โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เห็นชอบ “ฉลามหัวค้อน” เป็นสัตว์คุ้มครองแล้ว

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 27 มิ.ย. 2564 เวลา 13.50 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 13.50 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

สำนักข่าวไทย 27 มิ.ย.- กรณีลูกฉลามหัวค้อน สัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์ ถูกนำมาวางจำหน่าย ล่าสุดรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ฯ ยืนยันว่าได้เห็นชอบให้ฉลามหัวค้อนเป็นสัตว์คุ้มครองแล้ว เตรียมเร่งประกาศให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกรกฏาคมนี้ 

ภาพลูกปลาถูกนำมาวางขายในตลาดอาหารทะเลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร มีป้ายราคากิโลละ 100 บาท หนึ่งในนั้นคือ ลูกฉลามหัวค้อน สัตว์หายากที่ใกล้จะสูญพันธุ์ อาจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณะบดีคณะประมง  ม.เกษรตศาสตร์บอกว่า ผู้ที่โพสต์ภาพนี้ให้ข้อมูลว่าฉลามหัวค้อนในเมืองไทยพบ 4 ชนิด สูญพันธุ์ไปแล้ว 1 ชนิด ที่เหลืออีก 3 ชนิด อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ได้รับการเสนอให้เป็นสัตว์คุ้มครองตั้งแต่ปี 2559 หลังมีกรณีลูกฉลามหัวค้อนถูกขายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง จนถึงขณะนี้เรื่องล่วงเลยมา 4 ปีแล้ว ยอมรับว่าการคุ้มครองสัตวทะเลยากกว่าสัตว์ป่า เนื่องจากสัตว์ทะเลแม้ไม่ได้ถูกล่า แต่ก็มีโอกาสมาติดเครื่องมือจับปลาเอง ซึ่งฉลามหัวค้อนมักพบติดเครื่องมือประมงแบบสัตว์น้ำพลอยจับได้ หรือ Bycatch  ซึ่งเรื่องนี้คุยกันมาหลายสิบปี และจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง 

ทีมข่าวสำนักข่าวไทย สอบถามความคืบหน้าเรื่องการดำเนินการประกาศให้ฉลามหัวค้อนประกาศเป็นสัตว์คุ้มครอง ต่อนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประธานคณะคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ได้รับคำตอบว่าขณะนี้คณะกรรมการ ได้เห็นชอบให้กลุ่มฉลามหัวค้อน  4 ชนิด และฉลามเสือดาว ขึ้นบัญชีสัตว์คุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 แล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศเป็นกฎกระทรวง เนื่องจากอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่าง พ.ร.บ.ฉบับเดิม กับฉบับใหม่ โดยจะเร่งรัดดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้

 เมื่อกฏหมายมีผลบังคับใช้ การนำฉลามหัวค้อนมาจำหน่ายจะผิดกฏหมายทันที นอกจากนี้ทั้งภาครัฐและหน่วยงานด้านอนุรักษ์เห็นตรงกันว่าการกำหนดเขตอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการสูญพันธุ์ได้ ยอมรับอาจกระทบวิถีประมงบ้าง แต่จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อความยั่งยืน.-สำนักข่าวไทย 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...