กรุงศรี มองศก.โลกปี 69 ยังฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวน แนะลดน้ำหนักหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ-เพิ่มโอกาสตลาดเกิดใหม่
กรุงศรี มองศก.โลกปี 69 ยังฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวน แนะลดน้ำหนักหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ-เพิ่มโอกาสตลาดเกิดใหม่
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 ก.พ. 69 9:28: น.
กรุงศรี มองเศรษฐกิจโลกปี 69 ฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวน ส่วนไทยเชื่อท่องเที่ยว - ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นแรงหนุน แนะรีวิวพอร์ตทุก 3 เดือน กระจายการลงทุน ลดน้ำหนักหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ-เพิ่มโอกาสตลาดเกิดใหม่
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ)จัดงานสัมมนา KRUGNSRI EXCLUSIVE Investment Outlook 2026: Building Resilient Portfolios in Volatile World โดยประเมินว่าปี 69 แม้เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจเข้าสู่วัฏจักรฟื้นตัว แต่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยเชิงโครงสร้างยังเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยมีปัจจัยที่น่าสนใจดังนี้
ส่องแนวโน้ม ประเทศสำคัญในระเบียบโลกใหม่ ส่วนไทยท่องเที่ยว - ดาต้าเซ็นเตอร์โดดเด่น
- ดร. พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มองเศรษฐกิจโลกปี 69 ว่าแม้ยังเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แต่ต้องเผชิญบริบท ระเบียบโลกใหม่ ที่เต็มไปด้วยการแบ่งขั้วทางสังคมและการเมือง
- ความเสี่ยงระยะสั้นในช่วง 12 ปีนี้มาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก รองลงมาคือปัญหาข้อมูลบิดเบือนและความแตกแยกทางสังคม ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาวใน 10 ปีข้างหน้า จะโยงกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว
- เศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ยังเติบโตโดดเด่นจากเม็ดเงินลงทุนใน AI นโยบายการคลังและโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี แต่สหรัฐฯ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโลกจากนโยบายกีดกันทางการค้า การขึ้นภาษีนำเข้า และความพยายามควบคุมจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ
- ยุโรปยังคงทรงตัวโดยมีภาคบริการที่ยังคงช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ภาคการผลิตส่งออกยังคงอ่อนแรง
- ญี่ปุ่น แม้จะได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว แต่ก็มีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กับประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสำคัญอย่างแร่หายาก (Rare Earth)
- จีนเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของภาคการผลิตและบริการ วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยังซบเซา โครงสร้างประชากรสูงวัย และหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่สะสมจากการลงทุนมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา
- เศรษฐกิจไทย ปี 69 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อน แม้มีแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล-ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังคงเติบโตโดดเด่น แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการส่งออก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged society) ซึ่งล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข
แนะรีวิวพอร์ตทุก 3 เดือน รับเศรษฐกิจฟื้น ชูหุ้นเกิดใหม่เด่นปี 69
- Mr. David Chao, Global Market Strategist, Asia Pacific ex Japan, Invescoได้แนะนำให้นักลงทุนทบทวนพอร์ตทุก 3 เดือนผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่
- ประเมินภาพเศรษฐกิจมหภาค: เศรษฐกิจโลกปี 2569มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้มาก ซึ่งความกังวลเรื่องผลกระทบจากภาษีการค้าที่คาดว่าจะเข้ามากดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจกำลังก้าวออกจากภาวะชะลอตัวเข้าสู่วัฏจักรการฟื้นตัวอย่างชัดเจน
- ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจคือ ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีมูลค่าแพงเกินไปเมื่อเทียบกับสถิติในอดีต และมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยกดดันหลักมาจากการคาดการณ์ว่าFed จะยังคงเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ธนาคารกลางหลักอื่นๆ ทั่วโลกยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ รวมถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติและชะลอการตอบโต้กัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย ช่วยเปิดทางให้ประเทศโดยรอบรวมถึงเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาเติบโตได้ชัดเจนขึ้น
- กำหนดธีมการลงทุน:เมื่อเศรษฐกิจมหภาคเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวและผู้คนในภูมิภาคหลักมีรายได้ที่แท้จริงสูงขึ้น ธีมการลงทุนในปีนี้จึงเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่กระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่การกระจายโอกาสในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯเทียบกับสกุลเงินอื่น ธนาคารกลางในท้องถิ่นเริ่มอัดฉีดสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ
- จัดสรรสินทรัพย์ให้เหมาะสม:แนะว่ากลยุทธ์การจัดพอร์ตในปี 2569ควรให้น้ำหนักไปที่หุ้นมากกว่าตราสารหนี้ และควรหลีกเลี่ยงการถือครองพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เนื่องจากหากเกิดภาวะเงินเฟ้อแฝงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่อาจขยับขึ้นจะทำให้ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง
- การเลือกลงทุนในตลาดหุ้น แนะนำให้ทำการปรับสมดุลพอร์ต โดยกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ และโยกเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นขนาดกลางและเล็กที่เน้นการเติบโต (Mid-cap & Small-cap Growth) รวมถึงหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) ซึ่งจะทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษในช่วงต้นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
- ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (รวมถึงหุ้นไทยและเอเชีย) ที่ได้อานิสงส์ตรงจากดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และหากต้องการลงทุนในธีมเทคโนโลยีหรือ AI ควรพิจารณากระจายไปที่หุ้นกลุ่ม China AI ของจีน ซึ่งมีความแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยเน้นการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ ผสานเข้ากับหุ่นยนต์และภาคการผลิตขั้นสูง ซึ่งมี Use Case ในการสร้างรายได้ที่จับต้องได้จริง
เปิด 5 กองทุน Flagship ตอบโจทย์ทุกสภาวะตลาดปีนี้
- นายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา, CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นปีนี้ว่ายังมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และเม็ดเงินลงทุนใน AI ที่ยังคงสูง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงเรื่อง Valuation ที่ตึงตัว การหมุนกลุ่มลงทุนจากความกังวลเรื่อง AI นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ และท่าทีของ Fedที่ผ่อนคลายช้ากว่าคาด กรุงศรีจึงแนะนำ
- กลยุทธ์จัดพอร์ตโดยมี Global Equity เป็นแกนหลัก (Core Port) และหาจังหวะลงทุนระยะสั้น (Tactical) ในตลาด Non-US พร้อมนำเสนอกองทุน Flagship ประจำปีผ่านธีมA.L.P.H.A ได้แก่
- Asset Stability ผ่านกองทุนตราสารหนี้ KF-CSINCOME
- Long-term AI Theme ผ่านกองทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกอย่าง KFHTECH-A
- Portfolio Rebalancing ผ่านกองทุน KF-GEI-A เพื่อปรับสมดุล
- Hands-on Allocation ด้วยกองทุน KFGDB-A ที่มีการปรับพอร์ตอย่างยืดหยุ่น และ
- Active Selectionผ่านกองทุน KKP GNP-H ที่เน้นคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพสูงในระยะยาว
- การเจาะลึกกองทุนในธีม Portfolio Rebalancing อย่าง KF-GEI-A ถือเป็นทางออกสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนหุ้นโลกแต่กังวลความผันผวนของกลุ่ม AI โดย Mr. Ken Lin, CFA, CAIA, Managing Director, Head of Hong Kong and Southeast Asia Intermediary Business, Invescoได้เผยกลยุทธ์หลักว่า กองทุนKF-GEI-A จะเน้นเฟ้นหาบริษัทระดับผู้นำที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และไม่ไล่ราคาหุ้นเทคโนโลยีที่ Valuation แพงเกินไป
- กลยุทธ์นี้ มองว่าเข้ามาช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตได้อย่างดีเยี่ยม เพราะนอกจาก 70-100% ของกองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะเป็น Dividend Compounder ที่บริษัทสามารถจ่ายปันผลเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ การมีสัดส่วนหุ้นเทคน้อยกว่าตลาดยังช่วยลดความผันผวนได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่ตลาดเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนัก กองทุนนี้กลับแทบไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังสามารถทำผลตอบแทนบวกสวนทางตลาดได้อีกด้วย
- กองทุน KFGDB-A ซึ่งกรุงศรีจัดให้อยู่ในธีม Hands-on Allocation นั้น Mr. Kelvin Lam, CAIA, Managing Director Head of Sales, Southeast Asia Retail and Private Bank Distribution, Allianz Global Investorsได้พาเจาะลึกความน่าสนใจในฐานะกองทุนประเภท Dynamic Asset Allocation ที่มีขอบเขตการลงทุนกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และสินทรัพย์ทางเลือก
- จุดเด่นสำคัญคือการปรับพอร์ตเชิงรุก (Active Rotation) ตัวอย่างเช่น การกล้าถือเงินสดสูงถึง 30% ในยามวิกฤต หรือการสับเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (EM) และทองคำเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นแล้ว คุณวิรัตน์ยังได้เสริมจุดเด่นเพิ่มเติมว่า การที่กองทุนเลือกลงทุนผ่าน Euro Share Class จะช่วยลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging Cost) ได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย
- กองทุนKKP GNP-Hซึ่งตอบโจทย์ธีม Active Selection ของทางกรุงศรี โดย นางสาวลักษณ์ชนก สงวนรักศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส และผู้จัดการกองทุน-การลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเกียรตินาคินภัทร จำกัด ได้เจาะลึกถึงกระบวนการเฟ้นหาหุ้นแบบ Bottom-up ที่มีกระบวนการจัดสรรพอร์ต (Portfolio Allocation) ที่เป็นเอกลักษณ์
- แบ่งสัดส่วนการบริหารพอร์ต 20% แรกให้กับทีม Research เป็นผู้คัดเลือกหุ้นโดยตรง และสัดส่วน 80% ที่เหลือจะกระจายให้ผู้จัดการกองทุนถึง 10 ท่าน เพื่อร่วมกันเฟ้นหาหุ้นบริษัทชั้นนำทั่วโลกให้เหลือเพียง 200 กว่าบริษัทที่เป็นผู้ชนะในธุรกิจนั้นๆ ซึ่งการไม่พึ่งพาผู้จัดการกองทุนเพียงคนเดียวนี้ ช่วยสร้างความต่อเนื่องให้กับการจัดการพอร์ตลงทุนได้อย่างดี
เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ