งหมดข้าไม่โทษท่านแม่เหรอนะท่านพ่อ ท่านนะสิผิด เพราะท่าน…' เพียงคิดถึงตรงนี้บุรุษผู้มีท่วงท่าของบัณฑิตก็มือไม้สั่นน้ำตาคลอ ความรู้สึกในใจของเขาต่อบิดานั้นช่างเจ็บปวดยิ่ง แม้ในใจจะพร่ำบ่น หากแต่ความรักและความเคารพต่อบิดากลับเป็นสิ่งจริงแท้

'ท่านพ่อ ท่านรู้ไหมชีวิตเก่าข้านั้นมีชื่อว่าอะไร ชื่อของข้าคือ "ต้าผู้โชคร้าย" ในวันที่ข้าเกิดแม่ข้าก็จากไป เกิดได้ไม่นานนาสวนที่บ้านก็ห่าลงปลูกอะไรก็ตายหมด พอตั้งต้นจะปลูกได้บ้างน้ำก็ท่วมซ้ำ ไม่ช้าทุกคนในบ้าน แม้แต่พ่อแท้ๆ ของข้าในตอนนั้นก็ยังทิ้งข้าไป ตั้งแต่เล็กข้าไร้มารดาเลี้ยงดู ข้ามีพ่อก็เหมือนไม่มี แต่ถึงอย่างนั้นท่านรู้ไม่ ข้าก็ดีใจที่ข้ามีพ่อ ด้วยคำว่าโชคร้ายในชื่อของข้า ข้าตั้งใจพิสูจน์ตัวเอง ข้าตื่นเช้ากว่าคนอื่นเขาเพื่อให้ได้ไปโรงเรียนให้เร็วขึ้น ข้ากลับบ้านช้ากว่าคนอื่นเขาเพื่ออ่านหนังสือให้ได้มากขึ้น ดึกดื่นและวันหยุดข้าทำงาน ข้าทำแบบนี้ทุกวันจนกระทั่งวันที่ข้าเรียนจบ ท่านรู้ไหมข้าหวังอะไร ข้าหวังเพียงแค่ว่าข้าจะไม่ใช่เด็กโชคร้าย ข้าหวังเพียงแค่ให้พ่อของข้ามองเห็นข้า ดีใจไปกับข้า…' เมื่อคำพร่ำบ่นมาถึงตรงนี้หนึ่งมือถือจอเหล้ารำก็สั่นเครือ น้ำตาก็ไหลอาบแก้มอันซูบผอมของบุรุษผู้ซอมซ่อ

'ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านรู้ไหมตั้งแต่วันแรกที่ข้าจำความได้และรู้ได้ว่า ข้าได้เกิดเป็นลูกของพวกท่าน ได้มีบิดามารดาที่รักข้าจริงๆ นั้นข้าดีใจมากขนาดไหน แต่ท่าน… ท่านพ่อ ท่านช่างเป็นบิดาที่ไม่เอาไหน ไยจึงพร่ำสอนแต่คุณธรรมน้ำใจ ไยจึงบอกให้ข้าเป็นบุรุษผู้ซื่อสัตย์สุจริต ทั้งๆ ที่ยุคสมัยนี้มีแต่ผู้คดโกง!!!' บุรุษผู้ซูบผอมผู้สวมเสื้อผ้าเก่าโทรมตะโกนก้องในใจ แต่ทีท่าภายนอกของเขายังนิ่งสงบเหมือนเดิม มีแต่เพียงน้ำตาที่ไหลรินออกมาต่อเนื่อง พร้อมกับมือที่จับจอเหล้าที่สั่นไหว

'ท่านพ่อ พ่อค้าซื่อตรงมิอาจจะหวังร่ำรวย ชาวยุทธ์มิถือดาบมิอาจจะล่าสังหาร… แต่ถึงอย่างนั้น… ข้าก็เป็นลูกของท่าน สิ่งที่ท่านพ่อและท่านแม่สั่งสอนข้า "ต้าผู้โชคร้าย" ผู้เกิดใหม่มาเป็นลูกของท่าน "ฉินเทียน" ผู้นี้ก็ยังจดจำคำสั่งสอนของพวกท่านทั้งสองได้เป็นอย่างดี ข้ายังปฏิบัติตามทุกคำที่ท่านสอนแม้ใครๆ จะมองข้าว่าเป็นไอ้โง่ก็ตาม หนึ่งบุรุษต้องซื่อสัตย์มีคุณธรรม คำนี้ท่านพ่อชอบพูดกับข้าเสมอ ข้ายังปฏิบัติอยู่ สองต่อหน้าสตรีต้องอ่อนโยนมีน้ำใจ สิ่งนี้ท่านแม่สอนสั่ง หากแต่ข้าต้องขอบอกกับท่านแม่ตามตรง สิ่งที่ท่านสอนข้าหาใช่จะไม่ปฏิบัติตาม หากแต่ตั้งแต่เติบใหญ่มาเกรงว่าลูกของท่านคงจะไม่มีสตรีหรือบุตรธิดาบ้านใดจะสนใจข้า ผู้ที่ถูกเรียกขานเต่าโง่งมผู้นี้ได้ ด้วยชื่อเสียงนี้ท่านแม่เกรงว่าลูกจะอกตัญญูต่อท่านแล้ว…' คิดในใจจบประโยคนี้บุรุษหนุ่มก็ซดเหล้ารำเขาปากต่อในทันที

'สำนักศึกษาเมืองเมฆาพยับบัดนี้ข้าเรียนที่นี้มาครบ 12 ปีแล้ว ท่านอาจารย์บอกข้าว่า ตัวข้านั้นถึงเวลาควรแก่งานแล้ว ข่าวจากเมืองหลวงบอกว่ามีนางมารร้ายหลบหนีฝีมือนางก็กล้าแกร่งไม่น้อย ว่ากันว่านางมารผู้นี้มีระดับถึงสัญลักษณ์แดง นอกจากนั้นว่ากันว่านางมารร้านนี้มีการลงมือที่โหดเหี้ยม นางลงมือแต่ละทีดับชีวิตสังหารผู้คนไม่มีปราณีแม้แต่น้อย ทั่วอาณาจักรต่างส่งคนสืบหานาง จะมากจะน้อยแต่ละเมืองต้องส่งคนไป สำนักศึกษาเมืองเมฆาพยับเลือกส่งข้าไปท่านพ่อ ท่านรู้ไหมว่าข้าตอนนี้มีระดับฝึกฝนเท่าไรถึงได้ถูกส่งไป…'

"หึหึ" เสียงหัวเราะในลำคอของฉินเทียนดังออกมาเบาๆ และที่เขาหัวเราะไม่ใช่เพราะตัวเขากำลังดีใจที่จะได้ทำงานใหญ่ หากแต่เป็นเพราะตัวเขากำลังจะไปตาย

ในโลกใบนี้ ซึ่งเป็นโลกแห่งผู้ฝึกตนระดับสัญลักษณ์แดงนั้น ใครต่อใครก็รู้กันว่ายอดเยี่ยมเพียงไหน คนธรรมดาเรียกขานผู้มีสัญลักษณ์แดงประดุจเทพเซียน เป็นเหมือนตัวตนที่เป็นตำนานที่มีชีวิตอยู่

หากแต่ตัวฉินเทียนเล่ากล้าแข็งเพียงใดตัวมันถึงได้ถูกเลือกไปทำหน้าที่เช่นนี้

"ท่านพ่อท่านแม่ ท่านรู้ไหมชีวิตลูกชายท่านคนนี้ช่างอาภัพอับโชคแค่ไหน ผู้คนทั่วไปมีเส้นชีพจรวิญญาณ 2 เส้นบ้าง 3 เส้นบางเป็นปกติ หากแต่ตัวข้า นอกจากมีเส้นชีพจรวิญญาณเดียว ยังเป็นเส้นชีพจรชำรุดเสียหายอีก เหล่ามิตรสหายในสำนักยุทธ์ในเมืองผ่านไป 5 ปี ทุกคนต่างเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสัญลักษณ์ขาวไม่ขั้น 1 ก็ขั้น 2 กันหมด แต่บัดนี้ลูกชายอักตัญญูของท่านคนนี้ใช้เวลา 12 ปี สำเร็จเพียงตราสัญลักษณ์สีขาวจางขั้นหนึ่งเพียงเท่านั้น ดินแดนฝึกตนนี้ผู้คนต่างรู้กันว่า…" ฉินเทียนหยุดพูดต่อหน้าหลุมฝังศพของบิดามารดามันครู่พร้อมถอนหายใจ

"สัญลักษณ์ระดับขาวจางทั่วไปฝึก 1 ปีต่อหนึ่งขั้นก็สำเร็จ แต่ข้ากลับใช้เวลา 12 ปีถึงสำเร็จ 1 ขั้น ท่านพ่อท่านแม่ แท้จริงหาใช่ตัวข้าโง่งม หากแต่เป็นชะตาลิขิต เป็นลูกคนนี้ทำให้พวกท่านผิดหวัง ทั้งๆ ที่ท่านทั้งสองอุตส่าห์ฝากฝังให้ข้าได้เล่าเรียน แต่ข้ากลับทำได้แค่เพียงเท่านี้ ลูกคนนี้ของท่านช่างอกตัญญูยิ่งนัก"

กล่าวจบฉินเทียนก็คุกเข่าก้มกราบป้ายวิญญาณบิดามารดาของมัน

10 ปีก่อนตระกูลฉินมอบหนึ่งภารกิจให้ฉินฮ่าวผู้เป็นบิดาของฉินเทียนบุรุษผู้ได้ข้ามมิติและกลายมาเป็นบุรุษผู้ซอมซ่อที่กำลังนั่งคุกเข่าที่หน้าป้ายวิญญาณในปัจจุบัน

ภารกิจนั้นเป็นภารกิจแห่งความตายที่แทบจะไม่มีวันได้หวนกลับ มันภารกิจหาสัตว์จิตวิญญาณอสูรระดับสูงในแดนลับซึ่งมีความยากลำบากอย่างยิ่ง โดยทางตระกูลฉินได้บอกว่า หากฉินฮ่าวตกลง ทางตระกูลก็พร้อมจะใช่เส้นสายให้ลูกชายของฉินฮ่าวได้ร่ำเรียนในสำนักใหญ่ในเมือง พร้อมส่งเสียงเลี้ยงดูอุปการะ

ฉินฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ดีใจ ตัวฉินฮ่าวมิใช่สายเลือดหลักของตระกูลฉินแม้มันจะแซ่ฉิน แต่ก็เป็นเพียงสายเลือดระดับต่ำของตระกูล หากจะมีอะไรดีกว่าผู้อื่นก็ตรงฉินฮ่าวบิดาของฉินเทียนเป็นคนซื่อตรงและห้าวหาญยิ่งเป็นที่รู้กันทั่วในหมู่คนในตระกูล

แต่เพราะแบบนั้น ในวันที่ฉินฮ่าวจะตกลงฉินเทียนในวัยเด็กก็ได้แต่กอดขาร้องไห้เพื่อให้ฉินฮ่าวล้มเลิกความตั้งใจ ฉินเทียนแม้จะเป็นเด็ก หากแต่อย่างไรตัวมันก็เคยเป็นบุรุษที่ผ่านวัยหนุ่มสาวมาจากอีกมิติหนึ่ง มันมีประสบการณ์ในการมองคน มันเพียงแค่เห็นสายตาของคนตระกูลฉิน ฉินเทียนตัวก็ร่วงรู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่มีดีแน่

หากแต่หัวใจของคนเป็นบิดา อย่างไรก็รักในตัวบุตรของตนยิ่ง โดยเฉพาะยิ่งเป็นบุตรคนเดียวของตัวเองที่แสนอาภัพ แม้รู้ว่าข้างหน้ามีเภทภัย แต่ก็ยังพร้อมทำเพื่อลูกน้อย

เมื่อฉินฮ่าวได้เห็นว่าตระกูลรักษาสัญญา ส่งฉินเทียนให้ร่ำเรียนที่สำนักเมฆาพยับได้สำเร็จ ฉินฮ่าวก็รักษาสัญญาออกตามหาสัตว์จิตวิญญาณระดับสูงให้ตระกูล

ข่าวว่ากันว่าฉินฮ่าวทำสำเร็จ มันสามารถหาสัตว์จิตวิญญาณระดับสูงที่หาพบได้ยากยิ่งเจอ หากแต่ตัวมันกลับแลกด้วยชีวิตของตัวเขาเพื่อส่งข่าวสารนี้กลับมา

หลังฉินฮ่าวตายเพียงปีเดียวตระกูลฉินก็เหมือนลืมเลือนคำสัญญาจะเลี้ยงดูส่งเสียฉินเทียนให้ร่ำเรียน เพียงปีเดียวหลังจากฉินฮ่าวตาย ทรัพยากรใดๆ ของตระกูลฉินก็มิเคยถึงมือของฉินเทียนในวัยเด็ก

นอกจากนั้นบุรุษบางคนในตระกูลฉิน เมื่อเห็นว่าฉินฮ่าวจากไปยังคิดข่มเห่งมารดาของฉินเทียนอีกเสียด้วยซ้ำ เมื่อเห็นว่ามารดาของฉินเทียนเป็นสตรีไร้ที่พึง

แต่นับว่าปัญญาของฉินเทียนยังพอมีอยู่ เมื่อพบว่ามีผู้ต่ำช้าจึงได้ออกอุบายช่วยเหลือมารดาสำเร็จอยู่ทุกครั้งไป บ้างร้องตะโกนเสียงดัง บ้างบอกกล่าวมือปราบมา บางครั้งอ้างกฎหมาย กฏมฑเทียนบาล กฏตระกูล

จนเหล่าบุรุษต่ำช้าของตระกูลฉินถึงกับปวดหัว ไม่กล้าตามราวีเกรงเรื่องราวจะใหญ่โต พวกมันได้แต่แอบพร่ำบ่นด่าในใจว่า "ไอ้เด็กเวรนี่รู้ความเกินไป" มันสามารถท่องกฎหมาย กฏบ้าน กฏเมืองจนพวกมันเกรงกลัวรู้ว่าได้ไม่คุ้มเสีย ยอมเสียเงินเสียงทองไปกับสตรีย่านโคมแดงดีกว่า

แต่อนิจจาผ่านเรื่องร้ายไปเรื่อง อีกเรื่องก็ปรากฏ หัวใจมารดาอย่างไรก็คือมารดา แม้ไร้ซึ่งเงินทองจากตระกูลฉิน หากแต่ฉินซองมารดาของฉินเทียน ก็ออกรับจ้างทำงานหนัก หาเงินหาทองหวังให้บุตรของตนได้เป็นผู้ฝึกตน แต่ละปีค่าใช้จ่ายก็มิใช่น้อยเลย

ส่วนฉินเทียนนั้นเล่าปรารถนาจะเดินบนเส้นทางฝึกตนก็หาไม่ นั่นเพราะตัวมันนับว่าเป็นผู้อาภัพอย่างแท้จริง

ในโลกแห่งผู้ฝึกตนใบนี้ หากปรารถนาจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ว่ากันว่าเจ็ดถึงแปดส่วนดูได้ตั้งแต่ถือกำเนิด

จำนวนเส้นชีพจรวิญญาณคือลิขิตว่าคนผู้นั้นจะเป็นคนธรรมดาหรือยอดคน

โดยคนทั่วไปในแผ่นดินนี้ต่างมีเส้นชีพจรวิญญาณ 1 - 2 เส้นกันเป็นปกติ หากแต่ถ้ามีเส้นชีพจรวิญญาณมากกว่านั้นเส้นทางฝึกตนก็ยิ่งรวดเร็วยิ่งขึ้น สูงสุดในบันทึกคือ 9 เส้นชีพจรวิญญาณ

หากแต่เพียงแค่ 7 ชีพจรวิญญาณก็นับว่าเป็นยอดคนแล้วสำหรับในแดนฝึกตนดินแดนนี้

แต่ฉินเทียนบุรุษผู้ข้ามมิติมาเกิดที่ดินแดนนี้ช่างเป็นบุรุษอาภัพนอกจากจะมีเส้นชีพจรวิญญาณน้อยกว่าคนอื่น ซึ่งมีเพียงแค่เส้นชีพจรวิญญาณเดียว เส้นชีพจรวิญญาณของตัวมันก็ยังเป็นเส้นชีพจรวิญญาณชำรุดอีกทำให้เส้นทางฝึกตนของตัวมันนั้นช่างล่าช้ายิ่ง

และเพราะเหตุนี้ ฉินฮ่าวผู้เป็นบิดาของฉินเทียนจึงยอมตัดสินใจไปทำงานเสียงอันตรายเพื่อฉินเทียน เพื่อหวังว่าลูกคนนี้จะมีอนาคตที่ดี

หากแต่ฉินฮ่าวก็หารู้ไม่ชีวิตนี้ของฉินเทียนและมารดาหลังฉินฮ่าวจากไปนั้นนับว่าเลวร้ายอยู่มากทีเดียว

หลังจากพร่ำบ่นอยู่นานฉินเทียนก็ลุกขึ้นก่อนจะย่างก้าวเดินลงจากเทือกเขาแห่งนี้ไปอย่างช้าๆ แม้ในใจเขาจะพร่ำบ่นซึ่งตัวบิดา แต่ในภายหัวใจของมันก็รักบิดาคนนี้ยิ่ง บิดาที่เป็นยอมโง่งม หากแต่ความโง่เขลากับเป็นไปเพื่อบุตรของตัวเอง

ในชีวิตก่อนฉินเทียนเคยลำบาก ทำทุกสิ่งอย่างก็เพื่อปรารถนาให้ได้รับความรักและการยอมรับจากบิดาและคนในตระกูล อดทนขยันเล่าเรียนจนได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง ปรารถนาว่าหลังเรียนจบจะนำชื่อเสียงและการยอมรับมาสู่วงศ์ตระกูล

แต่อนิจจา ก่อนจะเรียนจบในคืนวันหนึ่งเขาก็พบว่ามีแสงสว่างจ้าส่องผ่านตัวเขา พอรู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ในที่มืดมิด ติดอยู่ในนั้นอยู่นาน ในไม่ช้าก็พบว่าตัวเองได้เกิดใหม่

ชีวิตในดินแดนนี้นับว่าแตกต่างจากในชีวิตเดิมอยู่มาก ฉินเทียนแทบจะไม่สามารถนำความรู้เก่าก่อนใดๆ มาใช้ได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นตัวเขาในวัยเยาว์ก็ถูกนับว่าเป็นอัจฉริยะของตระกูล เพราะหลักการคำนวณ เขียนอ่าน ท่องตำราเขาทำได้ดีเกินเด็ก นอกจากนั้นนิสัยรักการอ่านเขียนเรียนวิชาจากชีวิตก่อนก็ซึมลึกติดตัวมา

แต่อนิจจาโลกใบนี้เป็นของผู้ฝึกยุทธ์ แม้ฉินเทียนจะโดดเด่นด้านการเล่าเรียนจะมีประโยชน์ใดเล่า แต่เมื่อตระกูลรู้ว่าเขามีชีพจรวิญญาณหนึ่งเส้นนอกจากนั้นชีพจรวิญญาณยังชำรุด ความใส่ใจในตัวฉินเทียนก็หมดไป มีเพียงบิดามารดา ฉินฮ่าวและฉินซองเท่านั้นที่ยังรักและใส่ใจในตัวฉินเทียนอย่างไม่มีข้อแม้

และด้วยความรักของทั้งสองทำให้ในหัวใจของฉินเทียนนับว่าได้รับการเติมเต็มแล้ว

และเพราะแบบนี้ในหัวใจของฉินเทียน สิ่งใดเล่าที่บิดามารดาเขาบอกกล่าวสั่งสอน หรือเป็นความปรารถนาใดๆ ของบิดามารดาฉินเทียนสัญญากับตัวเองว่าชีวิตนี้เขาจะกระทำ แม้เส้นทางนั้นจะลำบากและเป็นไปไม่ได้สำหรับตัวมันเลยก็ตาม

--- ณ สำนักเมฆาพยับ ---

ในป่าหนาทึบที่รายล้อมไปด้วยเทือกเขา ณ ใจกลางนั้นมีอาคารสถาน ที่ตั้งตระหง่านเรียงรายเป็นระเบียบ มันคือสำนักเมฆาพยับ เป็นสถานที่สำนักฝึกตนแห่งหนึ่งในเมืองชนบทอันห่างไกล แต่มันก็นับว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่งของเขตแดนนี้แล้ว ในสำนักแห่งนี้มีผู้ฝึกตนอาศัยอยู่นับพันชีวิต ถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลย แต่ถึงอย่างนั้นตัวเลขนี้ก็ถือว่าเล็กน้อย ถือว่าสำนักเมฆาพยับนั้นยังเป็นสำนักขนาดเล็กอยู่ดี

ฉินเทียนที่ได้ศึกษา ณ ดินแดนฝึกตนแห่งนี้ แม้ว่าเส้นทางฝึกตนจะไม่ก้าวหน้า หากแต่ความรู้จากการอ่านตำรามาหลายปีก็ทำให้เขาได้รู้จักโลกแห่งการฝึกตนแห่งนี้มากขึ้น โลกใบนี้กว้างใหญ่กว่าที่ฉินเทียนคิดเอาไว้มากนัก

หากปรารถนาจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็มีเพียงเส้นทางของผู้ฝึกตนเท่านั้นที่จะทำให้ตัวเขาได้คว้าเดือนคว้าดาวได้สำเร็จ หากแต่การจะได้เป็นผู้ฝึกตนที่แท้จริงก็แสนยากเย็น หากไม่มีเส้นสายก็แทบจะเป็นไปไม่ได้

ในความรู้ที่ฉินเทียนได้ศึกษา โลกใบนี้แยกคนธรรมดาและผู้ฝึกตนไว้อย่างชัดเจน ผู้ฝึกตนจะอยู่แดนหนึ่ง คนธรรมดาก็จะใช้ชีวิตอีกแดนหนึ่ง ส่วนเหตุผลกลนัยน์นั้นในเบื้องต้นฉินเทียนก็หาได้เข้าใจไม่ เหตุเพราะข้อมูลในสำนักเมฆาพยับนั้นมีเพียงส่วนน้อย ยังไม่ถือว่าเป็นสำนักฝึกตนอย่างแท้จริง

ผู้ฝึกตนโดยทั่วไปจะถูกผู้คนสามัญเรียกว่าท่านเซียน เหตุเพราะสามารถแสดงอภินิหารอัศจรรย์ต่างๆ ได้ แต่ในเหล่าผู้ฝึกตนก็ต่างรู้ว่าความสามารถต่างๆ เหล่านี้หาได้พิเศษมันมีการแบ่งแยกขีดขั้นกันอย่างชัดเจนโดยสัญลักษณ์วิญญาณ

ขาวจาง ขาวเข้ม เหลืองอ่อน คือผู้ฝึกตนระดับเดินดิน เหลืองเข้ม ส้มอ่อน ส้มเข้ม แดง แดงเข้ม คือขอบเขตของผู้ฝึกตนที่แท้จริง โดยในชนบทห่างไกลเช่นนี้ สำนักเมฆาพยับนั้นมีเพียงแค่ขีดขั้นสัญลักษณ์วิญญาณขาวเข้มและเหลืองอ่อน ยกเว้นเพียงเจ้าสำนักและเจ้าเมืองเท่านั้นที่เป็นตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้ม

ส่วนสัญลักษณ์วิญญาณนั้นคืออะไร? หากจะให้อธิบายสั้นๆ มันก็คือรูปแบบการฝึกตนของคนในดินแดนแห่งนี้

ไม่รู้ว่าวิธีการฝึกตนนี้เริ่มต้นเมื่อไหร่และใครเป็นคนเริ่ม หากแต่สิ่งนี้ถูกส่งต่อจากบรรพบุรุษมานานนับหมื่นๆ แสนๆ ปี ผู้คนในดินแดนแห่งนี้ หลังจากอายุ 8 ขวบ ทุกคนบนโลกใบนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่าดวงวิญญาณอยู่ที่กลางกาย โดยทั่วไปจะไม่สามารถมองเห็น ยกเว้นผู้วิเศษผู้ฝึกตนระดับสูง จะสามารถมองออกได้ทันที

โดยกายเนื้อของทุกคนจะมีการเชื่อมต่อกับดวงวิญญาณกลางกายนี้ ผ่านเส้นชีพจรวิญญาณ

บรรพบุรุษในอดีตว่ากันว่าได้ค้นพบเส้นทางการฝึกตนนี้ และได้ริเริ่มแนวทางการฝึกตนเป็นหลายแขนง ก่อนเกิดเป็นสำนักและชุมชนต่างๆ มากมาย สำนักใดโดดเด่นก็มีการใช้ดวงวิญญาณกลางกายนี้ทำสิ่งอัศจรรย์ได้หลากหลาย บางเหาะเหินเดินอากาศ บ้างเรียกลมเรียกฝน บ้างสร้างสายฟ้าเปลวอัคคี กลายเป็นตำนานเทพเซียนในดินแดนต่างๆ ในโลกใบนี้ไป

สิ่งเหล่านี้มันเป็นยอดปรารถนาของทุกผู้คนในดินแดนแห่งนี้ นอกจากนั้นในเส้นทางผู้ฝึกตน ผู้คนทั้งหลายต่างรู้ดีว่าเหล่าเทพเซียนนี้มีอายุอนามเกินคนธรรมดาไปมากมายนัก บ้างว่าร้อยปี พันปี บ้างว่าหมื่นปีก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้

และเพราะแบบนั้นคนทั่วหล้าแดนดินจึงใฝ่หาเส้นทางแห่งการฝึกตน

แต่อนิจจาดินแดนแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่จนเกินจินตนาการ ว่ากันว่าคนธรรมดาต่อให้ใช้เวลาเดินทางร้อยปี ก็ไม่อาจจะเดินได้ทั่วหนึ่งทวีป

ฉินเทียนก็เช่น มันถึงกับตกใจเมื่อรู้ว่าดินแดนที่ตัวมันอยู่กว้างใหญ่ถึงเพียงไหน คนธรรมดาประดุจกบในกะลาที่มิอาจจะรู้ความจริงนี้ได้ แต่ในโลกที่กว้างใหญ่เช่นนี้หากเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตเหยียบฟ้าย้ำนภา การท่องไปทั่วหล้าแดนดินก็หาใช่เป็นไปไม่ได้

ในตอนแรกฉินเทียนก็ดีใจที่ได้เกิดใหม่มาอยู่ที่ดินแดนแห่งนี้ มันราวกับเป็นความฝันของเด็กหนุ่ม หากแต่เมื่อได้มาใช้ชีวิตที่นี่จริงๆ ตัวมันเองก็ได้แต่ถอดทอนใจในความอับโชคของตัวเอง ที่ฟ้าดินช่างกลั่นแกล้ง ให้โอกาสตัวมันได้มาอยู่บนเส้นทางแห่งผู้ฝึกตน แต่ไม่ให้โอกาสมันได้ปีนป่าย ด้วยเหตุเพราะมีร่างกายที่ชำรุด เส้นชีพจรวิญญาณพุพัง

ในขณะฉินเทียนกำลังเดินเข้าสู่สำนักในช่วงค่ำมืด ก็มีบุรุษสตรีหลายคนกระโดดออกมาดักทางของตัวมัน ร่างของพวกเขาทั้งหลายปรากฏร่างวิญญาณจางๆ รูปแบบต่างๆ แตกต่างกัน ตรงกลางหน้าผามีตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มติดอยู่

"ไงเจ้าโง่ฉินเทียน วันนี้ออกไปข้างนอกกว่าจะกลับก็มืดค่ำ เพราะเจ้าทำให้วันนี้ข้าและศิษย์พี่น้องหลายคนต้องถูกดุด่า"

ฉินเทียนมองไปที่บุรุษที่กำลังกล่าววาจา ในใจสบถด่าบิดามารดาพวกมันในใจ ราวกับว่าเหตุการณ์เหล่านี้ช่างคุ้นเคยและเป็นปกติกับตนเอง

หลงหลิน

!!!ตุบ ตับ ตุบ ตับ

เสียงมือหมัดและสหบาทาซ้ำแล้วซ้ำเล่าถูกประเคนใส่ฉินเทียน กลุ่มคนบุรุษและสตรีเพศศิษย์ร่วมสำนักเหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้ หากจะให้ย้อนความก็เกรงว่าเหตุใหญ่ใจความก็เพราะสตรีผู้งดงามนางหนึ่งของสำนักเมฆาแห่งนี้ นางเป็นบุตรีคนเล็กของเจ้าสำนักที่ถูกเลี้ยงดูโดยพิถีพิถันหวังให้เป็นยอดคนเป็นยอดความหวังของสำนักเมฆาพยับแห่งนี้ เนื่องด้วยนอกจากความงดงามเป็นธรรมชาติของนาง ที่แม้ว่าจะไม่ถึงกับเด่นล้ำจนยากหาผู้ใดเทียบเทียม หากแต่ในเมืองใหญ่ของชนบทเช่นนี้ หากนับร้อยสตรีผู้งดงามเป็นที่สุดอย่างน้อยๆ นางต้องติดหนึ่งในสิบ หรือหนึ่งในสี่สตรีแม่นางน้อยที่งดงามที่สุดเป็นแน่

หากแต่สิ่งที่ทำให้ตระกูลน้อยใหญ่ในเขตแดนนี้ปรารถนาให้บุตรหลานตบแต่งนางเข้าสู่ตระกูลให้จงได้ ก็มีเพียงเหตุผลเดียวนั่นคือความพิเศษในตัวนางที่มีชีพจรวิญญาณเจ็ดเส้น ซึ่งบ่งบอกถึงความสำเร็จในเส้นทางการบ่มเพาะ ที่นางถูกกำหนดให้เป็นยอดหญิง เป็นยอดสตรีมหายุทธ์

แต่นอกจากความงดงามเป็นธรรมชาติของนางและเส้นทางยุทธ์ที่ดีเลิศแล้ว จิตใจของนางก็ยังแสนดีโดยธรรมชาติ ในสำนักเมฆาพยับ แม้บุรุษเพศมากมายจะหมายตานางหวังสนิทสนม หากแต่กลับมีบุรุษเพียงผู้เดียวที่นางสนิทสนมเป็นกันเองเป็นที่สุดนั้นคือฉินเทียน

ซึ่งความสนิทสนมระหว่างฉินเทียนกับลูกสาวเจ้าสำนักเมฆาพยับนางนี้นั้น แท้จริงก็หาใช่ความสัมพันธ์ชายหญิง หากแต่มันเป็นเพียงพี่น้องมิตรสหายท่องตำรา เพราะฉินเทียนนั้นเป็นคนรักการอ่าน รอบรู้ศาสตร์หลายแขนง หลายๆ อย่างเก่งเกินล้ำผู้เป็นอาจารย์ไปมาก เสียเพียงอย่างเดียววรยุทธ์นั้นต่ำต้อยจนแลดูบัดซบ นอกจากนั้นตัวมันก็เป็นเพียงลูกหลานตระกูลชนชั้นบ่าวไพร่จึงไม่เป็นที่รักของหมู่อาจารย์ในสำนัก ต่างกับเหล่าศิษย์สายตรงจากตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองที่มักเป็นที่รักของอาจารย์ทั้งหลาย นั้นเพราะพวกศิษย์เหล่านี้มักมีของกำนัล สินน้ำใจมอบให้เหล่าครูบาอาจารย์เหล่านี้ไม่ขาดมือ

ตรงข้ามกับฉินเทียน ไม่มีเงินทรัพย์สินไปแสดงน้ำใจต่ออาจารย์จะมอบสิ่งใดก็ดูต่ำต้อยไร้ค่าไปเสียงหมด บางครั้งมอบของทำมือ เหล่าครูบาอาจารย์ในสำนักก็ดูแคลนเสียอีก ลึกๆ แม้ฉินเทียนจะทำใจได้แต่ก็มีไม่น้อยที่น้อยเนื้อต่ำใจจริงๆ เช่นกัน

ในสถานที่อ้างว้างเช่นนี้ ในหอตำราของสำนักฉินเทียนก็เลยชอบคลุกอยู่แต่ที่นั่น และมิตรภาพของตัวมันกับลูกสาวของเจ้าสำนักก็เกิดขึ้น จนสตรีผู้งดงามนางนี้ถึงกับออกปากเรียกฉินเทียนว่าพี่ใหญ่อยู่เสมอ ฉินเทียนนั้นย่อมไม่คิดอะไรกับเด็กน้อยในตอนนั้น นางอายุเพียงแปดเก้าขวบ หากแต่เมื่อเวลาค่อยๆ ล่วงผ่านไป

ความงดงามของนางก็ค่อยๆ ทอประกายดุจดาราบนท้องฟ้าที่ยากจะปกปิดแสงสว่างฉันใด ความงามของสตรีตัวน้องก็เช่นนั้น

นางเป็นที่หมายปองของบุรุษทุกผู้นามในสำนักเล็กๆ แห่งนี้ หากจะยกเว้นคนหนึ่งก็คงเป็นฉินเทียนที่คิดกับนางประหนึ่งน้องสาวแท้ๆ น้ำใสใจจริงสะอาดดุจน้ำใสที่มองเห็นพื้นลึกถึงก้นสระ ไม่มีตะกอนใดๆ เจือปน หากแต่ใจมนุษย์เล่าย่อมคิดไปตามจิตใจต่ำช้าภายในของตน

บุรุษมากมายจึงคาดหมายคิดกันไปเองว่าฉินเทียนนั้นเป็นสุนัขคิดกินเนื้อหงส์ เรื่องเหล่านี้จึงสร้างความไม่พอใจให้กับศิษย์น้อยใหญ่ สุดท้ายจึงกลายเป็นการกลั่นแกล้ง ทั้งๆ ที่แต่เดิมเนื้อแท้ของฉินเทียนนั้นไม่เคยคิดสิ่งใดเกินเลยไปเลยแม้แต่น้อย

"!!! หยุด" เสียงตะโกนดังลั่น ดังมาแต่ไกลแฝงอำนาจกล้าแข็งสายหนึ่ง ในความมืดมิดมีร่างร่างหนึ่งลอยเคว้งอยู่กลางนภา

เมื่อคนทั้งหลายมองขึ้นไปก็ต่างออกปากเป็นเสียงเดียวกัน "ท่านเจ้าสำนัก"

ใช่แล้วผู้ที่ลอยเคว้งอยู่กลางนภา กลางหน้าผามีสัญลักษณ์รูปวานรคลั่งคือเจ้าสำนักแห่งนี้ เจ้าสำนักเมฆาพยับหลงเจี่ย

หลงเจี่ยตะโกนเสียงดัง พร้อมตวาดใส่กลุ่มลูกศิษย์ชายหญิงทั้งหลายอย่างไม่เกรงใจ แม้ลึกๆ ตัวมันจะไม่ชอบฉินเทียนอยู่บ้าง แต่ก็รู้อยู่แก่ใจลูกสาวตนนั้นมิได้มีใจต่อเจ้าบุรุษหนุ่มผู้นี่เลยแม้แต่น้อย แต่ที่สนิทสนมกันเพราะชมชอบในความรู้เขียนอ่าน และนิทานน่าฟังที่ฉินเทียนเล่าให้ฟัง ความสนิทสนมตั้งแต่วัยเด็กมันฝังรากลึกจนมาถึงปัจจุบัน ส่วนความรู้สึกชายหญิง หลงเจี่ยได้ถามบุตรธิดาของตนจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดเกินเลยแน่นอน เพราะแบบนั้นจนถึงทุกวันนี้ฉินเทียนจึงยังได้มีโอกาสได้เป็นศิษย์สำนักเมฆาพยับ

หากแต่ถ้าบุตรธิดาของหลงเจี่ยนิยมชอบหลงใหลฉินเทียนเช่นสตรีเสน่ห์ใคร่รักในบุรุษ ในวันนี้ฉินเทียนคงหาได้มีชีวิตอยู่ไม่แล้ว หลงเจี่ยมันย่อมเลือกตัดสินใจสังหารฉินเทียนเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป เหลือตัดไฟแต่ต้นลมดีกว่า มิให้สะเก็ดไฟเล็กๆ นี้ไหม้เป็นไฟป่าใหญ่

แต่ด้วยความไม่พอใจเล็กๆ ในจิตใจของหลงเจี่ยต่อฉินเทียนที่สนิทสนมและเป็นที่นิยมต่อบุตรธิดาสุดที่รักของตน หลงเจี่ยในหลายปีมานี่ก็มักปิดตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้ศิษย์อาจารย์น้อยใหญ่ในสำนักกลั่นแกล้งฉินเทียนได้ตามใจชอบ ตัวเองก็ไม่คิดจะออกหน้าใดๆ ช่วยเหลือยกเว้นว่าวันใดบุตรธิดาสุดที่รักของตนร้องขอก็จะมาช่วยเหลือแบบขอไปทีทุกครั้งไป

หลายปีมานี่ก็เป็นเช่นนี้

หากแต่วันนี้ต่างออกไป

หลงเจี่ยตะโกนเสียงดังก้อง "พวกเจ้าเป็นศิษย์ร่วมสำนักไยไม่รักใคร่กลมเกลี่ยวกัน เหตุใดจึงลงไม่ลงมือเช่นนี้ พวกเจ้าต้องให้ข้าลงโทษถึงสาแก่ใจรึ" หลงเจี่ยที่พูดเสียงดังพลางจ้องหน้าไปยังศิษย์ทั้งหลาย แต่ละคนเมื่อได้เห็นเจ้าสำนักโกรธก็ออกสีหน้าหวาดกลัวกันอยู่ไม่น้อย วันนี้เจ้าสำนักดูแปลกไปจริงๆ ปกติก็มิใช่มิเคยลงมือ หากแต่วันนี้ทำไมท่านเจ้าสำนักจึงดุดันผิดปกติ มิใช่ปกติท่านปิดตาข้างหนึ่งหรอกรึ

หลงเจี่ยถอนหายใจเสียงดังเฮือกใหญ่ ก่อนจะเปล่าประกาศความผิดของศิษย์ทั้งหลายอย่างน่าประหลาดใจ "พวกเจ้าศิษย์พี่น้อง ร่วมกันรังแกศิษย์ร่วมสำนักฉินเทียน เหตุการณ์เช่นนี้ข้าในฐานะเจ้าสำนักคงจะมิลงโทษมิได้ แต่ในเมื่อทำผิดข้าก็จะให้โอกาสพวกเจ้าได้แก่ไข ให้พวกเจ้าทั้งหลายมอบคนละ 100 เหรียญเงินให้ฉินเทียนเป็นการไถ่โทษในครั้งนี้"

เหล่าศิษย์น้อยใหญ่ถึงกับตกตะลึงจำนวน 100 เหรียญเงินจะว่ามากก็มาก จะว่าน้อยก็น้อยสำหรับพวกเขา คนทั่วไปในดินแดนแห่งนี้มีรายได้กันอยู่ที่ 10 เหรียญเงิน 100 เหรียญเงินจึงเป็นเงินเกือบรายได้เกือบปี ดังนั้นทำให้มีศิษย์จำนวนหนึ่งถึงกับออกปากกับเจ้าสำนัก "ท่านเจ้าสำนักจำนวน 100 เหรียญเงินนั้นไม่มากไปเหรอขอรับ นั้นแทบจะเป็นเงินค่าใช้จ่ายหลายเดือนของศิษย์เลย" ศิษย์คนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอาลัยต่อเหรียญเงินที่หามาอย่างยากลำบากของตัวเอง แม้ตัวมันจะมีรายได้เกือบพันเหรียญเงินต่อปีก็ตาม

"งั้นรึ งั้นเจ้าไม่ต้องจ่ายก็ได้ แต่พวกเจ้าคงรู้แล้วนะว่าทางราชสำนักได้ประกาศเกณฑ์คนไปออกตามหานางมารผลึกโลหิต ได้ข่าวว่านางฆ่าได้แม้กระทั่งผู้บ่มเพาะระดับตราสัญลักษณ์ส้มอย่างสบายๆ บัดนี้มีคนตกตายเพราะนางไปนับพันชีวิตแล้ว แต่ก็ตามจับนางมารผู้นี้ไม่ได้ ตอนนี้ราชสำนักจึงสั่งให้สำนักน้อยใหญ่เกณฑ์กำลังคนออกค้นหานาง ทุกสำนักต้องส่งคนอย่างน้อยๆ หนึ่งในร้อยส่วนออกค้นหา สำนักเรามีคนอยู่ หนึ่งพันคนเศษ ในปัจจุบันมีศิษย์ถูกเลือกทั้งหมดสิบสองคน หนึ่งในนั้นคือฉินเทียน พวกเจ้าคนใดไม่จ่ายสินน้ำใจให้ฉินเทียนก็ให้ไปร่วมสืบหานางมารผนึกโลหิตพร้อมฉินเทียน เจ้าว่าดีไหม" เหล่าศิษย์น้อยใหญ่ได้ยินดังนั้นก็เสียวสั่นหลังวาบทันที

ส่วนฉินเทียนในใจก็พร่ำบ่นด่าหลงเจี่ยเจ้าสำนักเมฆาในใจ 'ข้าก็คิดว่าเจ้าเป็นคนดีมาจากไหน หลายปีมานี้ไม่เคยดูดำดูดีข้าเลยแม้แต่น้อย ปิดตาข้างหนึ่งปล่อยข้าถูกรังแกตลอด วันนี้เพราะข้าใกล้ตายจึงเมตตาเป็นพิเศษ แต่ช่างเถอะ ข้าจะไม่โทษเจ้าก็แล้วกันไอ้แก่ เห็นแก่หน้าน้องหลิน' แม้ฉินเทียนจะพูดในใจเช่นนี้ หากแต่การแสดงออกภายนอกของเขาและสีหน้าสีตา ก็แสดงออกถึงความนอบน้อมและความเคารพต่อหลงเจี่ย

หลงเจี่ยเห็นทีท่าของฉินเทียนก็ลูบหนวดที่ปลายคางอย่างสบายใจก่อนที่ค่อยๆ ลอยตัวหายไป หากแต่ก่อนไปยังกำชับว่าศิษย์ทั้งหลายต้องมอบ 100 เหรียญเงินให้แก่ฉินเทียนเป็นสินน้ำใจ หากใครไม่ให้ก็จะถูกลงโทษให้ไปทำภารกิจของสำนักออกค้นหานางมารผลึกโลหิตทันที

ถุงเงินถุงแล้วถุงเล่าถูกโยนมาให้ฉินเทียน นับจำนวนแล้วได้ 7 ถุงเงิน 700 เหรียญนับเป็นจำนวนเงินที่ชีวิตนี้ของฉินเทียนไม่เคยจับเงินทองมากมายขนาดนี้เลยแม้แต่น้อย สร้างความสุขบนความทุกข์ให้กับฉินเทียนยิ่ง

ร่างกายที่สะบักสะบอมในราตรีค่ำมืดค่อยๆ ตรวจนับเหรียญในถุงเงินถุงแล้วถุงเล่า แม้การได้เหรียญเงินในครั้งนี้นับว่าเป็นโชคในคราวเคราะห์ แต่ฉินเทียนก็ตั้งใจว่าหากใครให้เหรียญเงินไม่ครบตัวมันจะไปทวงพร้อมฟ้องเจ้าสำนักในทันที แต่นับจนแล้วจนรอดก็ได้ครบจำนวน ดูเหมือนว่าภารกิจสืบหาร่องรอยนางมารผลึกโลหิตช่างน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง แต่ละคนควักเหรียญเงินกันอย่างไม่เสียดายเลยแม้แต่น้อย

ฉินเทียนเดินกวัดแกว่งถุงเงินหมายจะกลับเข้าไปที่เพิงพักอาศัย ที่อยู่ด้านท้ายสำนัก ที่ตัวมันอยู่เพียงคนเดียว เพราะเนื่องด้วยตัวมันเองมีเงินจ่ายเพียงค่าเล่าเรียน ส่วนค่าที่พักอาศัยตัวมันไม่มีเงินจ่าย จึงได้แต่ปลูกเพิงพักอาศัยอยู่ส่วนท้ายของสำนัก ในป่าอันเงียบเชียบที่นานๆ ที่ก็มีเพื่อนเป็นสัตว์ป่า นกน้อย งูและแมลงต่างๆ อยู่เป็นประจำ

แต่วันนี้เมื่อเดินไปพบว่ามีสตรีวัยเยาว์ผู้หนึ่งยืนดักรออยู่ นางคือหลงหลิน สตรีผู้มีใบหน้างดงามเป็นธรรมชาติ ที่ไม่ต้องเติมแต่งสิ่งใดให้วุ่นวาย โฉมของนางช่างให้ความรู้สึกสบายตาน่ามองยิ่ง หลงหลินกล่าววาจาน้ำเสียงใสเรียกฉินหลงพี่ใหญ่ในทันที "พี่ใหญ่ท่านมาแล้วรึ" นางพูดพล่างพร้อมมองไปที่ใบหน้าของฉินเทียน ก็พบรอยช้ำน้อยช้ำใหญ่ไปทั่วไปหน้า นัยน์ตาของนางดูเศร้าเล็กน้อย "พี่ใหญ่ท่านถูกกลั่นแกล้งอีกแล้วรึ ท่านบอกข้าเถอะวันนี้ใครเป็นผู้ลงมือกับท่านหลงหลินน้องสาวของท่านผู้นี้จะเป็นผู้ไปลงไม้ลงมือทวงความเป็นธรรมให้ท่านเอง"

ฉินเทียนหัวเราะคำโต หลายปีมานี้ความสุขเล็กๆ ที่ได้อยู่ในสำนักแห่งนี้ก็คือน้องสาวคนนี้ ฉินเทียนไม่คิดเลยว่า การเล่าเรื่องจากนิทาน งานเขียนและหนังสือการ์ตูนต่างๆ ในโลกเก่าของตัวมันให้เด็กหญิงในวันนั้นฟัง วันนี้นางจะติดเขามากถึงเพียงนี้ ไปไหนก็เรียกเขาแต่พี่ใหญ่ๆ โดยไม่ดูเลยว่าเขานั้นยากจนและเป็นบุรุษผู้ตกต่ำและซอมซ่อเพียงใด และเพราะแบบนี้ก็ทำให้ฉินเทียนทั้งรักทั้งหลงเจ้าสตรีตัวน้อยนามหลงหลินประดุจน้องสาวของเขาจริงๆ

"หลงหลินเจ้าเห็นพี่ชายคนนี้เป็นอะไร ตัวข้าดูอ่อนแอมากนักรึ เจ้าจำไม่ได้รึพี่ชายคนนี้เคยบอกเจ้าว่าอะไร พี่ชายคนนี้เคยบอกเจ้าแล้วว่าจะใช้ชีวิตอิสระท่องไปทั่วหล้าดุจคนแซ่ลู่นามมังกรฟี่ และร่วมใต้หล้าให้เป็นหนึ่ง"

ดวงตาของหลงหลินเป็นประกายนางนึกถึงจอมยุทธ์แซ่ลู่ เรื่องเล่าในตำนานของยอดบุรุษผู้พิชิตดินแดนอย่างเสรีไปเจ็ดคาบสมุทร โดยที่นางไม่รู้เลยว่าฉินเทียนได้เอาตัวละครนี้ไปยำผสมกันจากทั้งการ์ตูนและวรรณกรรมหลากหลายเรื่อง แต่ก็ไม่รู้ทำไมยิ่งเล่าสตรีตัวน้อยก็ยิ่งติดอกติดใจเดินตามเขาเป็นแตงเม กลายเป็นคู่พี่น้องที่แสนประหลาด

ไม่ช้านัยน์ตาที่ส่องประกายของหลงหลินก็กลายเป็นหม่นหมอง "พี่ใหญ่ข้ามีเรื่องต้องบอกท่าน…"

ฉินเทียนมองคล้อยสายตาจ้องไปที่นัยน์ตาของหลงหลิน

"ข้าได้เป็นศิษย์สำนักใหญ่แล้วพี่ใหญ่ เป็นศิษย์สำนักยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งของทวีปเล็กแห่งนี้ ทางการบอกว่าเจ็ดชีพจรของข้าควรค่าแก่การไปรับใช้ราชสำนัก หากแต่ตอนนี้ให้ไปฝึกฝนที่สำนักอันดับหนึ่งของทวีปแห่งนี้เสียก่อน"

"สำนักนั้นมีชื่อว่าอะไรรึ" ฉินเทียนกล่าวถาม ไม่ใช่เพราะตัวมันไม่ศึกษาหาความรู้ หากแต่เป็นเพราะโลกใบนี้ใหญ่มากจนเกินไป การรวบรวมและการจัดเรียงข้อมูลข่าวสารก็ยังเป็นในรูปแบบเอกสารหนังสือเก่า มันไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเทอร์เน็ตให้ค้นหา ทำให้ในหลายๆ ครั้งข้อมูลบางอย่างในหอตำราก็เป็นเพียงข้อมูลเก่าเก็บ ฉินเทียนนั้นเคยถึงขนาดคิดไปว่า โลกใบนี้วันเวลาผ่านไปเป็นร้อย เป็นพันปี เหตุใดจึงไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเลย หากแต่เมื่อวันเวลาผ่านไป มันกลายเป็นยอดคนก็จึงเข้าใจ

"ฟ้าอนันตร์…" หลงหลินกล่าวตอบ

ฉินเทียนพยักหน้ารับก่อนที่จะยิ้มให้หลงหลินเด็กสาวตัวน้อยอายุ 14 ปี น้องสาวของมัน รอยยิ้มของฉินเทียนเป็นรอยยิ้มที่จริงใจและขาวสะอาดอย่างแท้จริงๆ มันเอามือลูบหัวของหลงหลินเบาๆ พร้อมกับพูดว่าดีแล้วดีแล้ว "ดีแล้วดีแล้วหลงหลินน้องสาวข้า เส้นทางของเจ้าวันหน้าต้องประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เป็นหน้าเป็นตาแก่ตระกูล และสร้างความภาคภูมิใจให้กับพี่ใหญ่ผู้นี้ยิ่ง แต่เจ้าจงจำไว้หากวันหนึ่งใครรังแกเจ้า ให้เจ้ารีบมาฟ้องพี่ใหญ่คนนี้ พี่ใหญ่คนนี้จะจัดการให้เจ้าเอง"

พอพูดถึงตรงนี้เสียงหัวเราะคิคิเบาๆ ก็ดังออกมาจากปากของหลงหลิน นางรู้ว่าพี่ใหญ่คนนี้ของนางนั้นช่างอ่อนแอเพียงไร อย่างว่าแต่จะสู้กับคนที่รังแกนางเลยแค่สู้กับนางก็แพ้ไม่เป็นท่าแล้ว "คิคิ พี่ใหญ่ท่านไม่รู้รึการบ่งเพาะร่างวิญญาณของข้านั้นระดับสัญลักษณ์ขาวเข้มขั้นสองแล้วนะ พี่ใหญ่ท่านนะพึงจะอยู่แค่ขาวจางขั้นหนึ่งไม่ใช่รึคิคิ และคนที่จะรังแกข้าได้ ไม่ใช่ว่าต้องเก่งกว่าข้ารึ อย่างน้อยๆ เขาก็ต้องมีความสามารถของผู้บ่มเพาะระดับสัญลักษณ์ขาวเข้มขั้นสองขึ้นไป พี่ใหญ่ท่านมั่นใจว่าสู้ได้รึ คิคิ"

ฉินเทียนกลืนน้ำลายอึกใหญ่คำหนึ่ง สีหน้าเศร้านิดๆ เพราะความจริงก็ฟ้องกันอยู่ว่าตัวมันนั้นทำอะไรไม่ได้จริงๆ แต่ต่อหน้าน้องสาวผู้เป็นที่รัก มีรึที่มันจะให้ศักดิ์ศรีของตัวเองแปดเปื้อน อย่างไรมันก็ถือตัวว่าเป็นพี่ชายของสตรีตัวน้อยผู้นี้อย่างแท้จริง ต่อให้ตายก็ปรารถนาจะปกป้องดูแลสตรีตัวน้อยคนนี้เป็นอย่างดี "แม้ตายพี่ใหญ่คนนี้ก็จะปกป้องเจ้า"

แก้มของหลงหลินแดงระเรื่อจางๆ ก่อนจะหัวเราะคิคิ เบาๆ อย่างน่าดู "พี่ใหญ่ท่านช่างพูดนัก ข้าจะคอยดู วันใดมีใครกลั่นแกล้งข้าวันนั้นข้าจะมาบอกกล่าวขอความช่วยเหลือจากท่าน"

ฉินเทียนยิ้มๆ ตอบแก่หลงหลิน โดยทีหลงหลินหารู้ไม่ คำพูดนี้ของฉินเทียนนั้นจริงจังยิ่งนัก

แม้ตัวมันจะตกตายหากถ้าหลงหลินน้องหญิงของมันเดือดร้อน ฉินเทียนก็พร้อมตีฝ่าไปช่วยนางด้วยชีวิต

เพราะนางคือน้องสาวของตัวมัน ญาติมิตรคนสุดท้ายที่มันเหลืออยู่ในชีวิตนี้

แม้มิใช่พี่น้องร่วมสายโลหิต แต่หัวใจและน้ำใจที่มีให้กันก็ช่างผูกพันยิ่งนัก

ออกเดินทาง

ฉินเทียนกับหลงหลินพูดคุยกันอยู่ช่วงหนึ่ง ไม่นานฉินเทียนก็ไล่สตรีตัวน้อยจากไป อย่างไรเสียงชายหญิงก็แตกต่าง ดึกดื่นมืดค่ำนางมาหาตัวเขาในสถานที่อันเปล่าเปลี่ยวเช่นนี้ แม้ผู้คนทั่วทั้งสำนักจะรู้ว่าตัวเขานั้นช่างเป็นบุรุษกระจอกงอกง่อย เป็นเพียงผู้บ่มเพาะขั้นสัญลักษณ์วิญญาณขาวจางขั้นหนึ่ง ไม่มีวันจะทำอะไรหลงหลินได้ เพียงฝ่ามือเดียวของนางก็ฆ่าเขาได้ แต่ถึงอย่างนั้นใจคนนั้นก็ยากแท้หยั่งถึง

หากพวกมันปรารถนาจะพูดในทางเสียหาย อย่างไรหลงหลินนางก็เป็นสตรี แม้นางจะยังอ่อนต่อโลกและไม่ใส่ใจต่อสิ่งเหล่านี้ แต่ฉินเทียนเล่า ตัวมันไม่มีทางปล่อยให้ผู้ที่เป็นเสมือนน้องสาวของตัวมันเองผู้นี้เสียหายได้อย่างแน่นอน จึงพูดคุยเพียงชั่วครู่แล้วไล่นางจากไป แม้นางจะไม่พอใจบ้างก็ตาม

ในใจของฉินเทียนก็ใจหาย จากกันวันนี้กับหลงหลินก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบเจอกันอีก พรุ่งนี้นางจะเดินทางไปยังสำนักอันดับหนึ่งของทวีปเล็กแห่งนี้ ส่วนตัวมันก็กำลังจะไปทำภารกิจที่มีโอกาสตายมากกว่ามีชีวิตอยู่ แต่ฉินเทียนก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับนาง ได้แต่ไล่นางจากไป

.

.

.

หลงเจี่ยยืนอยู่มุมหนึ่งในเงามืดค่อยๆ มองดูบุตรธิดาของตัวมันหลงหลินเดินจากเพลิงพักหลังเก่าโทรมของฉินเทียน ตัวมันอยู่ที่นี่ตลอดเวลา และได้ยินทุกสิ่งอย่างที่ฉินเทียนพูดกับหลงหลิน ในใจของมันก็ได้แต่ถอนหายใจ มันรู้สึกผิดต่อฉินเทียนไม่น้อย บุตรธิดาของมันก็นับว่าประหลาดมีมิตรสหายอยู่เพียงน้อยนิด และไม่ชอบทำสิ่งที่สตรีวัยเยาว์ส่วนใหญ่ชอบทำกัน แต่นางดันมาชมชอบอยู่ติดกับฉินเทียน สร้างความประหลาดใจและลำบากใจให้หลงเจี่ยไม่น้อย วันนี้บุตรธิดาของมันได้ออกปากขอร้องก่อนจะออกเดินทางไปยังสำนักฟ้าอนันตร์ ขออนุญาตมาบอกลาฉินเทียนเป็นครั้งสุดท้าย

ตอนแรกหลงเจี่ยคิดว่าฉินเทียนจะออกปากขอร้องบุตรธิดาของตนให้ออกปากมาขอร้องตัวมันสั่งไม่ให้ตัวมันเองฉินเทียน ไม่ต้องออกไปทำภารกิจสืบหาเบาะแสของนางมารผลึกโลหิต แต่ในความเป็นจริงก็หาไม่ ฉินเทียนไม่กล่าวเรื่องนี้ต้องหลงหลินแม้แต่น้อย หลงเจี่ยก็ได้แต่รอบด่าตัวเองในใจว่าดูหมิ่นวัยเยาว์อย่างฉินเทียนผู้นี้มากเกินไป ไม่คิดว่าเจ้าเด็กนี่จะเป็นห่วงเป็นใยบุตรธิดาตนเองมากขนาดนี้ ที่ฉินเทียนไม่บอกกล่าวเรื่องภารกิจกับหลงหลินก็คงมีแค่เพียงเหตุผลเดียว คือตัวมันกลัวหลงหลินเด็กสาวตัวน้อยของมันจะเป็นห่วงตัวมัน

ในฐานะพี่ชายนับว่าฉินเทียนทำได้ดีจริงๆ

หลงเจี่ยเหยียบพื้นดินในความมืดมิดไร้เสียงไร้สัมผัสใดๆ ที่เหล่าผู้ฝึกฝนระดับต่ำจะค้นพบ มันรักษาระยะห่างจากหลงหลินดูแลนางอยู่ห่างๆ อย่างเงียบๆ จนกระทั่งบุตรธิดาของมันกลับเข้าที่พักอย่างปลอดภัยมันจึงแยกจาก

.

.

.

เมื่อผ่านราตรีก็ถึงเวลาย่ำรุ่ง เสียงไก่ป่าร้องขันดังไปทั่ว สายลมแมกไม้ก็ปลิวสลวย เหล่าเด็กน้อยวัยเยาว์ บ้างสิบปี บ้างสิบสองปี วิ่งกันไปมาให้ควักไขว้ แต่หากให้สังเกตดีๆ เหล่าวัยเยาว์ทั้งหลาย ณ ที่แห่งนี้ ต่างก็มีตราสัญลักษณ์กลางหน้าผากเป็นสีขาวจางกันทุกคน บ้างมีหนึ่งจุดแต้มด้านล่างตราสัญลักษณ์ บ้างมีสองจุดแต้ม แต่ถึงอย่างนั้นบางคนก็มีสามจุดแต้มให้เห็น จุดเล็กๆ เหล่านี้ใต้ตราสัญลักษณ์กลางหน้าผากแสดงถึงขีดขั้นของร่างจิตวิญญาณ หรือก็คือความแข็งแกร่งของบุคคลนั้นๆ

การบ่มเพาะจิตวิญญาณของแดนนี้ จุดแต้มเหล่านี้แสดงถึงความสามารถและศักยภาพของผู้บ่มเพาะได้เป็นอย่างดี ว่ากันว่าโดยทั่วไปขอบเขตระดับขาวจางที่เป็นขอบเขตระดับต่ำสุดจะใช้เวลาบ่มเพาะหนี่งปีต่อหนึ่งขั้น เมื่อครบหกปีจากขาวจางไปสู่ขาวเข้มใช้เวลาเพิ่มอีกโดยทั่วไป 6 ปี และแต่ละขั้นของระดับขาวเข้มก็จะใช้ระยะเวลาบ่มเพาะโดยทั่วไปขั้นละ 6 ปี แต่หากมีพรสวรรค์แต่กำเนิดมีชีพจรวิญญาณมากกว่าคนทั่วไประยะเวลาในการฝึกก็จะน้อยกว่าคนทั่วไปมาก เช่นเดียวกับหลงหลินบุตรธิดาของหลงเจี่ย ที่บัดนี้อายุ 14 ปี แต่สามารถบ่มเพาะจนถึงระดับตราสัญลักษณ์ขาวเข้มขั้นสองได้ สิ่งนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งทีเดียว จึงไม่น่าแปลกใจที่แม้แต่สำนักใหญ่ก็ยังปรารถนาในการรับตัวนางไปฝึกฝน

เพราะในการบ่มเพาะนั้นยิ่งระดับสูงมากเท่าไหร่ระยะเวลาที่จะใช้บ่มเพาะแต่ละขั้นก็ยิ่งยาวนานอย่างมิอาจจะประมาณได้ ว่ากันว่าขีดสุดของขอบเขตของดินแดนแห่งนี้คือตราสัญลักษณ์สีแดงเข้ม ว่ากันว่าแต่ละขั้นในระดับสีแดงนั้นต้องใช้เวลานับพันๆ ปี สิ่งเหล่านี้อย่าว่าแต่สามัญชนเลย แม้แต่ผู้บ่มเพาะระดับต่ำก็มิอาจจะเข้าใจและคิดฝันถึงได้

ณ ตอนนี้ฉินเทียนรีบเก็บข้าวของของตน วันนี้เป็นวันที่ตัวมันต้องออกเดินทางไปทำภารกิจแล้ว แม้จะมีระดับกางบ่มเพาะเพียงตราสัญลักษณ์ขาวจางหนึ่งจุดแต้มเท่านั้น ฉินเทียนได้แต่ทอดถอนใจในความอับโชคของตัวมันเอง เมื่อวานตัวมันพึงบอกกล่าวกับหลงหลินสตรีตัวน้อยของมันว่าเมื่อใดหากนางถูกใครกลั่นแกล้งรังแกให้มาฟ้องตัวมัน มันทำตัวเก่งกล้าต่อหน้าสตรีตัวน้อย หากแต่พอมองดูตัวมันเองตอนนี้ช่างน่าอดสู่ยิ่งนัก

ด้านหน้าสำนักเมฆาพยับวันนี้ดูเหมือนว่าเป็นแหล่งรวมตัวของคนดวงตก แต่ละคนที่ถูกส่งมามีแต่คนที่มิอาจจะใช่การ ขอบเขตสูงสุดที่ส่งมากคือตราสัญลักษณ์เหลืองอ่อนหนึ่งจุดแต้ม บุคคลท่านนี้เป็นอาจารย์ในสำนัก แต่ว่ากันว่าเป็นคนไร้ภูมิหลังไร้ที่พึงจึงถูกส่งมาเป็นหัวหน้าภารกิจนี้ ส่วนเหล่าลูกศิษย์ลูกหาที่ถูกส่งมาอีกสิบคนเมื่อมองไปดีๆ แม้ทุกคนจะเป็นระดับขาวเข้มกันหมด หากแต่เมื่อสังเกตรูปร่างหน้าตาดีๆ ก็จะพบว่ามีแต่ผู้สูงวัยอายุสามสิบขึ้นทั้งนั้น

ฉินเทียนเห็นแบบนี้ก็ไม่แปลกใจ

ฉินเทียนเดินก้มหน้าก้มตาบุคลิกท่วงท่านอบน้อมเดินเข้ากลุ่มหมายแสดงตัวว่าเป็นหนึ่งในผู้ได้รับภารกิจ หากแต่เมื่อเดินเข้าไปสายตาของศิษย์รุ่นใหญ่ทั้งหลายที่มองจ้องมาทางฉินเทียนก็คล้ายเป็นสายตาที่ดูถูกดูแคลนยิ่ง ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก ฉินเทียนชินกับสายตาแบบนี้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นในใจมันก็ยังแอบบ่นอยู่ไม่น้อย 'ในเวลาแบบนี้พวกเอ็งยังจะมาทำแบบนี้กับข้าอีกรึ อีกไม่ช้าก็จะตายด้วยกันหมดทุกคนอยู่แล้ว เหอ…' ฉินเทียนได้แต่ถอนหายใจในใจเบาๆ

ท่านอาจารย์ผู้มีตราสัญลักษณ์เหลืองอ่อน เห็นฉินเทียนตัวมันก็ดูเหมือนจะไม่พอใจเช่นกันถึงกับออกปากอย่างไม่เกรงใจ "นิมันจะกลั่นแกล้งกันมากไปแล้วจริงๆ ศิษย์ดีๆ มีไม่ส่งไป แต่กับเอาขยะใช้การใช้งานไม่ได้มาเป็นภาระให้ข้า" พูดจบฉินเทียนก็ได้กระบอกไม้หนึ่งอันมา ภายในเป็นสถานที่ดำเนินการภารกิจ เป็นป่าหนาทึบกว้างใหญ่เร้นลับหลายพันลี้ มันเป็นรอยต่อระหว่างหลายเขตเมือง ว่ากันว่าภายในนั้นมีอสูรจิตวิญญาณดุร้ายมากมาย

"เจ้าศิษย์ขยะ ข้าในฐานะอาจารย์และผู้ดูแลภารกิจนี้ ข้าจะขอพูดกับเจ้าตรงๆ ตรงนี้เลยละกัน ภารกิจนี้อย่างไรพวกเราก็ต้องกระทำไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ แต่ผู้คนก็ต่างรักชีวิตของตัวเอง เมื่อเจ้าไปถึงรอยต่อป่าแล้ว ชีวิตของเจ้า เจ้าก็เป็นผู้ดูแลเอาเองเถอะ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับวาสนา แม้แต่ตัวข้ากับศิษย์ติดตามคนอื่นๆ ก็ยังไม่มั่นใจจะมีชีวิตกลับมา เจ้าไม่จำเป็นต้องรวมกลุ่มกับพวกข้า เพียงแค่เข้าไปในนั้นและรอดกลับมา ถ้าทำได้ก็นับว่าบุญมากแล้ว ตัวข้ามิอาจจะนำเจ้ามาเป็นภาระของกลุ่มได้ มีเจ้าอยู่โอกาสตายของข้าคงมากขึ้น"

แม้ท่านอาจารย์ผู้มีตราสัญลักษณ์เหลืองอ่อนหนึ่งจุดแต้มจะพูดเหมือนมอบโอกาสรอดให้ฉินเทียน ว่าให้อิสระมิต้องไปทำภารกิจสืบหานางมารผลึกโลหิตเช่นคนอื่นๆ วาจาดูเหมือนเมตตา หากแต่เนื้อแท้ก็เป็นที่รู้กันดี ตัวของมันไม่ต้องการให้ฉินเทียนไปเป็นภาระ

ฉินเทียนพยักหน้านอบน้อมแสดงออกว่าเข้าใจในสิ่งที่ท่านอาจารย์บอกกล่าว ทีท่ามิได้แสดงออกว่าตำหนิติเตียนใดๆ ซึ่งตัวอาจารย์ มันน้อมรับคำสั่งสอนโดยสดุดี ทีท่าแบบนี้ของฉินเทียนอันที่จริงตัวมันก็หาได้อยากจะทำไม่ เนื้อแท้ก็อยากจะด่าว่ามันต่อว่า ว่าไอ้เดรัจฉานไอ้ต่ำทรามเห็นแก่ตัว หากมีเรี่ยวแรงแล้วละก็ ตัวมันก็จะออกหมัดออกมือออกเท้ากระทืบมันเสียให้จบดิน

แต่อนิจจาไม่ว่าจะชีวิตนี้หรือชีวิตเก่าก่อนตัวมันเองก็เกิดมาแต่สถานที่ยากแค้น ตอนชีวิตเก่าก่อนยังดีหน่อยแต่ละคนไม่มีวรยุทธ์ ตอนต่อสู้กันแม้ฉินเทียนจะร่างผอมแห้งอ่อนแอกว่า แต่เพราะใจสู้ต่อยตีกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ไม่ค่อยจะแพ้ใครอาศัยใจสู้เป็นหลัก หากแต่มาชีวิตนี้ความต่างของจุดแต้มหนึ่งจุดช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน แม้ปรารถนาจะสู้ตายเพียงแค่นิ้วก้อยของอีกฝ่ายก็ทำให้ตัวมันเองตายได้แล้ว คิดสภาพแล้วฉินเทียนก็สู้ไม่ลงจริงๆ สู้ไปก็ตายเปล่า ได้แต่กดข่มความรู้สึกไว้ในใจ ด่าพ่อล่อแม่มันในความคิดเท่านั้น

แต่ถึงอย่างนั้นหากวันหนึ่งฉินเทียนแข็งแกร่ง ตัวมันก็หาใช่บุรุษมีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้น สิ่งใดอภัยได้ก็อภัยสิ่งใดมองข้ามได้ก็มองข้าม เพราะมันใช้ชีวิตแบบนี้ ทั้งอดทน ทั้งมองข้ามความโกรธแค้นได้ ทำให้ช่วงหนึ่งของชีวิตเก่าก่อนตัวมันก็นับว่ารุ่งเรืองไม่น้อย ได้เป็นนักศึกษาวิจัยที่มหาลัยอันดับหนึ่ง ทั้งยังโดดเด่นในสายตาของศาสตราจารย์ทั้งหลายที่ให้การสนับสนุนตัวมันอย่างดี ด้วยเพราะกิริยาท่าทางนอบน้อมแบบนี้แล ที่เข้าถึงผู้หลักผู้ใหญ่ได้ดียิ่ง

แต่ในชีวิตนี้ดูจะไม่ค่อยเป็นแบบนั้นเท่าไหร่ ท่าทีแบบนี้ของฉินเทียนกลับมีแต่คนดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่ข้อดีก็ใช่ว่าจะไม่มี เพราะทีท่าไร้พิษภัยปัจจุบันจึงยังไม่ตกตาย ยังเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ ลองตอนนี้ฉินเทียนเป็นคนอารมณ์ร้อนสู้ชีวิตดูสิ ตัวมันคงถูกใครหลายคนวางแผนกำจัดทิ้งไปนานแล้ว

คนไร้ตระกูลสนับสนุนคนไร้ชื่อเสียง ตายไปก็ไม่มีคนสนใจ

ในขณะที่เหล่าศิษย์อาจารย์ทั้งหลายกำลังจะออกไปทำภารกิจนั้น เสียงใสๆ ดังกังวานที่คุ้นเคยก็ดังมาจากท้องนภา เมื่อฉินเทียนและคนทั้งหลายมองขึ้นไปบนท้องนภา ก็เห็นอินทรีปีกครามที่บินด้วยความเร็วสูง

อินทรีปีกครามตัวนี้คนทั้งหลายรู้กันเป็นอย่างดีว่ามันเป็นสัตว์จิตวิญญาณอัญเชิญของท่านเจ้าสำนัก ส่วนเสียงใสๆ นั่นคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลงหลิน นางกล่าววาจาเสียงใสตะโกนมาจากอินทรีปีกครามบนท้องนภาเรียกพี่ใหญ่ๆ อยู่หลายคำ

ก่อนที่อินทรีปีกครามจะร่อนลงโดยมีท่านเจ้าสำนักหลงเจี่ยและหลงหลินยืนอยู่ นางโบกไม้โบกมือสีหน้าเศร้าเล็กน้อย "พี่ใหญ่ข้าต้องไปแล้วนะ ถ้าข้าว่างๆ ข้าจะกลับมาเยี่ยมท่าน" หลงหลินพูดแบบนี้ก็ช่างไม่รู้ความนางใสซื่อดุจเด็กน้อย

เส้นทางแห่งผู้ฝึกตนนั้นช่างยาวนาน ฉินเทียนรู้ดีว่าจากกับน้องสาวต่างสายเลือดครั้งนี้ ชีวิตนี้อาจจะมิได้เจออันอีก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเลือกตอบนางโดยเลือกใช้คำพูดให้กำลังใจนาง ตัวฉินเทียนรู้ดีว่านังเด็กน้อยคนนี้ติดเขามาขนาดไหน "เจ้าไปเถอะหลงหลิน วันหนึ่งพี่ใหญ่จะเป็นดังคันแซ่ลู่ จะท้องทั่วหล้าเจ็ดคาบสมุทรอย่างอิสรเสรี เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงพี่ใหญ่คนนี้ พี่ใหญ่คนนี้มิได้อ่อนแอ" ฉินเทียนผายมือให้หลงหลินจากไปอย่างไร้กังวล

ฉินเทียนรู้ดีว่าตอนนี้หลงหลินรู้ความมากแล้ว นางมิใช่เด็กหญิงอายุเจ็ดแปดขวบที่เข้าใจว่าเป็นผู้ใหญ่แค่ตัวใหญ่ก็แข็งแกร่ง ที่นี่เป็นแดนแห่งการฝึกตน จะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ แค่มองสัญลักษณ์และจุดแต้มตรงกลางหน้าผาก็รู้ได้

อินทรีปีกครามค่อยๆ บินขึ้นสู่ท้องนภาและอีกไม่กี่อึดใจก็พุ่งทะยานหายไปลับขอบฟ้า

ระยะเวลาผ่านไปไม่นาน จากความรู้สึกอบอุ่นใจ เมื่อฉินเทียนปรายตามองไปโดยรอบ สายตาที่คุ้นเคยของศิษย์อาจารย์ในสำนักก็มองจ้องมาที่มัน หญิงงามทำร้ายมันอีกแล้ว ฉินเทียนหัวเราะเสียงดังก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากสำนักไป

คนอื่นๆ ควบขี่ม้า แต่ตัวมันใช้เท้าก้าวเดิน

แต่ฉินเทียนวันนี้ก็ไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจที่ตัวเองไม่มีม้าให้ควบขี่ กลับดีใจเสียอีกที่วันนี้ตายช้าขึ้นกว่าคนอื่นได้อีกนิด

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...