โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

20 พฤษภาคม 2535 วันสำคัญการเมืองไทย พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 คลี่คลายวิกฤต ‘พฤษภาทมิฬ’ หมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย

THE STATES TIMES

อัพเดต 19 พ.ค. เวลา 10.06 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. เวลา 00.30 น. • THE STATES TIMES TEAM

20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 ดั่งน้ำทิพย์ คลี่คลายวิกฤตการเมือง “พฤษภาทมิฬ”

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เมื่อวิกฤตความขัดแย้งที่ลุกลามจากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหารและการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เดินมาถึงจุดตึงเครียดสูงสุด ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญจากพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งถูกจดจำในความทรงจำของคนไทยจำนวนมากว่าเป็นถ้อยคำที่ช่วยคลี่คลายวิกฤตบ้านเมืองในยามคับขัน

ต้นตอของวิกฤตครั้งนั้นย้อนกลับไปหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 และการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ จนกระทั่ง พลเอก สุจินดา คราประยูร ซึ่งเคยให้สัญญาว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลับขึ้นดำรงตำแหน่งในวันที่ 7 เมษายน 2535 สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนและกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเฉพาะการนำของ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแกนนำการชุมนุมสำคัญ

การชุมนุมใหญ่เริ่มขยายตัวอย่างเข้มข้นในช่วง 17–20 พฤษภาคม 2535 และนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ จนมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายจำนวนมาก แหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ระบุว่า ยอดทางการอยู่ที่ 52 ศพ มีผู้บาดเจ็บ 696 คน และมีผู้สูญหาย 175 คน ขณะที่บางแหล่งและฝ่ายอาสาพยาบาลเชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านั้นมาก

ท่ามกลางสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังเผชิญความรุนแรงและความแตกแยก ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระบรมราชวโรกาสให้ พลเอก สุจินดา คราประยูร และ พลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ และมีพระราชดำรัสที่ถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยในค่ำวันนั้น ภาพของผู้นำทั้งสองฝ่ายนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์กลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดภาพหนึ่งของการเมืองไทย

สาระสำคัญของพระราชดำรัสในวันนั้นมิได้อยู่ที่การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ทรงชี้ตรงไปที่ผลเสียของความขัดแย้ง โดยมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า หากบ้านเมืองมีแต่การเผชิญหน้าจน “ผู้แพ้ไม่มี ผู้ชนะไม่มี มีแต่ผู้ที่ประเทศชาติจะพังพินาศไปทั้งหมด” ซึ่งกลายเป็นถ้อยคำที่ถูกจดจำอย่างกว้างขวางในฐานะหัวใจของพระราชดำรัสครั้งประวัติศาสตร์นั้น

เหตุที่พระราชดำรัสครั้งนี้ถูกเปรียบว่า “ดั่งน้ำทิพย์” ก็เพราะเกิดขึ้นในจังหวะที่สังคมไทยกำลังใกล้ถึงทางตัน ความรุนแรงบนท้องถนนได้สร้างความหวาดกลัวไปทั่วประเทศ เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน ภาคธุรกิจออกมาเรียกร้องให้ยุติวิกฤต และประชาชนจำนวนมากไม่แน่ใจว่าความขัดแย้งจะจบลงอย่างไร พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 จึงทำหน้าที่เป็นทั้ง จุดหยุดการเผชิญหน้า และ จุดเริ่มต้นของการหาทางออกทางการเมือง ในเวลาเดียวกัน

หลังคืนวันที่ 20 พฤษภาคม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายผู้ชุมนุมเริ่มยุติการเคลื่อนไหว ขณะที่แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น จนในที่สุด พลเอก สุจินดา คราประยูร ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 และต่อมามีการแต่งตั้ง อานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตและเตรียมสู่การเลือกตั้ง

ผลสะเทือนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไม่ได้จบลงเพียงการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองไทยในระยะต่อมา โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า นายกรัฐมนตรีควรมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากวิกฤตปี 2535 และมีอิทธิพลต่อพัฒนาการรัฐธรรมนูญไทยในเวลาต่อมา

เมื่อมองย้อนกลับจากวันนี้ เหตุการณ์ 20 พฤษภาคม 2535 จึงไม่ได้เป็นเพียงวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หากเป็นวันที่ทำให้คนไทยจำนวนมากตระหนักถึงราคาของความขัดแย้งทางอำนาจ และเห็นชัดว่าความรุนแรงไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ในวันนั้นจึงถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะถ้อยคำปลอบประโลม หากแต่เป็นพระราชดำรัสที่ช่วยชี้ทางออกให้บ้านเมืองในยามที่สังคมกำลังเผชิญความมืดมนที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ร่วมสมัยไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...