โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สุวัฒน์” แนะลงทุนแบบ “Selective Buy” คัด 7 หุ้นพื้นฐานเด่น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 04.49 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 04.49 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้อำนวยการสายงานวิจัย ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 12 มี.ค.69 ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและตลาดหุ้นไทย โดยระดับราคาน้ำมันที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งจะกำหนดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของกลุ่มพลังงานกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ทั้งนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ประเมินว่าหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นเพียงภาวะตื่นตระหนกระยะสั้น (Panic) เนื่องจากปัจจุบันตลาดพลังงานโลกยังมีอุปทานส่วนเกิน และยังมีเส้นทางการขนส่งสำรองที่สามารถรองรับได้

สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าดัชนีมีแนวรับสำคัญบริเวณ 1,380 จุด โดยแรงกดดันหลักมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 6.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีแหล่งพลังงานภายในประเทศ

ในด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ ปัจจุบันนักลงทุนอยู่ในภาวะลดความเสี่ยง (Risk-off) มากกว่าการถอนการลงทุนอย่างถาวร โดยหากสถานการณ์ราคาน้ำมันคลี่คลาย รวมถึงปัจจัยภายในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น เสถียรภาพทางการเมือง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ มีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมัน กลุ่มที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต รวมถึงหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมากเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจากความตื่นตระหนกของตลาด

สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่
กลุ่มพลังงาน เช่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันในระดับสูง
กลุ่มปิโตรเคมี เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการใช้ก๊าซในประเทศเป็นวัตถุดิบ
กลุ่มโรงพยาบาล เช่น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงราว 15% แม้มีสัดส่วนผู้ป่วยจากตะวันออกกลางเพียงประมาณ 2%
กลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งมีโครงสร้างรายได้มั่นคง และยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
กลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
ขณะที่กลุ่มสื่อสาร มองว่าเป็นกลุ่มปลอดภัย (Safe Haven) เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงลึกเกินกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ ภาคการเดินเรือยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในสองมิติ โดยในระยะสั้นเป็นปัจจัยลบเชิงจิตวิทยาจากความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีที่มีเหตุการณ์กระทบต่อเรือไทยโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางอาจกลายเป็นโอกาส หากค่าระวางเรือ (Freight Rate) ปรับตัวสูงขึ้นจากข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือและภาวะตึงตัวของอุปทานการขนส่ง ซึ่งอาจผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้บริการในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...