โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บล.เคจีไอ มอง LNG ตึงตัว ดันอัพไซด์ “กลุ่ม SPP” จับตา GPSC-BGRIM รับอานิสงส์

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ประเมินผลกระทบจากการจัดหา ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของภาคการไฟฟ้าไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจากการบรรยายของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ระบุว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในระยะถัดไป

ฝ่ายวิจัยระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่ง LNG ของโลก โดยรองรับการขนส่งประมาณ 20% ของปริมาณทั้งหมด ส่งผลให้ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าวสามารถกระทบต่อราคาพลังงานในตลาดโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดราคา Asian Spot LNG (JKM) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากระดับประมาณ 11 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็นราว 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ในช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียด

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีการนำเข้า LNG ประมาณ 8–11 ล้านตันต่อปี โดยบางส่วนของอุปทานมีความเชื่อมโยงกับเส้นทางการขนส่งผ่านตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ จึงทำให้มีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าว

ในโครงสร้างพลังงานของประเทศ ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งระบบ ขณะที่ในปี 2568 การนำเข้า LNG คิดเป็นส่วนหนึ่งของอุปทานก๊าซทั้งหมด ส่วนที่เหลือมาจากแหล่งผลิตภายในประเทศบริเวณอ่าวไทยและเมียนมา ทั้งนี้ ราคาก๊าซ LNG นำเข้ามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาก๊าซในระบบ pool gas ซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่ใช้ในการคำนวณค่าไฟฟ้า

ด้านแนวโน้มค่าไฟฟ้า หากราคาก๊าซปรับตัวเพิ่มขึ้น หน่วยงานกำกับดูแลอาจตรึงค่า FT (Fuel Tariff) ไว้ชั่วคราวเพื่อลดภาระของผู้บริโภค แต่ในระยะถัดไปยังมีความเป็นไปได้ที่จะต้องมีการปรับขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ยังมีภาระต้นทุนสะสมประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับราว 100,000–150,000 ล้านบาทในช่วงวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน

โดยทั่วไปแล้ว ต้นทุน LNG ที่ปรับเพิ่มขึ้นจะใช้เวลาประมาณ 3–6 เดือน ก่อนจะส่งผ่านเข้าสู่ราคาก๊าซในระบบ ซึ่งอาจเริ่มสะท้อนผลกระทบตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 เป็นต้นไป

ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ประเมินว่า หากการนำเข้า LNG จากกาตาร์เกิดการหยุดชะงัก อาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าประมาณ 2 เดือน จากปริมาณนำเข้ารวมราว 15–17 เที่ยวเรือต่อเดือน ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ นอกจากนี้ ไทยยังมีการกระจายแหล่งนำเข้า LNG ผ่านสัญญา portfolio จากหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งภาครัฐยังเร่งเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซในอ่าวไทยเพื่อลดการพึ่งพา LNG นำเข้า

สำหรับ GPSC โรงไฟฟ้าในกลุ่ม IPP ส่วนใหญ่ดำเนินงานภายใต้กลไกการส่งผ่านต้นทุนพลังงาน (energy cost pass-through) กับภาครัฐ ขณะที่โรงไฟฟ้ากลุ่ม SPP สามารถส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงบางส่วนไปยังลูกค้าอุตสาหกรรม และมีรายได้บางส่วนเชื่อมโยงกับค่า FT นอกจากนี้ โรงไฟฟ้า IPP ของบริษัทสามารถปรับใช้เชื้อเพลิงดีเซลได้ในกรณีที่ก๊าซขาดแคลน และยังมีสต็อกถ่านหินเพียงพอสำหรับการผลิตไฟฟ้าอย่างน้อยประมาณ 2 เดือน

ขณะที่อุปสงค์ไฟฟ้าจากภาคอุตสาหกรรมยังคงทรงตัว และยังไม่พบสัญญาณการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดย GPSC อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าบางรายเพื่อปรับโครงสร้างราคาที่เชื่อมโยงกับต้นทุนก๊าซในสัญญา

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าในระดับ “เท่ากับตลาด” จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มองว่าหุ้นโรงไฟฟ้ากลุ่ม SPP มีความน่าสนใจมากกว่ากลุ่ม IPP สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากหากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายเร็วกว่าคาด หุ้น SPP ยังมีความน่าสนใจในเชิงความคุ้มค่าระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนมากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...