สถานทูตอิหร่านจัดงานวันชาติ ครบรอบ 47 ปี วันแห่งการปฏิวัติอิสลาม
ดร.นัสเซอร์เรดดีน ไฮดารี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานเฉลิมฉลองวันชาติด้วยประวัติความเป็นมา โดยระบุว่า การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 คือเจตจำนงของประชาชนที่ต้องการเอกราชและศักดิ์ศรีคืนจากระบอบเผด็จการที่เห็นแก่ประโยชน์ต่างชาติ ตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะเผชิญกับความท้าทายและการคว่ำบาตร แต่อิหร่านสามารถก้าวกระโดดในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการแพทย์ และเศรษฐกิจที่หลากหลายขึ้น เรายึดมั่นในนโยบายต่างประเทศที่สมดุล เน้นความร่วมมือพหุภาคีเพื่อสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน
จากนั้นทูตกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน-ไทย ทูตไฮดารีเล่าว่า สองประเทศมีความสัมพันธ์ฉันมิตรมานานกว่า 400 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจาก “เชค อะหมัด กูมี” ผู้เดินทางมายังสยามเมื่อ 420 ปีก่อน และดำรงตำแหน่งสำคัญในสมัยอยุธยา
ในปีก่อนสองประเทศได้ฉลองครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวก็เติบโตอย่างมาก ในปี 2025 มีนักท่องเที่ยวชาวอิหร่านมาเยือนไทยกว่า 71,000 คน
ทูตยังได้เชิญชวนชาวไทยไปสัมผัสความงามของอิหร่าน ที่มีแหล่งอารยธรรมโบราณอันดับ 10 ของโลก และมีแหล่งธรรมชาติที่หลากหลายอันดับ 5 ของโลก
“อยากให้ทุกท่านได้ไปสัมผัสอิหร่านด้วยตาตนเอง มากกว่าการรับชมผ่านสื่อตะวันตก” ทูตกล่าว
เอกอัครราชทูตทิ้งท้าย แม้ประเทศต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลและการแทรกแซงจากภายนอก รวมถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติเพื่อทำลายความมั่นคง แต่อิหร่านยังคงยึดมั่นในสิทธิมนุษยชนและการปกป้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ และยังคงเชื่อมั่นในวิถีทางการทูตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเคารพซึ่งกันและกัน และไม่ยอมศิโรราบต่อการข่มขู่หรือข้อเรียกร้องที่ไม่เป็นธรรม
ด้านศิริลักษณ์ นิยม รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าวแสดงความยินดีต่อรัฐบาลและประชาชนชาวอิหร่าน เนื่องในโอกาสวันชาติและวันครบรอบ 47 ปีแห่งชัยชนะการปฏิวัติอิสลามของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และร่วมระลึกถึงวาระครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิหร่านและไทย ที่เพิ่งฉลองไปเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งในความสัมพันธ์ทวิภาคี
ศิริลักษณ์กล่าวว่า ประชาชนคือสะพานเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศอย่างแท้จริง มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายอิหร่านอาศัยอยู่ในประเทศไทย และในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวชาวอิหร่านจำนวนมากเดินทางมาเยือนไทย สะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพที่แข็งแกร่งและงดงามระหว่างประชาชนของสองประเทศ
นอกจากนี้ ไทยและอิหร่านยังได้ส่งเสริมความร่วมมือในทุกระดับตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ อาทิ คณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission), คณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee), การประชุมปรึกษาหารือทางการเมืองระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (Political Consultations) และการประชุมหารือด้านการกงสุล (Consular Consultations) สิ่งนี้ย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันดีของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือที่เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในหลากหลายมิติ
สำหรับการประชุมหารือด้านการกงสุลไทย-อิหร่าน ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนปีก่อน แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่สร้างสรรค์และเน้นย้ำถึงโอกาสการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันที่มากขึ้นในอนาคต
“ดิฉันขอยืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไทยให้คุณค่าอย่างยิ่งต่อสายสัมพันธ์อันยาวนานที่เชื่อมโยงประเทศและประชาชนของเราเข้าด้วยกัน และมุ่งหวังที่จะต่อยอดจากจุดแข็งเหล่านี้เพื่อขยายความร่วมมือในด้านที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน” รองปลัดกระทรวงกล่าว
ทั้งนี้ ภายในงานมีเอกอัครราชทูต และแขกผู้มีเกียรติร่วมแสดงความยินดีและร่วมเฉลิมฉลองวันชาติอิหร่านมากมาย