โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เทรนด์น้ำมันเครื่องบิน SAF โอกาสหรือความท้าทาย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ม.ค. 2567 เวลา 12.53 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2567 เวลา 12.53 น.

น้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF) ทางเลือกสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของธุรกิจสายการบิน

ซึ่งเป็นหนึ่งธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดถึง 80% ด้วยเหตุที่เครื่องบินไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปเป็นอีวีที่ต้องแบกรับน้ำหนักแบตเตอรี่หรือแม้แต่หันไปใช้พลังงานอื่นแทนได้ ทางเลือกทางรอดเดียว คือ การเพิ่มสัดส่วน “SAF” เข้าไปผสมในน้ำมันเครื่องบิน (JET) คล้ายกับผลิตไบโอดีเซล แทนการใช้ฟอสซิลแบบ 100%

ตลาด SAF รุ่งแน่

ข้อมูลจาก S&P Global Commodity Insights รายงานว่า แนวโน้มการใช้ SAF ในปี 2573 จะอยู่ที่ 349 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเพิ่มเป็น 2,146 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2593 เป็นผลจากนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั่วโลกโดยเฉพาะอียูที่ตั้งเป้าจะใช้ SAF ให้ได้ 70% สหรัฐอเมริกา 100% ภายในปี 2593 จากที่สมาคมขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) มีเป้าหมายให้ทุกเที่ยวบินมีการใช้ SAF ผสมอย่างน้อยที่ 65% ในปี 2593

แรงกดดันของสหภาพยุโรป ทำให้สายการบินยุโรปหลายแห่งได้ลงทุนและเซ็นสัญญารับซื้อ SAF ล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก เริ่มใช้ SAF แทนการใช้น้ำมันอากาศยานดั้งเดิม แบบ 100% ในเที่ยวบินจากลอนดอนไปนิวยอร์ก ตั้งแต่ปลายปี 2566 แล้ว

นอกจากนี้ยังมี สายการบินแอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม เริ่มลงทุน 4.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ในโรงงานผลิต SAF ของบริษัท DG Fuels ในรัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา เพื่อให้มี SAF สำหรับผสม 10% ของเที่ยวบินของสายการบินในปี 2573

ไม่เว้นแม้แต่ในอาเซียน ซึ่งสายการบินสิงคโปร์ได้ตั้งเป้าว่า ปี 2573 จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ SAF ทดแทนที่ 5% จากความต้องการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด ทั้งยังร่วมมือกับสำนักงานการบินพลเรือนสิงคโปร์ (CAAS) และบริษัทด้านการลงทุนในสิงคโปร์อย่าง Temasek ทดสอบกระบวนการใช้ SAF ในท่าอากาศยานชางงี สิงคโปร์

“การบินไทย” ผนึก ปตท.นำร่อง

ขณะที่ไทย สายการบินแห่งชาติ “การบินไทย” ได้มีเที่ยวบินนำร่องใช้ SAF ผสมเชื้อเพลิง Jet A-1 ประมาณ 30-40% ในเส้นทางภูเก็ต-กรุงเทพฯ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติ ภูเก็ต ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ ร่วมกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) โดยนำเข้าจากบริษัท เนสท์เล่ ประเทศฟินแลนด์ บริษัทผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนชั้นนำของโลก

และบริษัท ปตท. ค้าสากล จำกัด (PTTT) บริษัทในกลุ่ม ปตท. เป็นผู้จัดหาและนำเข้า รวมทั้งบริษัท PETCO TRADING LABUAN COMPANY LIMITED (PTLCL) ประเทศมาเลเซีย ผู้จำหน่ายและขนส่งมายังจังหวัดภูเก็ต โดยอนาคตเตรียมขยายไปเส้นทางบินอื่น ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการและพิจารณา

โรงกลั่นบางจากเห็นโอกาส

การเปลี่ยนผ่านนี้ ทำให้ “โรงกลั่นน้ำมัน” ทั่วโลกต้องปรับตัว เฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีโรงงาน SAF 27 แห่ง ในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทย

“บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” เป็นหัวหอกทุ่มเงินลงทุน 10,000 ล้านบาท พัฒนาโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง ให้สามารถผลิต SAF เป็นหน่วยแรกในไทย โดยอาศัยวัตถุดิบน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหาร (Used Cooking Oil หรือ UCO) กำลังผลิตเฉลี่ยวันละ 800,000-1,000,000 ลิตร ซึ่งตอนนี้เพิ่งจะตอกเสาเข็มโรงกลั่น SAF คาดว่าจะเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2568

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตอนนี้ บางจากเริ่มขายผลิตภัณฑ์ SAF ไปประมาณ 30% จากกำลังการผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน ทางบริษัท คอสโม ออยล์ จำกัด จากประเทศญี่ปุ่นรับซื้อ 10 ล้านลิตร ส่วนที่เหลือจัดสรรไว้สำหรับใช้ในประเทศไทย

“ตอนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็สนับสนุนเต็มที่เรื่องสิทธิพิเศษด้านภาษี ทว่าอีกส่วนที่กำลังตามมาคือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษี สูตรที่ใช้ เราก็กำลังพัฒนากันอยู่ร่วมกับภาครัฐ ต้องช่วยกันทำเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่”

สำหรับข้อกำหนดสัดส่วนการเติม SAF ที่ 2% ในปี 2568 แล้วทยอยเพิ่มขึ้นจนกลายเป็น 70% ในปี 2593 นั้น เป็นกติกาของอียูที่ว่า สายการบินใดที่บินในยุโรปต้องเติมตามสัดส่วนนี้ หากเครื่องบินลำไหนเข้า-ออกจากประเทศแล้ว หากไม่เติมตามสัดส่วนที่กำหนดจะเสียค่าปรับเพิ่ม 2 เท่า เพราะฉะนั้นจึงบังคับให้ทุกสายการบินต้องเติมทั้งหมด เช่น มิวนิก-กรุงเทพ-สมุย ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางต้องใช้ SAF

“คาดว่า ราคาของ SAF จะแพงแน่ ๆ เพราะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์”

ตาราง uco

ซัพพลาย UCO โลกตึงตัว

แม้ SAF จะดูเป็นทางออกของอุตสาหกรรมการบิน แต่อีกด้านหนึ่งยังมีความท้าทาย

นายกฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC กล่าวว่า SAF เป็นเดิมพันที่ดี ถ้าจะใช้ในการเติมน้ำมันเครื่องบิน เพื่อให้ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง รักษ์โลกมากขึ้น เพราะทำจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว

แต่วันนี้มีคนลงทุนอยู่ในตลาดโลกอยู่แล้ว และทางบริษัทมองว่าต้นน้ำ คือ น้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหารยังไม่เพียงพอยังต้องนำเข้า

แหล่งข่าวระบุว่า โรงงานที่ผลิต SAF แล้วมีทั้งเนสท์เล่ในสิงคโปร์ แต่วัตถุดิบไม่พอใช้ จำเป็นต้องแย่งน้ำมันใช้แล้วจากจีน SAF จึงไม่ใช่บลูโอเชียน แต่จะกลายเป็นเรดโอเชียนเมื่อถึงวันที่ลงทุนแล้วเสร็จ

“วันนี้โลกก็ยังไม่ได้กำหนดเรื่องนี้อย่างชัดเจน มีเพียงยุโรปอาจจะกำหนดบ้าง เรามองว่าผู้ประกอบการที่ลงอยู่แล้วเขาง่ายในการที่จะขยายกำลังการผลิต ขึ้นมาสู้กับโรงงานใหม่ ฉะนั้นในแง่คนลงทุนใหม่อาจจะไม่ตอบโจทย์ ซึ่งอาจจะทำให้โรงใหม่ไม่มีตลาด รวมถึงไม่มีวัตถุดิบ อย่างอียูเองก็แบนน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil หรือ CPO) ที่ใช้แล้ว เนื่องจากเขาถือว่าน้ำมันปาล์มมาจากการรุกป่า ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ SAF ที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบถูกบล็อก”

รัฐหนุนใช้พืชเกษตร

แหล่งข่าวจากกรมธุรกิจพลังงานกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในฐานะที่เราเป็นประเทศเกษตรกรรม สิ่งที่เราต้องผลักดันที่สุด คือเรื่องการใช้วัตถุดิบผลิต SAF เพราะเทคโนโลยีการผลิต SAF มี 2 อย่าง

โดยอย่างแรกคือมาจากโรงกลั่น ซึ่งนำน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้วหรือขยะมาใช้ ซึ่งในอนาคตก็สามารถใช้น้ำมันปาล์มดิบมาผลิตได้ ทว่าปัจจุบันการใช้น้ำมันปาล์มดิบมาผลิตนั้นยังไม่ได้รับการรับรองจากอียู เนื่องจากติดปัญหาเรื่องการบุกรุกป่าผิดกฎหมาย ส่วนอีกกลุ่มคือการผลิตน้ำมันอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืนจากเอทานอล (Eethanol to Jet หรือ ETJ) ซึ่งใช้อ้อยและมันสำปะหลัง แต่ก็ติดปัญหาเช่นเดียวกับน้ำมันปาล์มดิบ

ประเทศไทยควรผลักดันให้ใช้เอทานอลจากพืชผลทางการเกษตร และออกใบรับรองว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิต SAF ไม่ได้มาจากการบุกรุกป่าผิดกฎหมาย ดังนั้น รัฐบาลควรตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเจรจาและร่วมผลักดันให้ต่างชาติยอมรับการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรเหล่านี้ โดยต้องเริ่มทีละสเต็ป คือ นโยบายรัฐบาลจะต้องเปิดในเรื่องการใช้ SAF ให้มากขึ้น และกำหนดให้ชัดเจนถึงสัดส่วนที่จะผสมกี่เปอร์เซ็นต์

หนุน New Business

แหล่งข่าวจากกรมธุรกิจพลังงานยังระบุว่า SAF เป็นตลาดสำคัญสำหรับพลังงานในอนาคตกระทรวงพลังงานเองก็เตรียมตั้งคณะกรรมการ ซึ่งอยู่ภายใน (ร่าง) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan) ซึ่งมีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นผู้นำ และกรมธุรกิจพลังงานเป็นฝ่ายสนับสนุน พร้อมเชิญบีโอไอ กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต เข้ามาร่วมพูดคุยกัน

“เราตื่นตัวมากเรื่อง SAF เพราะเรารู้ว่าหลังปี 2030 ธุรกิจน้ำมันจะลดลง หากเราไม่มีธุรกิจอื่นเข้ามาก็จะไม่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มธุรกิจพลังงาน โดยธุรกิจที่จะมีมาแทนที่น้ำมันก็พวก SAF และน้ำมันหม้อแปลง เป็นต้น ซึ่งพวกนี้ตัวที่ทำมูลค่ามากสุดและใช้ปริมาณมากที่สุด คือ SAF ตอนนี้เราจึงอยู่ระหว่างการพูดคุยภายในกระทรวงพลังงาน เพื่อทำร่างการสนับสนุน New Business ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเสนอพร้อมกับร่าง Oil Plan”

SAF มีผลต่อค่าตั๋ว

นอกจาก SAF อาจทำให้ราคาค่าตั๋วที่เดิมก็ว่าแพงจะยิ่งปรับราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

เมื่อการประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 77 ของสมาชิกสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เมื่อปี 2021 มีมติให้ทุกเที่ยวบินมีการใช้ SAF ผสมอย่างน้อยที่ 65% ในปี 2593

นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยเวียตเจ็ท เปิดเผยว่า เชื้อเพลิง SAF มีกระบวนการกลั่นที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้มีต้นทุนที่สูง เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมการบินยอมรับ ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือภาคเอกชน เช่น การลดภาษีที่เกี่ยวข้อง ลดภาษีสายการบินที่ใช้ SAF

“ภาคเอกชนต้องเร่งสื่อสารกับผู้โดยสารร่วมด้วย หรืออาจต้องมีกิจกรรมเพื่อจูงใจ เช่น การมอบสิทธิพิเศษกับผู้โดยสารที่จ่ายเพิ่มเติม

ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารบางกลุ่มยอมจ่ายแพงขึ้นสอดคล้องกับเทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ จากเดิมที่ต้นทุนของ SAF อาจสูง แต่เมื่อมีการใช้ที่มากขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยก็อาจลดลง เชื่อว่าอุตสาหกรรมการบินโลกจะช่วยกันผลักดันเรื่อง Net Zero เมื่อแบรนด์ใหญ่ ๆ เริ่มทำก็จะกลายเป็นความปกติใหม่ ง่ายต่อเรา ในการปรับเปลี่ยนไปใช้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...