ชำแหละ! ขบวนการป้ายสีเทา ดิสเครดิต ‘ปชน.-ปชป.’
23 ม.ค. 2569 - นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขบวนการทาสีเทาให้ทุกพรรค
เริ่มแรกของการหาเสียงเลือกตั้ง สส. มีการเปิดประเด็นเรื่องแก๊งสแกมเมอร์ กลุ่มทุนสีเทา มาเป็นประเด็นในการหาเสียง ได้มีเสียงตอบรับและประชาชนให้ความสำคัญกับประเด็น เรื่องแก๊งสแกมเมอร์ กลุ่มทุนสีเทามากกว่าประเด็นอื่นๆ จนทำให้พรรคการเมืองที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้มาแต่ต้นคือ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้สร้างกระแสเรื่องเกี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์ หรือกลุ่มทุนสีเทา จากนโยบายของ 2 พรรคนี้ ต้องการปราบปรามอย่างจริงจัง มีการชูสโลแกนของพรรคประชาชน “มีเราไม่มีเทา” หรือของพรรคประชาธิปัตย์ “ฟ้าใสไล่เมฆเทา” จนทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ มีความหวั่นไหวและถูกสังคมผลักให้ไปเป็นฝ่ายสีเทา
มีการประกาศจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บนเวทีดีเบตว่า จะไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรมจัดตั้งรัฐบาล ด้วยเหตุผลแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม มีภาพลักษณ์ไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ จนทำให้มีการต่อสู้กัน ระหว่างฝ่ายพรรคไม่เอาทุนสีเทากับพรรคสีเทา จนกระแสความนิยมของฝ่ายปราบปรามทุนสีเทาดังขึ้นเรื่อยๆ และไปกดดันพรรคที่ไม่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการปราบทุนสีเทา จนในที่สุดมีการเคลื่อนไหวในลักษณะดิสเครดิต หรือสร้างภาพให้ทุกพรรคเปอะเปื้อนด้วยแก๊งสีเทา เริ่มต้นจากการจับกุมผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชน เขตเลือกตั้ง 33 บางพลัด กทม. และผู้สมัคร สส. เขต2 จังหวัดตาก สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในนโยบายปราบแก๊งสแกมเมอร์ กลุมทุนสีเทาของพรรคประชาชนได้ไม่น้อย
ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี นายไชยชนก ชิดชอบ ออกมาประกาศว่า มีผู้สมัคร สส. ที่ไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ 10 คน จนล่าสุดมีการขยายผลหรือพาดพิงเรื่องนี้มายังพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีที่ญาติของรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ ถูกจับในข้อหาคดียาเสพติด และมีการปล่อยข่าวว่า จะมีการค้นบ้านของรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องชี้แจง และตอบคำถามนี้กับประชาชน
จนในที่สุดพรรคการเมือง 2 พรรค คือพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการปราบปรามสแกมเมอร์ ต้องเปอะเปื้อนด้วยกระแสสีเทาไปด้วย วันนี้จึงเห็นการพยายามที่จะดิสเครดิตพรรคการเมืองด้วยการด้วยการสร้างภาพว่า เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์หรือกลุ่มทุนสีเทา ไม่ได้มีเฉพาะสมาชิกพรรคการเมืองบางพรรค แต่พยายามสร้างภาพว่า พรรคการเมืองทุกพรรคมีคนสีเทา มีคนที่พัวพันกับแก๊งสแกมเมอร์อยู่ทั้งนั้น
จึงเห็นจากท่าทีของพรรคการเมืองบางพรรค ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคสีเทา แต่พยายามโบ้ยไปยังพรรคการเมืองอื่นว่า ที่กล่าวหาว่าพรรคอื่นสีเทานั้น พรรคตัวเองสีเทากว่าอีก หรือดำกว่าอีกด้วยซ้ำไป ก็เปรียบเสมือนการเกทับกัน หรือป้ายสีกัน ทำให้ภาพของกลุ่มทุนสีเทากับพรรคการเมืองมาเกี่ยวข้องกัน พยายามทำให้พรรคการเมืองทุกพรรค เบลอไปด้วยสีเทา เพื่อลดกระแสกลุ่มสีเทาลงไป เพราะในขณะนี้กระแสของกลุ่มเงินทุนสีเทาเข้าไปเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และใช้เงินซื้อเสียง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่า เงินที่มาจากซื้อเสียงคือเงินของกลุ่มทุนสีเทา เป็นเงินสกปรก เป็นเงินบาป เป็นเงินผิดกฎหมาย จึงทำให้ความรู้สึกของประชาชนส่วนหนึ่ง ที่รับเงินแล้วจะไม่เลือก จะหักหลังคนซื้อเสียง
จึงทำให้พรรคการเมืองตั้งเป้าในการซื้อเสียงพยายามจะเบลอเรื่องนี้ หรือทำลายกระแสเรื่องนี้ลงไป ดังนั้นเราจะเห็นว่าวันนี้กระแสของกลุ่มทุนสีเทา หรือแก๊งสแกมเมอร์กำลังเจือจางลงไปมาก ด้วยเหตุผลจากการพลิกสถานการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองบางพรรคนั่นเอง.