เงินบาทขยับอ่อนค่า 30.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัว
แบงก์ประเมินกรอบเงินบาทเคลื่อนไหว 29.95-30.30 บาทต่อดอลลาร์ เผยสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัว ทำดอลลาร์แข็งค่า ดันบาทขยับอ่อนค่า จับตาทองคำ-บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าว่า ประเมินกรอบเงินบาทอยู่ที่ 29.95-30.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยทิศทางค่าเงินบาทมีโอกาสขยับอ่อนค่าได้ เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าตามข่าวดีของตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดูดีกว่าประเทศอื่น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทีผ่านความเห็นชอบ
อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ต้องจับตามองจะเป็นราคาทองคำที่ค่อนข้างผันผวน หากราคามีการปรับเพิ่มขึ้นอีกราว 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะเห็นตลาดเทขายทำกำไรระยะสั้น ซึ่งจะกดดันบาทได้ ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังไร้ปัจจัยสนับสนุนใหม่
สำหรับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 1-5 ก.พ. 64) พบว่า ตลาดหุ้นมีแรงเทขายสุทธิอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท และตลาดพันธบัตรไหลเข้าสุทธิ 5,400 ล้านบาท โดยภาพรวมกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิราว 4,000 ล้านบาท สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของค่าเงิน
“เราเห็นค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าระยะสั้น เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่าคนอื่น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเดินไปตามแผน ทำให้เราเห็นเงินบาทขยับอ่อนค่า แต่เราจะเห็นเงินบาทอ่อนค่าไม่แรงเทียบเท่าดอลลาร์แข็งค่า เพราะผู้ส่งออกและนำเข้ายังไม่เฮดจิ้ง ดังนั้น เราคงไม่เห็นเงินบาทอ่อนทะลุ 30.20 บาทต่อดอลลาร์”
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการสายงานวางแผนโกลบอลมาร์เกตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรอบเงินบาทในสัปดาห์หน้า (วันที่ 8-12 ก.พ.64) ประเมินกรอบเงินบาทเคลื่อนไหวไหวอยู่ที่ 29.95-30.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามจะมีตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมกราคมของสหรัฐฯ ที่จะออกมา หากออกมาดีกว่า 1 แสนตำแหน่ง คาดว่าเงินดอลลาร์น่าจะเคลื่อนไหวแข็งค่า ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนได้
นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องจับตา จะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (บอนด์ยิลด์) และราคาทองคำ รวมถึงการกระจายวัคซีนฝั่งยุโรปที่ดำเนินการค่อนข้างช้า ขณะที่ประเทศแถบนี้ ปริมาณธุรกรรมอาจบางลง เนื่องจากใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีน
“ในประเทศ ยังไม่มียังไม่มีปัจจัยใหม่ โดยค่าเงินบาทยังเกาะกลุ่มไปกับตลาดโลก”